ประวัติความเป็นมาของสมุนไพรไทย


สมุนไพรคืออะไร

คำว่า  สมุนไพร  ตามพระราชบัญญัติหมายความถึง  ยาที่ได้จากพืช  สัตว์และแร่  ซึ่งยังมิได้มีการผสมปรุงหรือแปรสภาพ (ยกเว้นการทำให้แห้ง)  เช่น  พืชก็ยังคงเป็นส่วนของราก  ลำต้น  ใบ  ดอก  ผล  ฯลฯ  ยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนการแปรรูปใด ๆ เช่น  การหั่น  การบด  การกลั่น  การสกัดแยก  รวมทั้งการผสมกับสารอื่น ๆ แต่ในทางการค้า  สมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น  ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กลง  บดให้เป็นผง  อัดให้เป็นแท่งหรือปอกเปลือกออก  เป็นต้น  เมื่อพูดถึงสมุนไพร  คนทั่ว ๆ ไปมักจะนึกถึงเฉพาะพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ในทางยา  ทั้งนี้เพราะสัตว์และแร่มีการใช้น้อย  จะใช้เฉพาะในโรคบางชนิดเท่านั้น

ประวัติของการใช้สมุนไพร

สมุนไพร  คือ  ของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้กับมวลมนุษยชาติ  มนุษย์เรารู้จักใช้สมุนไพรในด้านการบำบัดรักษาโรค  นับแต่ยุคนีแอนเดอร์ทัลในประเทศอิรัก

ปัจจุบันที่หลุมฝังศพพบว่ามีการใช้สมุนไพร

หลายพันปีมาแล้วที่ชาวอินเดียแดงในเม็กซิโก  ใช้ต้นตะบองเพชร (Peyate)  เป็นยาฆ่าเชื้อและรักษาบาดแผล  ปัจจุบันพบว่าตะบองเพชรมีฤทธิ์กล่อมประสาท

ประมาณ  4,000  ปีมาแล้ว  ที่ชาวสุเมเรียนได้เข้ามาตั้งรกราก  ณ  บริเวณแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสปัจจุบัน  คือ  ประเทศอิรัก  ใช้สมุนไพร  เช่น  ฝิ่น  ชะเอม  ไทม์และมัสตาร์ดและต่อมาชาวบาบิโลเนียน  ใช้สมุนไพรเพิ่มเติมจากชาวสุเมเรียน  ได้แก่  ใบมะขามแขก  หญ้าฝรั่น  ลูกผักชี  อบเชยและกระเทียม

ในยุคต่อมาอียิปต์โบราณมีอิมโฮเทป  แพทย์ผู้มีชื่อเสียงซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งการรักษาโรคของอียิปต์  มีตำราสมุนไพรที่เก่าแก่  คือ Papytus Ebers ซึ่งเขียนเมื่อ  1,600  ปีก่อนคริสตศักราช  ซึ่งค้นพบโดยนักอียิปต์วิทยาชาวเยอรมันนี  ชื่อ Georg Ebers ในตำรานี้ได้กล่าวถึงตำราสมุนไพรมากกว่า  800  ตำรับและสมุนไพรมากกว่า  700  ชนิด  เช่น  ว่านหางจระเข้  เวอร์มวูด (warmwood)  เปปเปอร์มินต์  เฮนเบน (henbane)  มดยอบ, hemp dagbane ละหุ่ง mandrake เป็นต้น  รูปแบบในการเตรียมยาในสมัยนั้น  ได้แก่  การต้ม  การชง  ทำเป็นผง  กลั่นเป็นเม็ด  ทำเป็นยาพอก  เป็นขี้ผึ้ง

นอกจากนี้ยังพบว่าชาติต่าง ๆ ในแถบยุโรปและแอฟริกา  มีหลักฐานการใช้สมุนไพร ตามลำดับก่อนหลังของการเริ่มใช้สมุนไพร  คือ  หลังจากสมุนไพรได้เจริญรุ่งเรืองในอียิปต์แล้ว  ก็ได้มีการสืบทอดกันมา  เช่น  กรีก  โรมัน  อาหรับ  อิรัก  เยอรมัน  โปรตุเกส  สวีเดนและโปแลนด์

ส่วนในแถบเอเซีย  ตามบันทึกประวัติศาสตร์พบว่ามีการใช้สมุนไพรที่อินเดียก่อน  แล้วสืบทอดมาที่จีน  มะละกาและประเทศไทย

