ที่มาของตาลปัตร


พิธีทรงตั้งเปรียญธรรม  3  ประโยค  และรับวุฒิบัตรประโยค  1 – 2  ของคณะสงฆ์ประจำปี  2551  สำเร็จบริบูรณ์แล้วเมื่อวันที่  15  กรกฎาคม  2551  ณ  วัดพระบรมธาตุ  จังหวัดกำแพงเพชร

ในพิธีทรงตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์หนเหนือครั้งนี้มีพระภิกษุสามเณร  535  รูป  เข้าพิธีคณะสงฆ์ภาค  4  ได้จัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกขึ้น  ผมได้รับหนังสือนี้มามีเรื่องประวัติตาลปัตรพัดยศ เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อขาประจำหน้าต่างศาสนา  จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อดังนี้

คำว่า “ตาลปัตร” เป็นคำภาษาไทยที่นำมาจากภาษาบาลีว่า “ตาล + ปตฺต” แปลว่า  ใบตาล  ซึ่งตาลปัตรนี้เป็นสิ่งที่คนทั่วไปใช้บังแดดและใช้พัดลมมาตั้งแต่โบราณ  เป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นอย่างหนึ่งในประเทศเมืองร้อน

000

พัดยศสมเด็จพระสังฆราช

55

พัดยศเปรียญ

สำหรับสาเหตุที่พระสงฆ์นำตาลปัตรมาใช้นั้น  ได้มีผู้ให้ความเห็นต่าง ๆ กันไป  บางท่านก็ว่าการใช้ตาลปัตรครั้งแรกดั้งเดิมนั้น  มิได้ใช้เพื่อบังหน้าเวลาเทศน์  แต่ใช้เพื่อกันกลิ่นเหม็นเน่าของศพที่เน่าเปื่อย

เนื่องจากพระสงฆ์ในสมัยโบราณจะต้องบังสุกุลผ้าห่อศพไปทำจีวร  ดังนั้นท่านจึงต้องใช้ใบตาลขนาดเล็กมาบังสุกุลผ้าห่อศพไปทำจีวรและใช้ใบตาลบังจมูกกันกลิ่น  ต่อมาก็เลยกลายเป็นประเพณีของสงฆ์ที่จะถือตาลปัตรไปทำพิธีต่าง ๆ โดยเฉพาะในพิธีปลงศพ

อย่างไรก็ตามแม้ต้นกำเนิดของการที่พระสงฆ์ต้องถือตาลปัตรจะยังไม่แน่ชัดว่าแท้จริงเป็นมาอย่างไร  แต่สมเด็จฯ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานความเห็นไว้ว่าความคิดให้พระสงฆ์ถือตาลปัตรคงมาจากลังกา

มีพระพุทธประวัติปรากฏใน “ปฐมสมโพธิ” ซึ่งต้นฉบับเขียนขึ้นในลังกา  โดยพระพุทธรักขิตาจารย์  กล่าวถึงเทพบริวาร  2  องค์  ที่ขนาบองค์พระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์  คือ  สันดุสิติเทวราช  จะถือพัดที่เรียกว่า “วิชนี” ที่มีรูปร่างคล้ายพัดใบตาลอยู่เบื้องขวาและสยามเทวราชทรงถือจามร (แส้)  อยู่เบื้องซ้าย  เพื่ออยู่งานและอาจเป็นเครื่องแสดงดุจเป็นเครื่องสูงที่ใช้ถวายพระสมณศักดิ์แห่งพระพุทธองค์ด้วย

ดังนั้นพุทธศาสนิกชนในไทยที่เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาจากลังกาวงศ์ก็ย่อมรับเอา พิธีกรรมและประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสังฆพิธีมาด้วย  ไม่ว่าจะเป็นการถือตาลปัตรหรือการตั้งสมณศักดิ์

อนึ่งจากความศรัทธาที่ฆราวาสถือว่า “ตาลปัตร” เป็นสมณบริขารอย่างหนึ่งของพระสงฆ์  จึงเกิดความคิดนำไปถวายพระ  โดยชั้นแรกเป็นใบตาลตามคติเดิม  ต่อมาใบตาลอาจจะเสื่อมความนิยมเพราะเป็นของพื้นบ้านหาง่าย  ไม่เหมาะจะถวายพระ  จึงนำพัดของตนที่ทำด้วยไม้ไผ่สานหรือขนนกไปถวายให้พระใช้แทนใบตาล  โดยอาจจะถวายด้วยตนเองหรือให้ทายาทนำพัดของบิดามารดาผู้ล่วงลับไปถวาย  เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดาของตนก็ได้

