ประวัติของเครื่องพิมพ์ในเมืองไทย


สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านพระราชบัญญัติครูออกมาเมื่อ  พ.ศ.2488  ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งสภาขึ้นสภาหนึ่งในกระทรวงศึกษาธิการ  ให้ชื่อว่า  คุรุสภา  ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด  คุรุสภายังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดพิมพ์แบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ  โดยคุรุสภาได้จัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นในปี  พ.ศ.2493  ด้วยกำลังแท่นพิมพ์ฉับแกระ  ป้อนกระดาษด้วยมือจำนวน  30 – 40  เครื่อง  ซึ่งเป็นแท่นพิมพ์ระบบเลดเตอร์เพรสทั้งสิ้นส่วนใหญ่แต่ละแท่นอายุมากกว่า  10  ปีขึ้นไปจึงเป็นกำลังพิมพ์ที่จะรับกับปริมาณความต้องการของหนังสือแบบเรียนที่กำลังขยายตัวในตอนนั้นด้วยความยากลำบากยิ่ง

ทางองค์การค้าของคุรุสภาเริ่มนำ “แท่นพิมพ์ออฟเซท” มาใช้งานในปี  พ.ศ.2500  โดยสั่งแท่นพิมพ์ KOMORI จากประเทศญี่ปุ่นมาใช้งานก่อนในตอนแรกทางองค์การค้าฯ  ต้องทำการฝึกคนเพื่อให้มีความรู้ความสามารถ  ใช้เครื่องจักรเครื่องมือใหม่ ๆ และมีคามรู้ทางเทคโนโลยีการพิมพ์ที่กำลังพัฒนาไปอย่างรีบเร่ง

ทางองค์การค้าของคุรุสภาต้องพิจารณาหาเครื่องจักรที่ราคาถูกและมีคุณภาพดี  ทนทาน  เหมาะกับสภาพงานที่จะต้องดำเนินการปริมาณความต้องการของแบบเรียนที่เพิ่มขึ้นต่อปีในช่วงระยะเวลานั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ “แท่นพิมพ์โรตารีออฟเซท” ขณะนั้นบริษัท Polygraph ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องพิมพ์และเครื่องจักรทางการพิมพ์ของประเทศเยอรมันตะวันออกได้ผลิตเครื่องพิมพ์โรตารีออฟเซทขนาดเล็กขึ้นในชั้นแรกให้ชื่อว่า Polygraph Universal

จึงได้สั่งแท่นพิมพ์ Polygraph Universal เครื่องแรกเข้ามาใช้งานเมื่อปี  พ.ศ.2503  และเมื่อทดลองใช้งานเห็นว่าใช้ได้ดี  จึงได้สั่งซื้อเครื่องที่  2  เข้ามาในปี  พ.ศ.2504  และทยอยซื้อเข้ามาอีกจนถึงปี  พ.ศ.2506  ก็ได้มีเครื่องพิมพ์โรตารีออฟเซทของโพลีกราฟเป็นจำนวนถึง  6  เครื่อง  ทางผู้ผลิตได้ปรับปรุงรูปแบบของเครื่องให้ดีขึ้นและให้ชื่อว่าเป็นแบบ RZO 2

ในปี  พ.ศ.2504  ทางองค์การค้าฯ  ได้ซื้อแท่นพิมพ์สองสีชนิดป้อนกระดาษแผ่นขนาดตัดหนึ่งจากบริษัทโพลีกราฟ  แต่แท่นพิมพ์ที่สั่งมานั้นเป็นลังไม้หลายลัง  เมื่อเปิดลังแล้วมีแต่ชิ้นส่วนเป็นเศษโลหะทั้งสิ้น  มิได้มีแท่นพิมพ์เลย  ทางโพลีกราฟส่งช่างจากเยอรมันตะวันออกมา  2  คน  เพื่อประกอบส่วนที่ดูเป็นเศษโลหะเข้าเป็นแท่นพิมพ์  หลังจากปี  พ.ศ.2506  แล้ว  การติดต่อซื้อขายเครื่องจักรทางการพิมพ์กับประเทศเยอรมันตะวันออกก็ไม่อาจติดต่อดำเนินการได้  เครื่องอะไหล่ชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ทั้งปวงก็ไม่อาจสั่งเข้าใช้ได้เลย  เพราะจอมพลแปลก  พิบูลสงคราม  กวดขันเข้มงวดและห้ามการติดต่อทางการค้ากับประเทศคอมมิวนิสต์