ประวัติการใช้สมุนไพรในประเทศไทย

ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญงอกงามของพืชนานาชนิด  โดยเฉพาะพืชสมุนไพรมีอยู่มากมายเป็นแสน ๆ ชนิด  ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและจากการเพาะปลูก  บางชนิดก็ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาแผนปัจจุบัน  สมุนไพรหลายชนิด  ถูกนำมาใช้ในรูปของยากลางบ้าน  ยาแผนโบราณ รากฐานของวิชาสมุนไพรไทยได้รับอิทธิพลจากประเทศอินเดียเป็นส่วนใหญ่  เพราะตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชาติไทยได้อพยพถิ่นฐานมาจากบริเวณเทือกเขา  อัลไตน์ประเทศจีน  มาจนถึงประเทศไทยในปัจจุบัน  จึงมีส่วนได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม  ประเพณี ศาสนา  ตลอดจนการบำบัดรักษาโรคจากประเทศอินเดียเป็นจำนวนมาก  ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าได้อาศัยคัมภีร์อายุรเวทของอินเดียเป็นบรรทัดฐาน  คือ  การวินิจฉัยโรค  ชื่อสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคมีเค้าชื่อของภาษาบาลีสันสกฤตอยู่ไม่น้อย  เช่น  คำว่า  มะลิ (ภาษาสันสกฤตว่า  มัลลิ)  เป็นต้น

มีผู้ประมาณว่าในแต่ละปีมีผู้ใช้สมุนไพรในประเทศเป็นมูลค่ากว่า  500  ล้านบาท (สมุนไพรเหล่านี้ได้มาจากทั้งในประเทศและนำเข้าจากนอกประเทศโดยเฉพาะจีน  เกาหลีและอินเดีย)  ทั้งนี้เนื่องจากป่าไม้ถูกทำลาย  ทำให้ต้องมีการรณรงค์ให้มีการปลูกเป็นสวนสมุนไพรขึ้น ในปีพุทธศักราช  1800  ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ซึ่งนับเป็นยุคทองของสมุนไพรไทย  สวนป่าสมุนไพรของพระองค์ใหญ่โตมากอยู่บนยอดเขาคีรีมาศ  อ.คีรีมาส  จ.สุโขทัย  มีเนื้อที่หลายร้อยไร่  ซึ่งปัจจุบันยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้  เป็นป่าสงวนเพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าของผู้ที่สนใจ

ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ทรงเห็นว่าสมุนไพรเป็นทั้งยาและอาหารประจำครอบครัว  ชาติจะเจริญมั่นคงได้ก็ด้วยครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีความมั่นคงแข็งแรง  มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ทั้งทางกายและจิตใจ  จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ  ให้ดำเนินโครงการตามพระราชดำริ สวนสมุนไพรขึ้นในประเทศในปีพุทธศักราช  2522  โดยทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้มีการรวบรวมศึกษาค้นคว้า  ในเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรทุกด้าน  เช่น  ด้านวิชาการทางชีววิทยา  ทางการแพทย์  การบำบัด  การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะพืชที่เป็นประโยชน์ก่อให้เกิดโครงการพระราชดำริ  สวนป่าสมุนไพรขึ้นมากมายหลายแหล่ง  อีกทั้งยังมีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เพื่อหาสาระสำคัญของสมุนไพรที่มีพิษ  ทางเภสัชมาสกัดเป็นยาแทนยาสังเคราะห์ที่ใช้กันในปัจจุบัน

คนไทยไม่เพียงแต่ใช้พืชสมุนไพรเป็นยารักษาโรคเท่านั้น  แต่ได้นำมาดัดแปลงเพื่อบริโภคในรูปของอาหารและเครื่องดื่มสมุนไพร  ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ “สมุนไพรที่นำมาใช้เป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ”

ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยนั้นมีรากฐานมานานนับร้อยนับพันปี  อารยธรรมต่าง ๆ ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ในการแสดงถึงชาติ  แสดงถึงเผ่าพันธุ์และความเป็นผู้ที่เจริญแล้ว  สิ่งหนึ่งที่แสดงออกมาได้เป็นอย่างดีก็คือ  ศิลปะที่ผสมผสานและผูกพันอยู่ในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยนั่นเอง  ศิลปะดังกล่าวนี้รวมไปถึงเรื่องการกินอยู่ด้วยอาทิ  เช่น  การจัดตั้งสำรับและการประกอบจัดอาหาร  ก็ไม่เพียงเพื่อความอร่อยลิ้นอย่างวิเศษเพียงประการเดียว  ยังมีความสวยงามในการจัดแต่งเป็นองค์ประกอบของอาหารให้งามตายิ่งขึ้นไปอีก  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เครื่องดื่มของไทยนั้นจะแฝงไว้ด้วยเจตนารมณ์ให้ผู้ดื่มได้ซึมซับทั้งรสชาติและคุณประโยชน์ไปพร้อม ๆ กันอย่างชาญฉลาด