001

(พัดหน้านาง)  พัดยศเปรียญธรรม  9  ประโยค

002

(พัดเเฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์) พัดยศพระราชาคณะ ชั้นสามัญเปรียญ

003

(พัดพุดตาน) รูปแบบพัดยศสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร

จึงทำให้ตาลปัตรมีการเปลี่ยนแปลง  ดังจะได้เห็นว่านอกจากจะทำจากใบตาลเดิมแล้ว  ยังทำจากวัสดุอื่นที่คิดว่างามและหายาก  เช่น  ไม้ไผ่สาน  งาสาน  ผ้าแพรอย่างดี  ขนนกหรือมีการปักดิ้นทองหรือประดับด้วยอัญมณีต่าง ๆ สุดแต่กำลังศรัทธาที่จะถวาย

เครื่องประกอบสมณศักดิ์

พัดเป็นคำนามหมายถึง  เครื่องโบกหรือกระพือลม  ภาษาบาลีเรียกว่าวิชนี  ไทยอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นพัชนีและต่อมาคงเรียกกร่อนคำให้สั้นลงเหลือเพียงพัช  โดยออกเสียงว่า  พัด  ซึ่งคำนี้ไทยคงใช้เรียกกันและเขียนกันจนลืมต้นศัพท์ไป  พัดที่ฆราวาสใช้พัดวีให้ความเย็นนั้นมีหลายรูปแบบและทำด้วยวัสดุต่าง ๆ ตามแต่ฐานะของผู้ใช้พัดจึงมีทั้งพัดใบตาล  ซึ่งเป็นพัดที่เก่าที่สุดมีทั้งแบบที่มีด้ามตรงกลางและด้านข้างและชนชั้นสูง  นำมาใช้เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์อย่างหนึ่งโดยเรียกว่า  สุวรรณวาลวิชนี  นอกจากนี้มีพัดขนนก  พัดโบก  พัดด้ามจิ๋ว

ความเป็นมาของการใช้ตาลปัตร  พัดยศและพัดรองของพระสงฆ์ไทย

คำว่า  วิชนีหรือพัชนี  เดิมมักหมายเรียก  เครื่องพัดโบกสำหรับผู้สูงศักดิ์  ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  ราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ใช้เรียกตาลปัตรของพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์สูงใช้  ซึ่งเดิมทำด้วยใบตาลแต่ในระยะดังกล่าวทำด้วยผ้าแพรหรือขนนกอยู่ระยะหนึ่งในการใช้พัดขนนกนั้นพระสงฆ์ไทยได้ใช้อยู่ในระยะสั้น ๆ ส่วนพัดที่ทำด้วยผ้าแพร  ผ้าโหมดหรือผ้าลายดอกต่าง ๆ นั้นได้ใช้ตั้งแต่ระยะนั้นเป็นต้นมาจนปัจจุบัน  โดยมีพัฒนาการด้านการประดับเพื่อความสวยงามและความเหมาะสมแก่สมณศักดิ์เรื่อยมาซึ่งปัจจุบันเรียกว่า  พัดรอง  อย่างไรก็ดีพระสงฆ์ทั่ว ๆ ไปแต่เดิมมาก็ใช้พัดที่ทำจากใบตาลเป็นพื้นซึ่งเรียกว่า “ตาลปัตร” จนเมื่อพัดรองเป็นของที่หาง่ายมีใช้ทั่วไป  ตาลปัตรจากใบตาลจึงเลิกใช้ไปในที่สุด