แท่นพิมพ์นี้ใช้งานมาร่วม  20  ปีแล้ว  เมืองไทยจึงได้เปิดการค้ากับประเทศคอมมิวนิสต์อีก ผู้แทนโรงงานโพลีกราฟได้มาเยี่ยมโรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว  เห็นแท่นพิมพ์โรตารีออฟเซทโพลีกราฟ RZO 2  ของเขา  6  เครื่อง  อายุใช้งานเกือบ  20  ปี  ยังพิมพ์งานด้วยความเรียบร้อย  เรายังใช้งานเต็มกำลัง  เครื่องยังคงพิมพ์ได้ชั่งโมงละ  10,000  แผ่น  เขาแปลกใจมาก  เพราะเครื่องรุ่นนี้เขาไม่ได้ผลิตมานานแล้วและที่ขายไปที่ใดเขาก็ใช้งานจนหมดสภาพไปหมดแล้ว  แต่ที่โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าวของเรายังใช้งานเป็นปกติเหมือนแท่นใหม่  เราก็ได้มาพิจารณาดู  เห็นว่าความจริงเครื่องพิมพ์เหล่านี้ก็น่าจะหมดอายุใช้งานไปแล้วเช่นของที่อื่น ๆ เขา  แต่ที่ทุกเครื่องยังพิมพ์ได้ดีเป็นปกติ  ก็เพราะเราได้เปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ไปแทนอยู่ตลอดเวลาและเมื่อพิจารณาว่ามีชิ้นส่วนใดบ้างที่เราได้ผลิตได้ทำในเมืองไทยเพื่อใช้งานและเปลี่ยนใช้ในแท่นพิมพ์  ก็เห็นว่าชิ้นส่วนต่าง ๆ ในเครื่องพิมพ์นี้ที่เราจะผลิตเองไม่ได้นั้นไม่มี  ยกเว้นโครงแท่นที่เป็นเหล็กหล่อธรรมดา  ซึ่งไม่เคยเปลี่ยน  แต่เราอาจทำแบบหล่อได้ไม่ยาก  เมื่อคิดดูแล้วเราน่าจะสร้างเครื่องพิมพ์โรตารีออฟเซทเสียเอง

ทางองค์การค้าฯ  จึงได้จัดทำโครงการเสนอต่อคณะกรรมการองค์การค้าฯ  เพื่ออนุมัติให้ดำเนินการ  ซึ่งทางคณะกรรมการองค์การค้าฯ  พิจารณาแล้วอนุมัติให้ดำเนินการได้เมื่อวันที่  6  มิถุนายน  พ.ศ.2522  ทางองค์การค้าฯ  จึงได้ลงทุนผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ เก็บไว้เพื่อประกอบเป็นแท่นพิมพ์

ในปี  พ.ศ.2525  ได้ผลิตจนสำเร็จกำหนดให้ชื่อว่าแท่น KS200 – KS หมายถึง  คุรุสภา Kurusapha และ  200  หมายถึง  รัตนโกสินทร์ศก  200  เราให้เบอร์เครื่องแรกเป็นเบอร์  1  จึงเรียกเครื่องพิมพ์เครื่องแรกว่า KS200/1  เราได้ตัดสินในนำเครื่องพิมพ์นี้ออกแสดงในงานต่าง ๆ

ในปี  พ.ศ.2527  ทางองค์การค้าฯ  ได้ผลิตส่วนพับเสร็จเรียบร้อยติดตั้งกับเครื่อง KS200/1  และผลิต KS200/2  เสร็จเป็นเครื่องพิมพ์เครื่องที่  2  จึงได้นำไปแสดงในงานภาพ – พิมพ์  2528  แสดงการพิมพ์จากกระดาษม้วนพิมพ์  2  หน้าและพับเป็นกนก  เสร็จตัดออกมาเป็นกนก ๆ ด้วยความเร็วสูงชั่วโมงละ  10,000  กนก  ได้รับความสนใจจากผู้เกี่ยวข้องในวงการพิมพ์มาก  เป็นอันยอมรับได้ว่าทางโรงพิมพ์คุรุสภาสามารถสร้างแท่นพิมพ์โรตารีออฟเซทออกมาได้แล้วและมีประสิทธิภาพไม่แพ้เครื่องที่ผลิตมาจากต่างประเทศและอยู่ในฐานะที่จะผลิตออกวางตลาดขายได้