หากจะสืบสาวถึงความเป็นมาของเครื่องดื่มสมุนไพรก็มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาลมีน้ำชนิดหนึ่งเรียกว่า “อัชบาล” หรือน้ำปานะ  ซึ่งพระสงฆ์สามารถฉันน้ำชนิดนี้ได้ตลอดทั้งวันแทนการขบเคี้ยวอาหารหลังมื้อเพลตามบัญญัติของพุทธศาสนา  น้ำปานะนี้ใช้สมุนไพรหรือพืชผลชนิดที่มีความเผ็ดร้อน  เช่น  ขิง  ข่า  กระทือ  ตะไคร้  เป็นต้น  ต้มในน้ำร้อนและผสมน้ำตาลทรายแดงให้พอมีรสปะแล่ม ๆ ซึ่งต่อมานิยมดื่มกันแพร่หลายมาถึงฆราวาสด้วย

ประโยชน์ของสมุนไพร  คือ

  1. ใช้เป็นยาบำบัดรักษาโรค
  2. ใช้เป็นอาหาร
  3. ใช้เป็นเครื่องสำอาง
  4. ใช้เป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกาย
  5. ใช้ขับสารพิษ
  6. ใช้เป็นเครื่องดื่ม
  7. ช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ

ประเภทของสมุนไพร

การจำแนกเครื่องดื่มสมุนไพรของไทยตามที่มาและกรรมวิธี  นั้นแบ่งออกได้เป็น  2  ประเภท  คือ

1. น้ำดื่มธรรมดา  ซึ่งใช้ตามประเพณีหรือพิธี  ได้แก่

น้ำที่นำไปอบด้วยเครื่องหอมได้แก่  กระดังงาลนไฟลอยด้วยดอกมะลิหรือกลีบกุหลาบมอญใช้ถวายพระสงฆ์ในงานพิธีตามประเพณี  เช่น  งานทำบุญเลี้ยงพระ  งานประเพณีสงกรานต์  เป็นต้น  หรือเป็นน้ำที่ถวายเจ้านายในวังเพื่อใช้เสวยเป็นประจำ

2. น้ำผลไม้และน้ำดื่มซึ่งเกิดจากการปรุงแต่ง

จากน้ำอัชบาลหรือน้ำปานะ อันเป็นเครื่องดื่มของพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลนั้น  ในเวลาต่อมาเนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองที่มีพืชพันธ์อุดมสมบูรณ์และมีผลไม้นานาชนิดที่สลับหมุนเวียนกันตลอดทั้งปี  จึงเกิดความนิยมนำเอาพืชสมุนไพรและผลไม้มาทำเป็นเครื่องดื่ม  โดยอาศัยการปรุงแต่งรสชาติด้วยการเติมน้ำตาลหรือเกลือบ้าง  เพื่อให้เกิดความอร่อยขึ้น  อาทิ  น้ำมะตูม  น้ำกระเจี๊ยบ  น้ำมะนาว  น้ำใบเตย  น้ำตะไคร้และน้ำใบบัวบก  เป็นต้น

แต่เดิมพืชและผลไม้ที่จะนำมาทำเป็นเครื่องดื่มนั้น  มักจะเก็บมาสด ๆ และใช้ทันที รสชาติที่ทำจึงมีความสดและทรงคุณค่าตามธรรมชาติ  มาถึงปัจจุบันนี้เครื่องดื่มได้ถูกประยุกต์ขึ้นต่างรูปแบบ  มีการนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต  มีการบรรจุในภาชนะแบบต่าง ๆ เพื่อความสะดวกต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน  เครื่องดื่มของไทยนั้นให้ทั้งรสชาติและคุณประโยชน์ควบคู่กันไป  คุณประโยชน์ที่กล่าวถึงคือ  สรรพคุณทางยาที่ได้จากพืชผลที่นำมาเป็นเครื่องดื่มนั่นเอง  อีกทั้งยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายตามธรรมชาติรวมอยู่ด้วย