ในปฐมสมโพธิกถามีการกล่าวถึง  พัดวาลวิชนีอยู่หลายแห่ง  เช่น  ในพุทธบูชาปริวัตถ์  เมื่อพระพุทธเจ้าบำเพ็ญสมาธิ  ณ  ใต้ต้นโพธิ์ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นบรรดาเทพยดาทั้งหลายต่างชื่นชมและต่างได้นำเครื่องสักการบูชาต่าง ๆ มาบูชาพระพุทธองค์เครื่องบูชาอย่างหนึ่งคือ  ดอกไม้ทิพย์ที่ตกแต่งเป็นรูปพัดวาลวิชนีอันเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นอย่างหนึ่งในประเทศเมืองร้อนและถ้าเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะชั้นสูงก็จะมีการประดับตกแต่งให้มีความงดงามยิ่งขึ้นตามฐานะ  แม้แต่พระพุทธเจ้าเองเมื่อทรงตรัสรู้  แล้วเหล่าเทพชั้นต่าง ๆ ก็แสดงความยินดีมาปรนนิบัติพระพุทธองค์  ดังปรากฏในอภิสัมโพธิปริวัตถ์ว่า “สุยามะเทวราช  ทรงทิพยจามรมีคันแล้วด้วยทอง ถวายรำเพยพัดสันดุสิตเทวราชก็ทรงทิพยมณีตาลปัตร  รำเพยพาน” ดังนั้นเราจึงมักจะพบว่ามีภาพประติมากรรมหลายรูปที่มีรูปพระพุทธเจ้าตรงกลางและมีเทพชั้นสูงประทับยืนขนาบถวายงานอยู่องค์หนึ่งถือจามร (แส้)  และอีกองค์หนึ่งทรงถือสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายพัด  ปรากฏว่ามีเอ่ยชื่อทั้งวาลวิชนีและตาลปัตร  ซึ่งดั้งเดิมคงจะหมายถึง  สิ่งที่ใช้พัดวีเช่นเดียวกันแต่มีผู้ให้ความหมายต่างกันก็คงจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่ทำนั้นเองคือ  ตาลปัตรจะทำด้วยใบตาล  ส่วนวาลวิชนีอาจจะทำด้วยวัสดุอื่น ๆ เช่น  ผ้าแพรหรือบางครั้งทำด้วยขนหางสัตว์จึงทำให้มีลุกษณะคล้ายจามร

พระพุทธเจ้าทรงถือตาลปัตรในขณะเทศนาแสดงธรรมหรือไม่  ไม่มีปรากฏและไม่กล่าวถึงแม้แต่ในปฐมสมโพธิกถาแต่จะพบว่ามีของอยู่  2  สิ่งที่พระพุทธองค์จะทรงอยู่เป็นประจำคือ  บาตรและจีวร  แต่น่าสงสัยคือเมื่อพระพุทธองค์ไปโปรดปัญจวัคคีย์นั้นในธัมมจักรกปริวัตถ์มีข้อความบรรยายถึงปัญจวัคคีย์ว่า “ต่างองค์ก็อุฏฐาการออกมาต้อนรับ  คำนับนบนอบอภิวาทองค์หนึ่งรับจีวรและบาตรองค์หนึ่งถวายน้ำชำระพระบวรบาทยุคล องค์หนึ่งเอาเชิงบาตรมาตั้งรองรับบาตร” จากการที่มีกล่าวว่ารับจีวรอาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าจีวรในที่นี้น่าจะหมายถึงสังฆาฏิ  ทั้งนี้เพราะเครื่องบริขารของพระสงฆ์ที่ปรากฏที่มาอยู่ในปฐมสมโพธิกถามหาภินิกขมนปริวัตถ์ปริเฉทที่  6  ว่าท้าวมหาพรหมนามว่าฆฏิการพรหมได้นำเอาบริขารอันเป็นทิพย์จำนวน  8  สิ่งมาน้อมเกล้าถวายพระพุทธเจ้า  เมื่อครั้งเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์คือ  กาสาวพัสตร์  1  ผืน  สังฆาฏิ  1  จีวร  1  สบง  1  บาตร  1  มีด  1  กล่องเข็ม  1  กายพันธน์  1  ผ้ากรองน้ำ  1  ในปัจจุบันพระสงฆ์ของไทยเราก็มีเครื่องบริขาร  8  อย่างเช่นกันและบางอย่างก็ดัดแปลงให้ใช้ได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น  เช่น  ผ้ากรองน้ำก็เปลี่ยนเป็นที่กรองน้ำ  ส่วนกายพันธน์ก็คือ  รัตคตหรือรัดประคตนั่นเอง

อย่างไรก็ดีสำหรับไทยเรามีพระสมณะที่ทรงถือตาลปัตรเป็นประจำเมื่อเวลาจะเทศนาแสดงธรรมจนเป็นบุคลิกประจำพระองค์อยู่  2  องค์คือ

  1. พระอาริยเมตไตรยหรือพระศรีอาริย์  โดยจะทำเป็นรูปพระสงฆ์ประทับนั่ง  พระหัตถ์ซ้ายแสดงธยานมุทราหรือปางสมาธิ  พระหัตถ์ขวาทรงถือตาลปัตร  บังพระพักตร์อยู่เป็นการแสดงถึงว่าพระโพธิสัตว์  กำลังเทศนาธรรมนั่นเอง
  2. พระมาลัย  เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งที่ทรงเมตตาต่อสัตว์นรกจึงเสด็จลงไปโปรดประติมากรรมจะแสดงภาพพระมาลัยด้วยรูปของพระสงฆ์อยู่ในท่าธุดงควัตร  สะพายบาตรและถือตาลปัตร