ความหมายและวิวัฒนาการของการพิมพ์

ความหมายของการพิมพ์

คำว่า “พิมพ์” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “print” ซึ่งหมายความถึง  การผลิตข้อความและภาพโดยใช้ตัวพิมพ์  แม่พิมพ์หรือแบบพิมพ์  ซึ่งถูกทาหรือฉาบด้วยหมึกแล้วกดทับลงบนวัสดุที่ต้องการพิมพ์  เช่น  กระดาษ  ผ้า  ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน  พ.ศ.2542  คือ  1)  การใช้เครื่องจักรกดตัวหนังสือหรือภาพให้ติดลงบนวัตถุ  เช่น  กระดาษ  ผ้า  2)  การทำให้เป็นตัวหนังสือหรือรูปรอยอย่างใด ๆ โดยการกดหรือการใช้พิมพ์หิน  เครื่องกล  วิธีเคมีหรือวิธีอื่นใด  อันอาจให้เกิดเป็นสิ่งพิมพ์ขึ้นมาหลายสำเนา

ส่วนคำว่า “การพิมพ์” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “printing” ซึ่งหมายความถึง  การผลิตสำเนาข้อความและภาพลงบนวัสดุที่ต้องการพิมพ์  เช่น  กระดาษ  ผ้า  ตามความหมายในพระราชบัญญัติการพิมพ์  พ.ศ.2484  คือ  การทำให้เป็นตัวหนังสือหรือรูปรอยอย่างใด ๆ โดยการกดหรือการใช้พิมพ์หิน  เครื่องกล  วิธีเคมีหรือวิธีอื่นใดให้เกิดเป็นสื่อพิมพ์ขึ้นหลายสำเนา

วิวัฒนาการของการพิมพ์

วิวัฒนาการการพิมพ์เริ่มจากยุคโบราณเมื่อมนุษย์รู้จักการสื่อสารกันด้วยการวาดภาพ  การเขียนสัญลักษณ์เป็นรูป  ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นตัวอักษรภาพแล้วจึงเป็นตัวอักษร  การพิมพ์ได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศจีน  ได้มีการสร้างแม่พิมพ์โดยแกะสลักตัวอักษรหรือภาพลงบนท่อนไม้  ก้อนหิน  งาช้างหรือกระดูกสัตว์  แล้วนำแม่พิมพ์ที่ได้ไปกดลงดินเหนียว  ขี้ผึ้งหรือครั่ง  ปรากฏเป็นตัวอักษรหรือภาพตามแม่พิมพ์  เมื่อมีการคิดค้นทำกระดาษขึ้น  การพิมพ์ก็ได้พัฒนาขึ้นตามลำดับ

วิวัฒนาการการพิมพ์พื้นนูน (Relief Printing)  ประมาณปี  ค.ศ.170  ชาวจีนได้มีการคัดลอกตำราและรูปโดยแกะสลักตัวอักษรและรูปบนแผ่นหินให้ส่วนที่เป็นตัวอักษรหรือลายเส้นนูนขึ้น  แล้วนำเอากระดาษมาทาบ  ใช้ถ่านมาถูจนเกิดภาพตัวอักษรบนกระดาษ  ประมาณปี  ค.ศ.400  ชาวจีนชื่อไหว่ตัง  ได้คิดค้นทำหมึกได้สำเร็จ  จึงมีการนำตราประทับซึ่งทำโดยการนำเอาก้อนไม้หรือก้อนหินมาแกะทำเป็นแม่พิมพ์  จุ่มหมึกแล้วประทับบนกระดาษและวัสดุอื่น ๆ จากการทำตราประทับเล็ก ๆ ได้มีการทำแม่พิมพ์ที่ใหญ่ขึ้นมีข้อความและภาพมากขึ้น  สามารถนำแม่พิมพ์ดังกล่าวมาจุ่มหมึกทำสำเนาบนวัสดุใช้พิมพ์ต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก ๆ การพิมพ์ลักษณะนี้เรียกว่า  การพิมพ์บล็อกไม้ (Wood Block Printing)  ต่อมาในปี  ค.ศ.1040  มีชาวจีนชื่อไป่เช็ง  ได้คิดค้นแกะตัวอักษรบนแท่งดินเหนียวเป็นตัว ๆ ทำให้แข็งโดยการผึ่งแดดแล้วนำไปเผา  เมื่อต้องการใช้ก็นำแท่งดินเหนียวที่มีตัวอักษรที่เกี่ยวข้องมาเรียงเป็นข้อความที่ต้องการ  แล้วใช้เป็นแม่พิมพ์สำหรับพิมพ์  ในปี  ค.ศ.1400  ชาวเกาหลีได้คิดค้นประดิษฐ์ตัวพิมพ์ทำจากโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุกได้สำเร็จ  ทำให้ตัวพิมพ์มีความแข็งแรงมากขึ้น