สมุนไพร  ไทยนี้  มีค่ามาก

พระเจ้าอยู่หัว  ทรงฝาก  ให้รักษา

แต่ปู่ย่า  ตายาย  ใช้กันมา

ควรลูกหลาน  รู้รักษา  ใช้สืบไป

เป็นเอกลักษณ์  ของชาติ  ควรศึกษา

วิจัยยา  ประยุกต์ใช้  ให้เหมาะสมัย

รู้ประโยชน์  รู้คุณโทษ  สมุนไพร

เพื่อคนไทย  อยู่รอด  ตลอดกาล

พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

การศึกษาการแพทย์สมัยก่อนเป็นการเรียนรู้และการถ่ายทอดภายในตระกูล  โดยการถ่ายทอดขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถ่ายทอดกับผู้ที่ได้รับ  เช่น  ป้า  น้า  อาหรือผู้ใกล้ชิดที่สุด  ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  จะพบว่าการถ่ายทอดวิชาในลักษณะดังกล่าวชัดเจนมาก  เป็นการสืบทอดวิชากรมหลวงวงษาธิราชสนิท  เป็นแพทย์หลวงและทรงกำกับกรมหมอผู้สืบทอด  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  คือ  พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์  ต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการ  กรมหมอและเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของรัชกาลที่  5  ด้วย  ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดโดยการบอกเล่าถึงสรรพคุณและตำนานของพืชสมุนไพรบางชนิด  ในเวลาต่อมาคือ  ท่านเจ้าคุณสีหศักดิ์สนทวงศ์  ผู้เป็นหลานตา  นอกจากนี้กรมขุนวรจักร  ธรานุภาพ  เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่  2  ทรงเป็นแพทย์หลวงในราชสำนักและทรงเป็นต้นตระกูลปราโมช  ผู้ที่ได้รับการสืบทอดวิชาแพทย์แผนไทยต่อมา  คือ  หม่อมเจ้ากำมสิทธิ์  แต่หม่อมเจ้ากำมสิทธิ์  ไม่ได้รับราชการเป็นหมอหลวง  จึงทรงเป็นแพทย์เชลยศักดิ์เท่านั้น  ส่วนพระยาอมรศาสตร์ประสิทธิ์  แพทย์หลวงในสมัยรัชกาลที่  5  ได้สืบทอดวิชาให้แก่หลวงกุมารประเสริฐ  ต่อมาได้เป็นแพทย์หลวงในสมัยรัชกาลที่  6

การถ่ายทอดวิชาความรู้ระหว่างครูกับลูกศิษย์  โดยครูจะช่วยแนะนำสั่งสอนและฝึกฝนจนชำนาญ  ซึ่งศิษย์จะต้องหมั่นสังเกตและจดจำตัวยา  วิธีการรักษาไว้ให้แม่นยำ  กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  พระราชโอรสในรัชกาลที่  5  ทรงศึกษาแพทย์แผนไทยกับพระยาพิศนุประสาทเวช  ต่อมาเป็นหัวหน้าหมอหลวง  รัชกาลที่  6  พระองค์และยังได้ศึกษาแพทย์แผนไทยกับพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นนั่นคือ  หลวงปู่ศุข  วัดมะขามและพระสงฆ์อื่น ๆ อีกมากมาย  เป็นหมอที่มีความ เชี่ยวชาญมาก  ชาวบ้านรู้จักในนามของหมอพร  พระองค์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในวงการแพทย์แผนไทย  เพราะไม่เพียงแต่พระองค์จะรักษาโรคให้หายได้อย่างชะงัดแล้ว  พระองค์ยังเป็นแพทย์แผนไทยที่มีความคิริเริ่มและทันสมัย  เช่น  รู้จักวิเคราะห์ตัวยาที่ปรากฏในตำราจนมีความเชี่ยวชาญและสามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้ผลเป็นที่น่าพอใจ  ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ยังมีความชำนาญมากจนทรงชำระคัมภีร์อติสาระวรรค (ว่าด้วยโรคลำไส้)  ได้

การศึกษาวิชาแพทย์จะถ่ายทอดภายในตระกูล  จะสอนแต่เฉพาะลูกหลานเป็นส่วนใหญ่  มีส่วนน้อยที่เป็นคนอื่น  เนื่องจากการรับใครเป็นศิษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะครูต้องใช้ความสังเกตุพิจารณาในเรื่องของนิสัยใจคอและความอดทน  หากพบว่าลูกหลานหรือศิษย์คนใดสมควรจะรับ สืบทอดวิชาความรู้ได้มากน้อยแต่ไหน  จึงเป็นที่รู้กันว่าในสมัยก่อนศิษย์จะมีความปรีชาสามารถ สืบเนื่องมาจากครู

วิธีการถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์แผนไทย   

วิธีการถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์แผนไทย  เป็นลักษณะปากต่อปาก  แล้วท่องจำและ ต้องอาศัยประสบการณ์ที่ใช้การสังเกตจดจำให้ขึ้นใจ  การศึกษาวิชาแพทย์จึงไม่ใช่ของง่าย  ต้องอาศัยความมะนะ  บากบั่น  พากเพียรและอดทนเป็นเวลาแรมปี  เพื่อจะได้จดจำคำสั่งสอนได้แม่นยำ  โดยครูจะสอนวิธีการตรวจรักษาคนไข้  สอนวิธีปรุงยาโดยเริ่มจากสอนให้รู้จักสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของยา  ทั้งที่เป็นพืชวัตถุและธาตุวัตถุ  ศิษย์จะต้องทำตัวใกล้ชิด  คอยสนใจ  ปรนนิบัติและติดตาม  ถามไถ่  เวลาที่ครูออกไปรักษาคนไข้  นอกสถานที่ต้องคอยติดตาม  เพื่อจะได้เรียนรู้และหาความชำนาญ  จากการสังเกตอาการของคนไข้  โดยครูจะอธิบายให้รู้ถึงที่ตั้งแรกเกิดของโรค  ชื่อของโรคและยาสำหรับบำบัดโรคต้องให้แม่นยำ