ประติมากรรมพระพุทธรูปทรงถือตาลปัตรอีกคือ “พระชัย” หรือ “พระชัยวัฒน์” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงประทานความเห็นไว้ว่า “พระชัยคือ  พระมารวิชัยนั่นเองทำพระหัตถ์ซ้ายเป็นอาการทรงสมาธิให้ตะแคงเป็นถือตาลปัตร  ตาลปัตรนั้นก็เป็นยศด้วยถ้าเป็นพระหลวงแล้วถือพัดแฉก” พระชัยประจำรัชกาลต่าง ๆ ในราชวงศ์จักรีตาลปัตรจะมีขนาดใหญ่พอปิดพระพักตร์ได้มิด  แต่พระชัยประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีขนาดเล็กไม่ปิดพระพักตร์แต่ก็มิอาจชี้แจงได้ว่าตาลปัตรของพระสงฆ์มีขนาดใหญ่ปิดหน้าได้นั้นเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไรพระชัยนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์สร้างเป็นพระประจำรัชกาลในสมัยโบราณเมื่อเวลามีศึกสงครามจะอัญเชิญไปบนหลังช้างด้วยจึงเรียกว่า  พระชัยหลังช้างเพื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองให้ได้ชัยชนะด้วยมีตาลปัตรคอยกำบัง

ตาลปัตรหรือพัดที่ทำจากใบตาลนี้เป็นของที่จัดว่าเป็นมงคลอย่างหนึ่งใน  108  สิ่งที่ปรากฏในรอยพระพุทธบาทและมีกล่าวในศิลาจารึกบ้านนางคำเยีย  พ.ศ.1922  ด้วย  โดยเรียกว่า  ตาลวณฺฏํ  ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าตาลปัตรหรือพัดที่ทำจากใบตาลเป็นพัดที่เก่าที่สุดมีมา  ตั้งแต่เดิมในพระพุทธศาสนาการที่พระสงฆ์นำตาลปัตรมาใช้นั้นได้มีผู้อธิบายให้ความเห็นกันไปต่าง ๆ บางท่านก็ว่าการใช้ตาลปัตรครั้งแรกดั้งเดิมจริง ๆ มิได้นำมาเพื่อใช้บังหน้าในระหว่างเทศน์แต่ประการใดแต่ใช้กันกลิ่นเหม็นศพที่เน่าเปื่อยเพื่อจะบังสุกุลผ้าห่อศพไปทำจีวร

สำหรับการใช้จีวรที่ทำจากผ้าบังสุกุลมีกล่าวถึงในอุรุเวลามนปริวัตต์ว่า “ในการนั้นผ้าบังสุกุลจีวรบังเกิดแก่พระบรมครูฯ  เสด็จพระพุทธดำเนินไปชักผ้าบังสุกุล  ซึ่งห่ออศุภนางปุณณทาสีในอามกสุสานป่าช้าผีดิบ  แล้วนำมาสู่พณสณฑ์สำนัก” ด้วยเหตุที่ในสมัยโบราณพระสงฆ์จะต้องไปเอาผ้าห่อศพจริง ๆ มาทำจีวรเมื่อศพที่กำลังเน่าเปื่อยจะมีกลิ่นเหม็นท่านจึงใช้ใบตาลขนาดเล็กมาบังจมูกกันกลิ่น  จากนั้นต่อมาจึงเกิดเป็นประเพณีของพระสงฆ์ที่จะถือตาลปัตรไปทำพิธีต่างๆ โดยเฉพาะในพิธีปลงศพ  อย่างไรก็ดีบางความเห็นก็ว่าการที่พระต้องถือตาลปัตรในระหว่างแสดงพระธรรมเทศนาหรือสวดพระปริตรเหล่านี้ก็เพราะพระพุทธเจ้าทรงถือตาลปัตรเมื่อเสด็จไป โปรดพระพุทธบิดาซึ่งคือ  พระเจ้าสุทโธทนะ  พระสงฆ์จึงปฏิบัติตามแต่จากพระปฐมสมโพธิกถาฉบับพิสดารพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสมิได้มีกล่าวถึงเรื่องนี้เลยแต่มักจะกล่าวแต่เฉพาะจีวรและบาตรเท่านั้นที่ทรงนำไปในที่ต่าง ๆ ด้วย  อย่างไรก็ดีมีท่านผู้รู้สันนิษฐานไป  อีกอย่างหนึ่งว่าเนื่องจากสภาพจิตใจของผู้ที่ฟังธรรมมีหลายระดับดังเคยมีเรื่องเล่า