ทางด้านยุโรปในปี  ค.ศ.1455  นายโยฮัน  กูเตนเบิร์ก (Johann Gutenberg)  ได้ประดิษฐ์ตัวพิมพ์โลหะผสมได้สำเร็จเช่นกัน  นายกูเตนเบิร์กยังได้พัฒนาเครื่องพิมพ์  หมึกพิมพ์  กระดาษที่ใช้พิมพ์และกรรมวิธีในการพิมพ์ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งการพิมพ์” การพิมพ์พื้นนูนที่เรียกเล็ตเตอร์เพรสส์ (Letter Press)  นี้จึงเป็นที่นิยมกันมากขึ้น  มีการตั้งโรงพิมพ์ขึ้นตามเมืองใหญ่ ๆ และเผยแพร่สู่ประเทศอเมริกา  เนื่องจากการเรียงพิมพ์ด้วยมือต้องใช้แรงงานและใช้เวลามาก  จึงมีการคิดค้นใช้เครื่องเรียงตัวอักษร (Linecast Typesetting)  ซึ่งใช้ความร้อนหล่อตัวพิมพ์  จึงเรียก “ตัวพิมพ์แบบร้อน” (Hot Type)  ที่มีชื่อเสียงคือ  เครื่องเรียงไลโนไทป์ (Linotype)  ซึ่งจะทำการเรียงทีละบรรทัด  นิยมใช้ในงานทำแม่พิมพ์หนังสือพิมพ์และเครื่องเรียงโมโนไทป์ (Monotype)  ซึ่งเป็นเครื่องที่เรียงออกมาเป็นตัวต่อกันเป็นบรรทัด  นิยมใช้ในงานทำแม่พิมพ์หนังสือใน  ค.ศ.1898  ได้มีการประดิษฐ์เครื่องเรียงพิมพ์ด้วยแสงขึ้น (Phototypesetting)  ใช้สร้างตัวพิมพ์แบบ “ตัวพิมพ์แบบเย็น” (Cold Type)  นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแม่พิมพ์พื้นนูนแบบแผ่นด้วยการใช้วิธีฉายแสงโดยใช้น้ำยาไวแสงฉาบลงบนแผ่นโลหะที่ใช้เป็นแม่พิมพ์  ทำให้การทำแม่พิมพ์สะดวกขึ้น

เครื่องจักรที่ใช้พิมพ์แบบพื้นนูนในยุคแรก ๆ อาศัยแรงงานในการทำงานเป็นหลัก  เป็นเครื่องแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน  ต่อมาได้มีการพัฒนาเครื่องพิมพ์ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในปี  ค.ศ.1799  นายวิลเลียม  นิโคลสัน (William Nicholson)  ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำในการทำงานได้สำเร็จ  ในช่วงแรกเครื่องพิมพ์มีลักษณะเป็นการป้อนกระดาษแบบแผ่น  เมื่อมีความต้องการงานพิมพ์ให้รวดเร็วขึ้น  จึงได้มีการคิดค้นประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ที่ป้อนกระดาษแบบเป็นม้วนได้สำเร็จ ต่อมาได้มีการทำแม่พิมพ์ผิวที่นูนเป็นยางธรรมชาติและใช้สีย้อมอะนิลีนเป็นหมึกในการพิมพ์  จึงเรียกชื่อว่าการพิมพ์อะนิลีน (Aniline Printing)  เมื่อสีอะลินินถูกห้ามใช้เนื่องจากมีพิษ  จึงเลือกใช้หมึกชนิดอื่นและตั้งชื่อการพิมพ์แบบนี้ใหม่ว่าเฟล็กโซกราฟี (Flexography)  ระบบเฟล็กโซกราฟีมีการพัฒนาในเวลาต่อมามีการใช้ยางสังเคราะห์แทนยางธรรมชาติ  ใช้หมึกแห้งเร็วและนำลูกกลิ้งแอนิล็อกซ์ (Anilox Roller)  มาช่วยในการจ่ายหมึกไปยังแม่พิมพ์  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบเฟล็กโซกราฟีที่ใช่มาจนปัจจุบัน