จวบจนสมัยที่มีตัวอักษรใช้จึงมีการจดจารึก  ความรู้ไว้ในที่ต่าง ๆ เช่น  แกะไว้ในแผ่นหิน  ไม้หรือโลหะ  โดยหวังให้วิชาแพทย์คงอยู่ไม่เสื่อมสูญ  สืบทอดมาจนมีการจารึกหรือเขียนลงในใบลานและสมุดข่อย  เรียกว่า “พระคัมภีร์หรือพระตำรา” ซึ่งมีการคัดลอกต่อ ๆ กันมา  ข้อความในพระคัมภีร์หรือตำราแพทย์นั้นจะกล่าวและจำแนกไว้ตามความรู้  ความเชียวชาญของครู  ได้แก่  อาการของโรค  วิธีรักษา  อีกทั้งสรรพคุณยาสมุนไพรไว้อย่างพร้อมมูล

การแพทย์แผนไทย  ผู้เป็นแพทย์สมัยก่อนจะต้องมีความรู้  ความสามารถในการปรุงยาเอง  เพราะฉะนั้นจึงต้องเรียนรู้เกี่ยวกับพันธุ์สมุนไพรตามแต่ครูจะเห็นสมควร  โดยในชั้นแรกจะต้อง เรียนรู้ชนิดของสมุนไพรและคุณสมบัติ  ตลอดจนถึงการเก็บรักษาส่วนพิกัดยาแต่ละชนิดนั้นศิษย์ จะต้องอาศัยการสังเกตุและจดจำเอาเอง  ชั้นที่  2  คือ  การศึกษาจากตำราแพทย์จะต้องศึกษาจากคัมภีร์ที่บอกลักษณะอาการของโรคและตำราคัมภีร์สรรพคุณที่บอกรสยาทั้งปวง  คัมภีร์ที่ต้อง ศึกษา ในเบื้องต้น  คือ  สมุฎฐานวินิจฉัย  ธาตุวินิจฉัย  โรคนิทาน  ปฐมจินดา  มหาโชตรัต  ตักกศิลา  สาโรช  รัตนมาลา  ชวตาร  ติจรณสังคหะ  มุจฉาปักขันธิกา  เป็นลำดับ  ขั้นสุดท้าย  คือ  การทำนายโรค  ศึกษาโดยตามครูไปเยี่ยมผู้ป่วย  เรียกว่า  ถือล่วมยา  ต่อมาจะมีความชำนาญขึ้นเป็นลำดับ  จนรักษาเองได้จึงถือว่า  เรียนจบหลักสูตรและเป็นหมอที่มีครูแล้ว

หลักสูตรของครูบางคนจะสอนวิชาไสยศาสตร์ให้ด้วย  เรียกว่า  ไสยรักษ์  คือ  การรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยคาถา  อาคมและนับว่าเป็นวิชาแพทย์แผนไทยแขนงหนึ่ง  ดังความตอนหนึ่งใน คัมภีร์  ฉันทศาสตร์  ว่า