ว่าพระสังกัจจายน์ซึ่งเป็นพระสาวกที่สำคัญรูปหนึ่งขณะที่ได้แสดงธรรมโปรคดอุบาสกอุบาสิกาอยู่นั้นเนื่องจากท่านเป็นผู้มีลักษณะดีรูปงามาก  จึงทำให้สตรีบางคนหลงรักท่านอย่างมาก  ด้วยภาวะจิตอันไม่บริสุทธิ์ของสตรีเหล่านั้นจึงก่อให้เกิดบาปขึ้นพระสังกัจจายน์ทราบด้วยญาน  ดังนั้นท่านจึงได้อธิษฐานขอให้ท่านมีรูปร่างไม่งามเสีย  เราจึงเห็นรูปพระสังกัจจายน์เป็นพระสงฆ์ที่มีรูปร่างอ้วน  ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้พระสงฆ์หาเครื่องกำบังของหน้าท่านเวลาที่แสดงหรือประกอบกิจพิธีเพราะต้องการให้ผู้ฟังได้ฟังธรรมจากท่านเท่านั้น  เรื่องนี้ปรากฏว่าเป็นประเพณีที่น่าสนใจเพราะมีเครื่อง

ยืนยันอยู่  คือ  ธรรมาสน์ยอดคล้าย ๆ มณฑปมีที่สำหรับพระที่นั่งอยู่ข้างบนเวลาขึ้นต้องปีนบันไดขึ้นไปและธรรมาสน์ยอดนี้  เมื่อเวลาพระเทศน์จะดึงม่านออกมาปิดมิให้ผู้ฟังได้เห็นหน้าพระสงฆ์ที่กำลังเทศน์อยู่  เรายังเห็นประเพณีนี้ได้ทางภาคเหนือ  ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นที่น่าสนใจเช่นกัน

แม้ว่าต้นกำเนิดของการที่พระสงฆ์ต้องถือตาลปัตรหรือปัจจุบันคือพัดรองนั้น  ยังไม่เป็นที่ทราบกันอย่างชัดเจนว่ามีความเป็นมาจริง ๆ นั้น  เป็นอย่างไรแน่  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงประทานความเห็นไว้ว่าความคิดในการที่ให้พระสงฆ์ถือตาลปัตรคงมาจากลังกา  เพราะเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธประวัติมีอยู่ในหนังสือ  ปฐมสมโพธิซึ่งต้นฉบับเขียนขึ้นในลังกาโดยพระพุทธรักขิตาจารย์และไทยเรานั้นรับมาเมื่อลัทธิลังกาวงศ์ได้แพร่เข้ามาและเป็นที่เลื่อมใสในประเทศต่าง ๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งพม่า  ไทย  ลาวและกัมพูชา

คติการถือตาลปัตรของพระสงฆ์ไม่อาจจะยืนยันว่าเป็นคติดั้งเดิมจากอินเดียได้  เพราะเท่าที่ได้ตรวจสอบศึกษาศิลปะอินเดียโบราณสมัยต่าง ๆ โดยเฉพาะจากประติมากรรมยังไม่พบรูปพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์หรือพระสมณะถือตาลปัตรเลย  ไม่ว่าจะเป็นศิลปกรรมสมัยคันธาระสมัยมถุรา  สมัยอมราวดี  สมัยคุปตะ  สมัยหลังคุปตะและสมัยปาละในศิลปกรรมอินเดียโบราณ  เมื่อจะแสดงภาพพระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมเทศนาจะทำรูปพระพุทธพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ในท่าประทับนั่งขัดสมาธิหรือประทับนั่งบนบัลลังก์ห้อยพระบาทหรือแม้แต่ประทับยืนจีบนิ้วพระหัตถ์แสดงวิตรรกมุทราหรือธรรมจักรมุทราเสมอมิได้ถือตาลปัตร  แต่พบว่าเทพบริวาร  2  องค์ที่อยู่ขนาบองค์พระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์  องค์หนึ่งซึ่งปรากฏในพระปฐมสมโพธิกถาว่าคือ  สันดุสิตเทวราชจะถือพัด  ซึ่งคงจะเป็นที่เรียกว่า  วิชนี  มีรูปร่างพัดใบตาลอยู่เบื้องขวาและอีกองค์หนึ่งคือ  สยามะเทวราชทรงถือจามร (แส้)  อยู่เบื้องซ้ายเพื่ออยู่งานด้วยและอาจจะเป็นเครื่องแสดงดุจเป็นเครื่องสูงที่ใช้ถวายพระสมณศักดิ์แห่งพระองค์ท่านด้วย