วิวัฒนาการการพิมพ์พื้นลึก (Recess Printing)  ลักษณะการพิมพ์พื้นลึกจะต่างกับการพิมพ์พื้นนูนตรงที่ส่วนที่เป็นภาพที่ต้องการให้ปรากฏหมึกพิมพ์จะเป็นร่องลึกลงไปในแม่พิมพ์เพื่อขังหมึกไว้ส่งผ่านให้วัสดุใช้พิมพ์ต่อไป  ชาวจีนเป็นผู้ริเริ่มการพิมพ์ด้วยกรรมวิธีนี้โดยแกะท่อนไม้เป็นร่องลึกและใช้เป็นแม่พิมพ์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่  1  ต่อมาชาวอิตาลี  ชื่อมาโช  ฟินิเกอรา (Maso Finigura)  ได้ใช้แผ่นทองแดงเป็นแม่พิมพ์แทนท่อนไม้แบบของชาวจีน  ในยุคนั้นได้มีการใช้พิมพ์ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์และภาพทางศาสนาและมีการเรียกกรรมวิธีการพิมพ์นี้ว่าการพิมพ์อินทาโย (Intaglio)  ในช่วงแรกการทำแม่พิมพ์ใช้วิธีแกะสลักบนแผ่นโลหะ  ต่อมาได้ใช้วิธีการเคลือบแผ่นโลหะด้วยสารที่ทนการกัดกร่อนของกรด  ใช้เหล็กขูดสารเคลือบบริเวณส่วนที่ต้องการสร้างภาพแล้วใช้กรดกัดจนเกิดเป็นร่องลึกตามบริเวณที่ถูกขูด  จากนั้นก็มีการพัฒนาโดยการกัดแม่พิมพ์โลหะหลุมเล็ก ๆ กระจายตามความเข้มที่ต้องการลงหมึกทำให้เกิดได้ภาพที่มีมิติขึ้น

ในปี  ค.ศ.1844  นายวิลเลียม  เฮนรี  ฟอกซ์  ทาลบอท (William Henry Fox Talbot)  ได้นำเทคนิคการสร้างภาพผ่านแผ่นสกรีนกระจกมาทำแม่พิมพ์โลหะและเรียกกรรมวิธีนี้ว่า  โฟโตกราวัวร์ (Photogravure)  การพัฒนาระบบกราวัวร์มีอย่างต่อเนื่องและสามารถประดิษฐ์เครื่องกราวัวร์  ป้อนกระดาษแบบม้วนด้วยความเร็วสูง  ซึ่งเรียกว่า  โรโตกราวัวร์ (Rotogravure)  ในปี  ค.ศ.1880  และต่อมาก็ได้มีการประดิษฐ์เครื่องกราวัวร์แบบป้อนแผ่นขึ้นในปี  ค.ศ.1913  การพิมพ์กราวัวร์ยังคงมีใช้อยู่จนปัจจุบันนี้เหมาะสำหรับการพิมพ์งานที่มีปริมาณสูง

ยังมีการพิมพ์พื้นลึกอีกประเภทหนึ่ง  คือ  การพิมพ์แพด (Pad Printing)  แม่พิมพ์แพดเป็นแม่พิมพ์แบบพื้นลึกทำจากโลหะหรือพอลิเมอร์  หลักการพิมพ์ของการพิมพ์ลักษณะนี้คือ  เมื่อแม่พิมพ์รับหมึกก็จะถ่ายหมึกให้ตัวกลางซึ่งทำจากยางซิลิโคนที่ถูกเรียกว่า  แพด (Pad)  แพดจะถ่ายโอนหมึกให้กับวัสดุใช้พิมพ์อีกทอดหนึ่ง  ก่อนหน้าปี  ค.ศ.1956  มีการใช้เจละตินทำเป็นแพด  การพิมพ์ยังใช้เครื่องพิมพ์มืออยู่  งานส่วนใหญ่ใช้พิมพ์หน้าปัดนาฬิกา  จานเซรามิก  ในปี  ค.ศ.1965  ชาวเยอรมันชื่อนายวิลเฟรด  ฟิลลิปป์ (Wilfred Phillipp)  ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์แพดขึ้นสำหรับพิมพ์นาฬิกามีชื่อเรียกว่าเครื่องพิมพ์แทมโป (Tempoprint)  และในปี  ค.ศ.1968  นายฟิลลิปป์ยังได้ใช้ซิลิโคนมาทำเป็นแพดแทนเจละติน  ทำให้งานพิมพ์มีคุณภาพดีขึ้นและยังเป็นวัสดุที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