ผู้ใดจะเรียนรู้  พิเคราะห์ดูผู้อาจารย์

เที่ยงแท้ว่าพิสดาร  ทั้งคุณไสยจึงควรเรียน

สักแต่เป็นแพทย์ได้  คัมภีร์ไสยไม่จำเนียร

ครูนั้นไม่ควรเรียน  จำนำตนให้หลงทาง

ยุคก่อนกรุงสุโขทัย

สมัยเชียงแสนตอนต้นหรือสมัยโยนกนาคพันธ์  ประมาณ  พ.ศ.1300  ในรัชสมัยพระเจ้าสิงหนวัติ  ซึ่งเป็นพระราชบุตรของพระเจ้ากลาหงส์  แห่งอาณาจักรน่านเจ้า (มณฑลยูนานประเทศจีน)  การแพทย์ของไทย  นอกจากจะมีตำราเดิมแบบไทยแท้  ซึ่งประกอบด้วยความเชื่อถือดั้งเดิมของชนท้องถิ่น  รวมทั้งสมุนไพรและไสยศาสตร์แล้ว  ยังได้ความรู้ผสมผสานมาจากการแพทย์อายุรเวท ของอินเดีย  ซึ่งขยายเข้ามาสมัยอาณาจักรลาว  ประมาณ  พ.ศ.600  โดยเข้ามาพร้อมกับ พระพุทธศาสนา  หลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าการแพทย์แผนไทย  มีรากฐานมาจากการแพทย์ของอินเดีย  ได้แก่  คัมภีร์แพทย์ของไทยมักจะมีคำกล่าว  สรรเสริญท่านชีวกโกมารภัจจ์  ในฐานะครูแพทย์และในตำราแพทย์ส่วนใหญ่จะอ้างชื่อท่านชีวกโมารภัจจ์เป็นผู้เรียบเรียง  นอกจากนี้คำศัพท์ในคัมภีร์แพทย์ยังปรากฏภาษาบาลี  ซึ่งเป็นภาษาหลักในพระไตรปิฎกและมีบทสวดทางศาสนาเป็นจำนวนมากด้วยและยังได้รับอิทธิพลทางการแพทย์จากจีนด้วย  เช่น  ตำรับยาบำรุงหัวใจและยา อายุวัฒนะที่แพทย์ไทยนำมาผสมด้วยโกฐต่าง ๆ ได้แก่  กฤษณา  กะลำพัก  อบเชย  ชะเอมเทศ  เกสรทั้งเจ็ด  อำพันทอง  เหล่านี้  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังได้มีการใช้แร่ธาตุรักษาโรค  เช่น  ปรอท  สารหนูและเหล็ก  ส่วนที่ได้มาจากสัตว์วัตถุ  เช่น  เขากวาง  เลือดแรด  กระดูก  ถุงน้ำดี  พร้อมทั้งพฤกษชาติที่มีคุณค่าทางยาการแพทย์แผนไทยได้รับการผสมผสานกับแพทย์แผนจีนน้อยมาก  โดยพิจารณาจากวิธีการวินิจฉัยโรคที่แตกต่างกัน  คือ  ในการตรวจคนไข้แพทย์จีน  สมัยก่อนให้ความสำคัญกับการ จับชีพจร  ในขณะที่ไทยให้ความสำคัญกับอาการป่วยที่ปรากฏมากที่สุด  การเต้นของชีพจรเป็นเพียงส่วนประกอบที่จะนำมาวินิจฉัยเท่านั้น  การตรวจโรคของแพทย์แผนไทย  ยังมีการซักประวัติโรคที่เคยเป็นมาก่อน  อายุของคนไข้  เวลาที่เริ่มป่วย  ตรวจความร้อนโดยแตะตัวคนไข้หรืออังวัดความร้อนที่หน้าผาก  ตรวจลิ้น  ตรวจเปลือกตาด้านในและดูผิวพรรณแล้วจึงทำนายโรค

สมัยพระนางจามเทวี (พ.ศ.1204 – 1211)  จากตำนานพระธาตุลำปางหลวง  กล่าวว่าฤาษีวาสุเทพกับสุกกทันฤาษีได้สร้างนครหริภุญชัยขึ้นแล้วเห็นพร้องต้องกันว่าผู้ชายจะครองนครหริภุญชัยได้ไม่นาน  ควรให้ผู้หญิงมาครองจึงได้พร้อมใจกันอาญเชิญพระนางจามเทวี (พระธิดาของเจ้าผู้ครองนครละโว้ปุระหรือเมืองลพบุรีในปัจจุบัน)  จากเมืองละโว้ให้มาครองนครหริภุญชัยในราว  พ.ศ.1204  พระนางจามเทวีได้ขอพระราชทานสิ่งที่เป็นมงคลจากพระราชบิดาไปด้วย  เพื่อนำไป ประกอบกิจให้เป็นประโยชน์ทั้งภายในและภายนอก  ดังนี้

  1. พระมหาเถรที่ทรงปิฎกประมาณ  500  องค์
  2. หมู่ปะขาวทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในเบญจศีล  500  คน
  3. บัณฑิต  500  คน
  4. หมู่ช่างสลัก  500  คน
  5. ช่างแก้วแหวน  500  คน
  6. พ่อเลียง  500  คน
  7. แม่เลี้ยง  500  คน
  8. หมู่หมอโหรา  500  คน
  9. หมอยา  500  คน
  10. ช่างเงิน  500  คน
  11. ช่างทอง  500  คน
  12. ช่างเหล็ก  500  คน
  13. ช่างเขียน  500  คน
  14. หมู่ช่างทั้งหลายต่าง ๆ 500  คน
  15. หมู่พ่อเวียงทั้งหลาย  500  คน (คนงานฝ่ายก่อสร้าง)

แสดงว่าหมอยาเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญมากกลุ่มหนึ่งในสังคม

สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่  7 (พ.ศ.1724 – 1762)  เป็นกษัตริย์ของขอมที่ได้ปราบดาภิเศกเป็น พระเจ้าแผ่นดิน  เมื่อ  พ.ศ.1724  ภายหลังจากปราบขบถในนครธมและกอบกู้บ้านเมืองได้สำเร็จ  พระองค์ต้องใช้เวลาถึง  10  ปี  ในการปฎิสังขรณ์ซ่อมแซมบ้านเมืองและสร้างถาวรวัตถุขึ้นใหม่ตามจารึกหลักพระขรรค์ไชยศรี  บทที่  123  ระบุไว้ว่าได้โปรดให้สร้างถนน  17  สาย  บ้านซึ่งมีไฟ (ซึ่งน่าจะหมายถึงที่พักสำหรับคนเดินทาง)  จำนวน  121  แห่งและโรงพยาบาลหรือที่ปรากฏในจารรึกว่าอโรคยศาล  จำนวน  102  แห่ง  กระจายอยู่ทั่วราชอาณาจักร  ในราวพุทธศตวรรษที่  18  หรือประมาณ  800  กว่าปีมาแล้ว  อโรคยาศาลนี้สันนิษฐานว่าสร้างด้วยไม้ส่วนใหญ่จึงหักพังสูญหายไปคงเหลือแต่วิหารหรือศาสนสถานของโรงพยาบาลและศิลาจารึก ที่สร้างด้วยอิฐหินหรือศิลาแลงไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น  ศิลาจารึกที่พบบริเวณโรงพยาบาล  เรียกว่า  ศิลาจารึก  โรงพยาบาล  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  มีทั้งหมด  5  แห่งคือ

  1. จารึกจากประสาทตาเมียนโตจ
  2. จารึกปราสาท  อำเภอปราสาท  จังหวัดสุรินทร์
  3. จารึกจากด่านประคำ  อำเภอนางรอง  จังหวัดบุรีรัมย์
  4. จารึกพิมาย  จังหวัดนครราชสีมา
  5. จารึกวัดกู่  บ้านหนองบัว  อำเภอเมือง  จังหวัดสุรินทร์
  6. จารึกจากกู่แก้ว  อำเภอเมือง  จังหวัดขอนแก่น  ซึ่งเป็นจารึกเกี่ยวกับพระเจ้าชัยวรมันที่  7

พบล่าสุดเมื่อปี  พ.ศ.2529

ศิลาจารึกดังกล่าวมีข้อความเหมือนกันเกือบทั้งหมด  คือ  กล่าวสรรเสริญ พระพุทธเจ้า  กษัตริย์และการจัดระเบียบแบบแผนของสถานพยาบาล  นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการเบิกจ่ายอาหารและยาจากท้องพระคลังหลวง  รวมทั้งได้ระบุชื่อยา  ชื่อสมุนไพร  ตลอดจนจำนวนของแต่ละสิ่งไว้ในจารึก  ซึ่งอาจสรุปสาระสำคัญของข้อมูลเกี่ยวกับคติความเชื่อและการจัดแบบแผนของอโรคยศาลได้  4  ประการคือ

  1. การบูชาพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน  รวมทั้งพระไภษัยชยคุรุไวฑูรย ประภา
  2. ความสนพระทัยของพระเจ้าชัยวรมันที่  7  ในความทุกข์อันเกิดจากโรคภัยของ ประชาชน  จึงทรงให้สร้างอโรคยศาล  เพื่อใช้เป็นที่รักษาพยาบาลตามท้องถิ่น
  3. จำนวนเจ้าหน้าที่และวัสดุสิ่งของที่ต้องใช้ในแต่ละวันในอโรคยศาล
  4. กำหนดให้อโรคยศาล  เป็นที่ประกอบกิจ  พิธีทางศาสนา

จากแนวความคิดและการศึกษาของศาสตราจารย์ยอร์ช  เซเดส  ทำให้ทราบว่าคนไข้ที่เข้ารับการรักษาตัวที่อโรคยาศาลจะเข้าพักในสถานพยาบาล  ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างด้วยไม้  แต่ปัจจุบัน ได้ผุพังไปหมดแล้ว  ผู้ป่วยจะไม่พักอาศัยอยู่ในอาคารที่สร้างด้วยหินหรือศิลาแลง  เนื่องจากอาคารที่สร้างด้วยหินหรือศิลาแลงนั้นจะสงวนไว้สำหรับพระผู้เป็นเจ้า (เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ)  เท่านั้น  แม้แต่พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญสูงสุด  ก็ยังทรงประทับอยู่ในพระราชมณเฑียร  ที่ทำด้วยไม้หลักศิลาจารึก  สร้างโรงพยาบาลที่พบ  ณ  ประสาทตาเมียนโตจ  จังหวัดสุรินทร์  ซึ่งพบที่เมืองชัยภูมิ  ที่เมืองคนบุรี  นมหวานและที่ด่านประคำ  จังหวัดนครราชสีมา (ดังปรากฏอยู่ในหอวชิรญาณ)  ข้อความในจารึกได้กล่าวสรรเสริญพระเกียรติยศของพระบาทชัยวรมันที่ได้จัดสร้าง โรงพยาบาลรักษาคนไข้  รวมถึงสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรค  นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการบริหารงานในโรงพยาบาล  จำนวน  102  โรง  และในพระแท่นของโรงพยาบาลต่าง ๆ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่  798  องค์  จำนวนข้าวสารที่เอามาเลี้ยงคนไข้ในโรงพยาบาล  มีจำนวน ปีละ  117,200  ชาริกา (ชาริกา  เป็นมาตราส่วนที่ใช้กันในพุทธศักราช  1724  ณ  บริเวณแหลมทอง ซึ่งมีอัตราดังนี้