จากการที่หนังสือปฐมสมโพธิกถาเป็นหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธประวัติที่เขียนขึ้นในลังกา  ดังนั้นการที่พระสมณะถือตาลปัตรไปแสดงธรรมในที่ต่าง ๆ จึงน่าจะมาจากลังกาและเมื่อลัทธิลังกาวงศ์ได้เป็นลัทธิที่พระพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสกันอย่างยิ่ง  ยุคนั้นจนมีความเชื่อกันว่าพระสงฆ์ที่ได้บวชเรียนในลัทธิลังกาวงศ์นั้นจะต้องมีความรู้ทางพระศาสนาลึกซึ้งมากกว่าพระสงฆ์ที่บวชในลัทธิอื่นที่มีมา  แต่เดิมดังนั้นเมื่อพุทธศาสนิกชน  โดยเฉพาะในเขตราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันได้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา  จากลังกาวงศ์แล้วก็ย่อมรับเอาพิธีกรรมและประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสังฆพิธีมาด้วย  ไม่ว่าจะเป็นการถือตาลปัตรหรือการตั้งสมณศักดิ์

ถ้าเชื่อกันว่าพระสงฆ์ไทยรับประเพณีการถือตาลปัตรมาจากลังกาแล้ว  การแพร่ของลัทธิลังกาวงศ์อาจจะมีมาก่อนสุโขทัยในรัชกาลพระเจ้าลิไทก็ได้  เพราะได้พบประติมากรรมสำริดศิลปกรรมแบบลพบุรี  ที่มีอายุราวระหว่างพุทธศตวรรษที่  16 – 18  ซึ่งมีรายละเอียดเป็นแผ่นภาพนูนต่ำ  2  ด้าน  ด้านหนึ่งแสดงภาพพระพุทธเจ้าทรงถือตาลปัตรแสดงพระธรรมเทศนา  โปรดพระพุทธบิดาและญาติ  อีกด้านหนึ่งเป็นภาพพระพุทธเจ้ากำลังเทศนาโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต  ตาลปัตรที่ปรากฏมีลักษณะคล้ายพัดตาลรูปกลมมนขนาดเล็ก  ตรงกลางคาดตับมีด้ามสั้นต่อลงมา  อันเป็นลักษณะเดียวกับตาลปัตรที่ปรากฏอยู่บนแผ่นใบเสมาศิลาจำหลักภาพนูนต่ำ  ศิลปกรรมแบบลพบุรี  แสดงภาพพระพุทธเจ้า  5  พระองค์ประทับบนดอกบัวองค์ละดอก  ซึ่งมีก้านเชื่อมต่อกันพระพุทธเจ้าองค์ที่ประทับอยู่ตรงกลางเหนือองค์อื่น ๆ ทรงถือตาลปัตรขนาดเล็กในพระหัตถ์ขวา  แสดงว่ากำลังแสดงธรรม

ศิลปกรรมทั้ง  2  ชิ้นนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าลัทธิลังกาวงศ์ได้แพร่เข้ามาแล้วก่อนพุทธศตวรรษที่  19  และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาตลอดทุกที่ไม่เฉพาะแต่ที่อาณาจักรสุโขทัย  แต่แพร่ไปทางอาณาจักรล้านาและแพร่ไปยังอาณาจักรอโยธยาด้วย  เพราะได้พบหลักฐานศิลปกรรมอีกนั่นคือ

ในสมัยสุโขทัยเป็นที่ทราบกันอย่างดีแล้วว่าเป็นยุคที่เลื่อมใสลัทธิลังกาวงค์อย่างมาก  แม้แต่เจ้านายในพระราชวงค์ก็ได้ออกผนวชเป็นพระมหาสามีมาจากลังกา  พ.ศ.1904  คือ “พระสมเด็จพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีศรีรัตนลงกาทีปมหาสามีเป็นเจ้า” และเมื่อเสด็จกลับมาประทับอยู่ที่วัดป่ามะม่วงที่พระเจ้าลิไทถวายและทรงเป็นเจ้าคณะฝ่ายอรัญวาสี  พระเจ้าลิไทเองทรงมีศรัทธาได้ออกผนวชอยู่ระยะหนึ่งด้วย