วิวัฒนาการการพิมพ์พื้นราบ (Planographic Printing)  การพิมพ์พื้นราบเกิดภายหลังการพิมพ์เล็ทเตอร์เพรสส์และการพิมพ์อินทาโย  ในปี  ค.ศ.1798  นายอะลัว  เชเนเฟเดอร์ (Alois Senefelder)  ชาวโบฮีเมียนได้มีการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์หิน (Lithography)  ซึ่งเป็นการพิมพ์พื้นราบ โดยทำภาพที่ต้องการรับหมึกบนแม่พิมพ์หินให้เป็นไข  แล้วใช้น้ำผสมกาวกระถินลูบบนแม่พิมพ์หินดังกล่าว  น้ำที่ผสมกาวกระถินจะไม่เกาะบริเวณไขและเมื่อคลึงหมึกลงบนแม่พิมพ์  หมึกมีคุณสมบัติเป็นน้ำมันจะไม่เกาะติดบริเวณที่เป็นน้ำแต่จะไปเกาะติดบริเวณที่เป็นไขซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นภาพ  เมื่อนำแผ่นกระดาษมาทาบบนแม่พิมพ์ก็จะเกิดภาพบนกระดาษนั้นและให้ภาพที่คมชัดสวยงามกว่าระบบการพิมพ์อื่นในยุคนั้น

ในปี  ค.ศ.1905  ชาวอเมริกันชื่อนายไอรา  วอชิงตัน  รูเบล (Ira Washington Rubel)  ได้ค้นพบวิธีทำให้ภาพคมชัดขึ้นโดยบังเอิญ  กล่าวคือ  แทนที่จะให้กระดาษรับหมึกโดยตรงจากแม่พิมพ์  ก็ให้ผ้ายางเป็นผู้กดทับและรับหมึกจากแม่พิมพ์ก่อน  แล้วผ้ายางจึงกดทับถ่ายหมึกที่เป็นภาพพิมพ์ไปยังกระดาษอีกที  เนื่องจากผ้ายางมีความนิ่ม  การส่งถ่ายหมึกจึงสมบูรณ์  ภาพจึงคมชัดสวยงามยิ่งขึ้น  การพิมพ์ที่มีการถ่ายทอดภาพพิมพ์  2  ครั้งนี้ถูกเรียกว่าการพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing)

การพิมพ์ระบบออฟเซ็ทมีการพัฒนาในหลายด้าน  มีการใช้แม่พิมพ์เป็นแผ่นโลหะเคลือบสารไวแสงลงบนแม่พิมพ์  ปรับปรุงการสร้างภาพบนแม่พิมพ์ที่มีความละเอียดสูงขึ้น  มีการคิดค้นการพิมพ์ออฟเซ็ทแบบไร้น้ำโดยใช้แม่พิมพ์ที่คลือบด้วยซิลิโคน  ซึ่งไม่ถูกกับน้ำมันและส่วนที่เป็นภาพนั้นซิลิโคนจะถูกกัดออกไป  อีกทั้งมีการพัฒนาเครื่องพิมพ์ให้พิมพ์งานเร็วขึ้น  แม่นยำขึ้น คุณภาพงานพิมพ์ดีขึ้น  พิมพ์สอดสีได้ในการพิมพ์เที่ยวเดียว  มีทั้งเครื่องพิมพ์แบบป้อนแผ่นและเครื่องพิมพ์แบบป้อนม้วน  เนื่องจากคุณภาพงานพิมพ์ที่ดีและมีความคล่องตัวสูง  การพิมพ์ระบบออฟเซ็ทจึงเป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายและกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน

วิวัฒนาการการพิมพ์พื้นฉลุ  การพิมพ์พื้นฉลุมีมาตั้งแต่ยุคโบราณโดยทำแม่พิมพ์แบบง่าย ๆ ด้วยการตัดเจาะกระดาษหรือวัสดุอื่นเป็นช่องตามลักษณะของรูปที่ต้องการ  ทาบแม่พิมพ์ลงบนสิ่งที่ต้องการพิมพ์แล้วใช้หมึกพ่นหรือปาดบนแม่พิมพ์ก็จะได้ภาพดังกล่าว  การพิมพ์แบบนี้ว่า การพิมพ์สเตนซิล (Stencil Printing)  ในยุคแรก ๆ มีการพิมพ์ตัวอักษร  เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ด้วยวิธีดังกล่าว  ประเทศจีนได้ใช้กรรมวิธีนี้พิมพ์ภาพบนผ้าตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่  6  การพิมพ์แบบนี้มักมีปัญหาคือ  แม่พิมพ์ซึ่งทำจากกระดาษหรือวัสดุอื่นในสมัยนั้นไม่ค่อยแข็งแรง  จึงพิมพ์ชิ้นงานได้น้อยและลวดลายของภาพหรือตัวอักษรจะมีบางส่วนขาดตอนไปเนื่องจากการตัดแม่พิมพ์  ต้องเหลือส่วนของเนื้อแม่พิมพ์สำหรับยึดติดกันไม่หลุดลุ่ย  ทำให้งานพิมพ์ดูไม่สวยงาม  ต่อมามีการใช้แผ่นโลหะทำเป็นแม่พิมพ์เพื่อให้แม่พิมพ์แข็งแรงขึ้น  แต่เป็นการสร้างความลำบากในการทำแม่พิมพ์และใช้เวลาในการทำ

ต่อมามีการพัฒนาให้กระดาษทนทานขึ้นและมีผู้นำกระดาษไปเคลือบไขแล้วใช้โลหะปลายแหลมทิ่มด้วยมือลงบนกระดาษไขเป็นรูเล็ก ๆ เรียงกันให้เป็นภาพขึ้น  ถึงแม้จะทำให้ได้งานที่ดีขึ้นแต่เป็นงานที่ใช้ฝีมือและเวลาในการทำในปี  ค.ศ.1876  นายโทมัส  เอดิสัน (Thomas Edison)  ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ที่ใช้หลักการดังกล่าวได้สำเร็จเรียกว่า  เครื่องพิมพ์โรเนียวหรือเครื่องทำสำเนาสเตนซิล (Stencil Duplicator)  และยังประดิษฐ์ปากกาสเตนซิล (Stencil Pen)  ใช้แทนโลหะปลายแหลม  ต่อมามีพัฒนาวิธีการสร้างภาพบนกระดาษไขโดยใช้วิธีการฉายแสงซึ่งก็ใช้ได้จนถึงปัจจุบัน

ย้อนกลับไปในคริสต์ศตวรรษที่  17  ชาวญี่ปุ่นได้ใช้เส้นผมของคนและกาวมาทำแม่พิมพ์แบบฉลุขึ้น  ทำให้ได้งานที่ละเอียดกว่าการตัดกระดาษ  เรียกกรรมวิธีการพิมพ์นี้ว่า  การพิมพ์แฮร์สแตนซิล (Hair Stencil)  และต่อมาได้มีการใช้เส้นไหมซึ่งแข็งแรงกว่ามาใช้ทำแม่พิมพ์แทนเส้นผม จึงมีชื่อเรียกกรรมวิธีนี้ว่า  การพิมพ์ซิลค์สกรีน (Silkscreen Printing)  การพิมพ์ซิลค์สกรีนได้แพร่เข้าไปในยุโรปและเป็นที่นิยมทั้งในฝรั่งเศสและอังกฤษและถูกเผยแพร่ไปยังทวีปอเมริกา  ในปลายคริสต์ศตวรรษที่  19  ชาวอเมริกันชื่อนายชาลส์  เนลสัน  โจนส์ (Charles Nelson Jones)  ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์สกรีนขึ้นสำเร็จ  ทำให้การพิมพ์สกรีนผลิตงานรวดเร็วขึ้น  การพิมพ์ซิลค์สกรีนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีการใช้อย่างกว้างขวางเนื่องจากต้นทุนต่ำและทำงานง่าย  ในปัจจุบันมีการใช้ผ้าใยสังเคราะห์แทนผ้าไหมในการทำแม่พิมพ์และใช้สารไวแสงเคลือบก่อนที่จะนำภาพต้นแบบทาบแล้วสร้างภาพด้วยการฉายแสง