2  ปะณะ  เป็น  มาษ

4  ปะณะ  เป็น  กุฑุวะ

4  กุฑุวะ  เป็น  ปรสถะ

16  ปรสถะ  เป็น  โทรณะ

4  โทรณะ  เป็น  ชาริกา

11  ปะสะ  เป็น  ตุลา (คือ  ตุลกัฎฎี  เห็นจะเป็นชั่ง)

จำนวนชาวนาที่ทำนา  เพื่อส่งข้าวให้โรงพยาบาล  ทั้งหญิงและชาย  มีอยู่  81,640  คนและจำนวนหมู่บ้านของชาวนา  838  หมู่บ้าน

การบริหารงานในโรงพยาบาล  ประกอบด้วยฝ่ายต่าง ๆ ดังนี้

ผู้ดูแล  4  คน (เป็นแพทย์  2  คน  โดยมีบุรุษ  1  คน  และสตรี  1  คน  เป็นผู้ให้สถิติ)

ผู้ดูแลทรัพย์  จ่ายยา  รับข้าวเปลือกและฟืน  ใช้บุรุษ  2  คน

ผู้หุงต้ม  ทำความสะอาด  จ่ายน้ำ  หาดอกไม้และหญ้า  บูชายัญ  ใช้บุรุษ  2  คน

ผู้จัดพลีทาน  ทำบัตร  จ่ายบัตร  สลากและหาฟืน  เพื่อต้มยา  ใช้บุรุษ  2  คน

ผู้ดูแลโรงพยาบาลและส่งยาให้แก่บุรุษแพทย์  เป็นบุรุษ  14  คน

ผู้โม่หรือบดยาที่สันดาบด้วยน้ำ  เป็นสตรี  6  คน

ผู้ทำหน้าที่ตำข้าวเปลือก  2  คน

ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล  ในจารึกสุรินทร์  2  ระบุ  จำนวนรวม  98  คน

ส่วนการจัดระบบด้านการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลและการจัดหายามาบริการยังไม่เพียงพอ  อำนาจเหนือธรรมชาติ  เวทมนตร์และความเชื่อ  ความศรัทธาทางศาสนาจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาพยาบาลด้วย  ซึ่งจะเห็นได้จากการสร้างพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา (พระโพธิสัตว์  ไภษัชคุรุไวฑูรยประภา)  ซึ่งแปลว่า  เป็นครูแห่งโอสถทั้งหลาย  มีรัศมีประดุจดังไพฑูรย์  เป็นที่เคารพแห่งมนุษย์ทั้งหลายในสมัยนั้นมีอานุภาพในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  มักทำเป็นรูปพระพุทธรูปทรงเครื่องปางนาคปรก  แม้ว่าบางรูปจะไม่ปรากฏพังพานนาค  แต่ยังคงมีขนดหางนาค  แตกต่างจากพระพุทธรูปทรงเครื่องนาคปรก  ก็คือ  ภายในพระหัตถ์ที่ประสานกันเหนือเพลา  มีวัตถุรูปกรวยอยู่ภายในวัตถุนี้  สันนิษฐานไว้ต่าง ๆ กันเช่น

- อาจเป็นยาหรือดอกไม้หรือวัชระ

- น่าจะเป็นผลไม้ประเภทสมุนไพร  เช่น  ผลสมอ

- น่าจะเป็นผลสมอ  ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ใช้ทำยารักษาโรคภัยต่าง ๆ และหากคิดว่าเป็นหม้อน้ำมนตร์  ก็น่าจะหมายถึง  ภาชนะ

ที่มา : http://www.jsppharma.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538962570&Ntype=5

About these ads

หนึ่งความคิดบน “ประวัติความเป็นมาของสมุนไพรไทย

  1. Pingback: ประวัติสมุนไพรไทย | เตชทัต สวยรูป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s