งานศิลปกรรมที่แสดงหลักฐานเกี่ยวกับลักษณะของตาลปัตรได้อย่างดีในยุคนี้  คือ  ภาพศิลาจำหลักในวัดศรีชุม  ซึ่งสลักภาพเล่าเรื่องชาดกต่าง ๆ มีอยู่  2  ภาพ  คือ  ภาพชาดก  เรื่อง “กัณฑินชาดก” และ “มตกภัตตชาดก” ที่แสดงภาพพระโพธิสัตว์กำลังถือตาลปัตร  ขณะที่ทรงแสดงธรรม  รูปร่างของตาลปัตรก็คล้ายกับที่ปรากฏในศิลปะลพบุรีที่กล่าวไปแล้ว  คือ  มีลักษณะแบบใบตาลรูปกลมมนขนาดเล็กเหมือนใบตาลที่ชาวบ้านทั่วไปยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน

ในสมัยพุทธศตวรรษที่  17 – 19  ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง  มี “อโยธยา” ที่เลื่อมใสศรัทธาในลัทธิลังกาวงศ์เช่นกันและพระสงฆ์ก็ใช้ตาลปัตรขนาดเล็กเช่นเดียวกับที่อื่นได้พบงานศิลปกรรม  ประติมากรรมศิลาจำหลักศิลปะแบบอู่ทองเป็นภาพพระพุทธเจ้าทรงถือตาลปัตรขนาดเล็กเช่นกัน  จึงทำให้เชื่อแน่ได้ว่าเดิมมานั้นในเขตราชอาณาจักรไทยพระสงฆ์ถือตาลปัตรขนาดเล็กไว้เบื้องหน้าในขณะแสดงธรรม  แต่ขนาดของตาลปัตรจะเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่เมื่อใดนั้นยากที่จะกำหนด เวลาลงได้

มีภาพพระโพธิสัตว์ทรงถือตาลปัตรอีก  1  ภาพคือ  ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดใหญ่อินทราราม  เรื่อง  มโหสถชาดก  ตอนพระมโหสถเผชิญหน้ากับทัพกษัตริย์จากร้อยเอ็ดนคร  ตาลปัตรที่ทรงถือมีรูปร่างคล้ายวาลวิชนีประเภทพัดโบกทำด้วยใบตาลที่มีด้ามยาวโค้งออกข้าง ๆ

ส่วนนักบวชที่มิได้เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาก็ปรากฏว่ามีการถือตาลปัตรด้วย ดังเช่น  จิตกรรมฝาผนังที่วัดช่องนนทรี  อันเป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย  เขียนภาพทศชาติตอนชาดก  เรื่องพรหมนารถก็มีภาพพระเจ้าอังคติกำลังสนทนากับเดียรถีย์  ซึ่งแสดงตนเป็นบรรพชิตนั่งอยู่เหนือพระองค์  เดียรถีย์ในภาพจะถือพัดขนาดเล็กรูปร่างคล้ายตาลปัตรจึงทำให้สันนิษฐานได้ว่าตาลปัตรในสมัยโบราณอาจจะในเครื่องหมายแสดงความเป็นนักบวชก็ได้กระมัง  เพราะแม้แต่ฤาษีก็ยังถือพัด  ซึ่งบางครั้งก็มีรูปร่างคล้ายวาลวิชนีและบางครั้งก็เป็นรูปร่างคล้ายพัดขนนก  ซึ่งพระสงฆ์ไทยก็ใช้ตาลปัตรอยู่ระยะหนึ่งเช่นกัน

พัฒนาการของรูปแบบตาลปัตรน่าจะมีการสร้างให้วิจิตรขึ้นเมื่อฆราวาสได้ความคิดที่จะถวายเครื่องใช้ของพระสงฆ์ให้งดงามมีค่าสมควรแก่ท่าน  เพื่อตนจะได้บุญกุศลที่สามารถส่งผลให้ตนได้ในสิ่งที่ปรารถนา  อย่างเช่น  การอธิฐานขอให้บุญกุศลที่ตนสร้างทุกอย่างทำให้ตนได้เกิดทันศาสนาของพระไมเตรยโพธิสัตว์หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อพระศรีอาริย์หรือพระอาริยไมตรีหรือพระศรีอาริยเมตไตรยที่ปรากฏในจารึกเสมอ