วิวัฒนาการการพิมพ์ดิจิตอล (Digital Printing)  ในอีกด้านหนึ่งได้มีพัฒนาการด้านคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่อง  หลังจากที่มีการประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ตัวแรกคือ  อีนีเอค ENIAC (Electronic Numerical Integrator and Computer)  ในปี  ค.ศ.1945  เครื่องพิมพ์ที่ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ในยุคแรก ๆ ใช้พิมพ์เฉพาะตัวอักษรโดยไม่ได้เน้นความสวยงาม  ประมาณปี  ค.ศ. 1979  ได้มีการบริษัทหลายบริษัทจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเรียกว่า  ไมโครคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ก็มีการพัฒนาตามมาด้วยเครื่องพิมพ์ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์หรือพริ้นเตอร์ได้มีการพัฒนาเช่นกัน  ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องพริ้นเตอร์โดยใช้หลักการพิมพ์แบบต่าง ๆ เช่น

การพิมพ์แบบถ่ายโอนความร้อน (Thermal Transfer Printing)  ซึ่งใช้หลักการถ่ายความร้อนจากหัวพิมพ์ไปยังฟิล์มที่เคลือบด้วยหมึกพิมพ์ทำให้หมึกพิมพ์หลุดไปเกาะติดกับวัสดุใช้พิมพ์จนเกิดเป็นภาพ

การพิมพ์แบบพ่นหมึก/อิงค์เจ็ท (InkJet Printing)  ซึ่งใช้หลักการพ่นหยดหมึกเล็ก ๆ จากหัวพ่นไปสร้างเป็นภาพบนวัสดุใช้พิมพ์

การพิมพ์แบบไฟฟ้าสถิตย์ (Electrostatic Printing)  ซึ่งใช้หลักการควบคุมลำแสงสร้างภาพเป็นประจุไฟฟ้าบนกระบอกโลหะแล้วให้ผงหมึก  ไปเกาะบนกระบอกโลหะตามบริเวณที่มีประจุอยู่เกิดเป็นภาพที่ถูกถ่ายทอดไปเกาะติดบนวัสดุใช้พิมพ์อีกทีหนึ่ง  เครื่องพิมพ์แบบไฟฟ้าสถิตย์ที่ใช้ลำแสงเป็นแสงเลเซอร์จะเรียกว่า  เครื่องพิมพ์เลเซอร์หรือเลเซอร์พริ้นเตอร์ (Laser Printer)

อนึ่งพริ้นเตอร์ที่ใช้หลักการตามที่กล่าวมานี้ต่างได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถพิมพ์สอดสีได้ภาพที่มีสีสันใกล้เคียงต้นฉบับ  แต่มีข้อเสียคือได้ผลผลิตต่ำเมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์ระบบออฟเซ็ท  จนในปี  1993  ได้มีการจำหน่ายพริ้นเตอร์ที่มีความเร็วสูงชื่อ E-Print 1000  ซึ่งได้รับการพัฒนาจนถึงปัจจุบันโดยใช้ชื่อ HP Indigo  ส่วนบริษัทหลาย ๆ แห่งเช่น Xerox, Canon, Minolta ต่างได้ออกเครื่องพริ้นเตอร์ความเร็วสูงโดยใช้หลักการของเครื่องถ่ายเอกสารสีแบบเลเซอร์  นอกจากนี้ยังมีระบบการพิมพ์อีกแบบหนึ่งที่ใช้เครื่องพิมพ์ออฟเซ็ทมาดัดแปลง  โดยสร้างแม่พิมพ์บนโมลเพลทจากข้อมูลในคอมพิวเตอร์ก่อนทำการพิมพ์  การพัฒนาการพิมพ์ดิจิตอลยังคงดำเนินต่อไปทั้งด้านคุณภาพที่ดีขึ้น  ความเร็วในการพิมพ์ที่สูงขึ้น  ค่าใช้จ่ายต่อแผ่นพิมพ์ที่ถูกลง

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s