ตามที่ท่านกล่าวมาแล้วฆราวาสที่ศรัทธา  เมื่อเห็นว่าตาลปัตรเป็นของอย่างหนึ่งที่พระสงฆ์ใช้จึงคิดนำพัดของตนที่ใช้อยู่อาจจะทำจากไม้ไผ่สานหรือทำจากขนนกไปถวายให้พระใช้ถือแทนพัดที่ทำจากใบตาล  อาจจะถวายด้วยตนเองหรือทายาทนำของบิดา  มารดาที่ล่วงลับไปแล้วไปถวาย  เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บิดา  มารดาของตน  ดังนั้นตาลปัตรจึงได้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ มีพัฒนาการเช่นเดียวกับงานศิลปกรรมอื่น ๆ ดังจะได้เห็นว่าตาลปัตร  นอกจากมีทำด้วยใบตาลแล้วยังมีทำด้วยวัสดุอื่น ๆ ที่คิดว่างามและหายาก  เช่น  ไม้ไผ่สาน  งาสาน  ขนนก  ผ้าแพรอย่างดี  ผ้าโหมดอย่างดี  มีการประดับด้วยการปักดิ้นทอง  ปักไหม  ประดับอัญมณีต่าง ๆ สุดแต่ผู้ศรัทธาจะถวายและเมื่อเป็นพระสงฆ์มีสมณศักดิ์ด้วยแล้วเครื่องประกอบสมณศักดิ์ก็มีมากขึ้นตามฐานันดรของแต่ละรูป  ตาลปัตรก็กลายเป็นเครื่องประกอบสมณศักดิ์ที่สำคัญยิ่ง  จึงเกิดมีการถวายตาลปัตรที่งดงามตามสมณศักดิ์ขึ้น  เรียกว่า  พัดยศ

อย่างไรก็ดีตาลปัตรหรือพัดที่ทำจากใบตาลคงเสื่อมความนิยมลงทีละน้อย ๆ ด้วยเหตุว่าเป็นของพื้นบ้านหาง่ายไม่คู่ควรที่จะถวายอีกต่อไปประกอบกับในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเกิดมีตาลปัตรรูปรีตัวตาลปัตรงองุ้มใช้กันอยู่ระยะหนึ่งคู่ไปกับพัดขนนกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ไม่โปรดในรูปร่างของพัดแบบนี้ด้วยว่ารูปร่างไม่เป็นมงคลคล้ายจวักที่ใช้ตักแกง  จึงทรงคิดดัดแปลงตาลปัตรให้มีรูปกลมมนคล้ายพัดใบตาลเป็นแต่ทำโครงขึ้นด้วยไม้ไผ่  แล้วใช้ผ้าแพรอย่างดีคลุมทั้ง  2  หน้า  ขลิบด้วยผ้าโหมด  โปรดให้ใช้แทนตาลปัตรรูปงอนั้น  โดยเรียกว่า  พัดรอง

การถวายตาลปัตรแด่พระภิกษุสงฆ์ที่ปรากฏหลักฐานมีทั้งในประวัติศาสตร์ของสุโขทัยและของประเทศเพื่อนบ้าน  เช่น  สหภาพพม่า  สำหรับในพม่านั้นได้พบหลักฐานดังกล่าวในจารึกกัลยาณี  ซึ่งกล่าวถึงพระเจ้าหงษาวดีรามาธิบดี  ได้ทรงปรารถนาที่จะฟื้นฟูศาสนาในประเทศ  จึงทรงแต่งทูตพาพระเถระมอญ  22  รูป  ไปบวชแปลงจากลัทธิพื้นเมืองเดิม  เป็นลัทธิลังกาวงศ์ในประเทศลังกาครั้งนั้นเรียกว่า  สิงหลทวีป  ซึ่งขณะนั้นทางลังกามี  พระเจ้าภูวเนกพาหุ  เป็นพระเจ้าแผ่นดิน  พระองค์ได้ทรงถวายราชทินนามแด่พระเถระมอญที่ได้บวชแปลงในครั้งนั้นทุกรูปด้วยกับทั้งพระราชทาน “ของควรแก่สมณะ” หลายอย่างและอย่างหนึ่งคือ “ตาลปัตรมีด้ามอันแล้วด้วยงา” รูปละเล่มด้วย  นอกจากนี้ยังพบภาพจิตกรรมฝาผนังภาพเล่าเรื่องพระพุทธประวัติตอนพระเจ้าปะเสนทิโกศลทูลเกล้าฯถวายตาลปัตรแด่พระพุทธเจ้าแต่เป็นภาพเขียนสมัยหลังในพุทธศตวรรษที่  23  สำหรับหลักฐานของไทยที่กล่าวถึงการถวายตาลปัตรแก่พระเถระก็มีเช่นกัน  โดยปรากฏอยู่ในศิลาจาลึกวัดช้างล้อม  พ.ศ.1927  ซึ่งครั้งนั้นเรียกว่า  “พัดสวดธรรม” และคงเป็นประเพณีสืบต่อมา

ที่มา : http://www.buraphakorn.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538722362&Ntype=6

http://www.amuletstore.in.th/know_detail.asp?id=57

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s