Tag Archive | ประวัติความเป็นมาของเครื่องคิดเลข

เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องแรกของโลก

ประวัติความเป็นมาของเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยใน Blog นี้  ผู้เขียนได้เรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ทรงคุณค่า  3  แหล่งด้วยกันคือ

  1. หนังสือเรื่องประวัติพิมพ์ดีดและเรื่องน่าสนใจ  โดยอาจารย์วารินทร์  สินสูงสุด (หอสมุดกลาง  จุฬาฯ)
  2. เว็บไซต์ Talkng Machine .org
  3. รายงานการวิจัยของสฤษดิ์  ปัตตะโชติ  ที่เสนอต่อสภาวิจัยแห่งชาติ (ห้องสมุดสภาวิจัยแห่งชาติ)

เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย  เกิดขึ้นเมื่อ Edwin Hunter Mcfarland ชาวอเมริกัน  ซึ่งรับราชการ ในตำแหน่งเลขานุการส่วนพระองค์  ในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  เสนาบดีกระทรวงธรรมการ  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  5  ได้มีแนวความคิดที่จะสร้างเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยขึ้น

Mcfarland-Smith

พระอาจวิทยาคม (น้องชาย)  และโรงงานสมิทพรีเมียร์ในนิวยอร์ค

จึงได้เดินทางกลับไปประเทศสหรัฐอเมริกา  เพื่อสำรวจหาโรงงานที่สามารถผลิตเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยได้ในที่สุดก็ได้โรงงาน Smith Premier ซึ่งอยู่ที่กรุงนิวยอร์คเป็นผู้ผลิตให้  โดย Mcfarland เป็นผู้คิดแบบและควบคุมการผลิต  จนกระทั่งสำเร็จเป็นเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยชนิดแป้นอักษร  7  แถว  ทำงานแบบตรึงแคร่อักษร (fixed carriage typed typewriter)  ซึ่งสามารถใช้งานได้ดี  แต่ในขณะออกแบบแป้นอักษรไทยเพื่อบรรจุลงในแผงแป้นอักษรนั้น  ปรากฏว่า Mcfarland ได้ลืมบรรจุตัวอักษร “ฃ” (ขอ  ขวด)  และ  ฅ (คอ  คน)  ลงไปด้วย  แต่โชคดีที่ยังมีอักษรอื่นที่พ้องเสียงสามารถใช้แทนกันได้  จึงถือได้ว่า Edwin Hunter Mcfarland คือ  ผู้คิดประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยได้เป็นคนแรก

First-Thai-typewriter

เครื่องพิมพ์ดีดไทยสมิทพรีเมียร์แบบแป้นพิมพ์  7  แถว (1  ตัวอักษรต่อ  1  แป้น)

หลังจากนั้นในปี  พ.ศ.2435 Mcfarland ได้นำเครื่องพิมพ์ดีดดังกล่าวเข้ามาถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  5  ซึ่งพระองค์ได้ทรงทดลองพิมพ์และเป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง  เราจึงถือว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  5  เป็นนักพิมพ์ดีดไทยคนแรก  ซึ่งต่อมาได้ทรงสั่งซื้อเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย Smith Premier จำนวน  17  เครื่องเข้ามาใช้ในราชการ  แต่เนื่องจากเครื่องพิมพ์ดีดชนิดนี้มีแป้นอักษรถึง  7  แถว  จึงไม่สามารถใช้วิธีการพิมพ์สัมผัสอย่างในปัจจุบันได้  ต้องพิมพ์โดยวิธีใช้นิ้วเคาะทีละแป้นต่อมา Mcfarland ได้เดินทางกลับไปสหรัฐฯ  และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี  พ.ศ.2438  นายแพทย์ George B. Mcfarland หรืออำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม  ซึ่งเป็นน้องชายก็ได้รับสืบทอดกิจการเครื่องพิมพ์ดีดของพี่ชายมาไว้และได้นำไปตั้งแสดงและสาธิตในร้านทำฟันของตนเอง  จนเป็นที่รู้จักและสนใจของประชาชนอย่างมาก  ดังนั้น Mcfarland จึงได้สั่งซื้อเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย Smith Premier เข้ามาจำหน่าย  โดยตั้งร้านที่หัวมุมถนนเจริญกรุงตัดกับถนนวังบูรพา  ชื่อร้าน Smith Premier Store ในปี  พ.ศ.2441

smith_ad

ต่อ มาภายหลังบริษัท Smith Premier ประเทศอเมริกา  ได้ขายสิทธิบัตรการผลิตให้แก่บริษัท Remington และบริษัท Remington ก็ได้ปรับปรุงเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยให้เป็นแบบที่สามารถเลื่อนและยกแคร่อักษรได้ (Sliding, Shifting Carriage)  และลดจำนวนแป้นอักษรลงมาเหลือ  4  แถว  แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง  ดังนั้นพระอาจวิทยาคมจึงได้ปรึกษากับพนักงานในบริษัทของท่าน  คือ  นายสวัสดิ์  มากประยูร  กับนายสุวรรณประเสริฐ  เกษมณี  โดยนายสวัสดิ์  มากประยูร  ทำหน้าที่ออกแบบประดิษฐ์ก้านอักษรและนายสุวรรณประเสริฐ  เกษมณี  ทำหน้าที่ออกแบบจัดวางตำแหน่งแป้นอักษร  เพื่อให้สามารถพิมพ์ได้ถนัดและรวดเร็ว  จนสำเร็จในปี  พ.ศ.2474  โดยใช้เวลาพัฒนา  7  ปี  และเรียกแป้นอักษรแบบใหม่นี้ว่าแป้นเกษมณี  ตามนามสุกลของผู้ออกแบบ  โดยแป้นแบบเกษมณีมีรูปแบบการจัดวางตัวอักษรในแป้นเหย้าเป็น “ฟ  ห  ก  ด  ่ า  ส  ว”

Thai-clerk

ถึงแม้ในปี  พ.ศ.2508  นายสฤษดิ์  ปัตตะโชติ  นายช่างกรมชลประทานจะได้ทำการปรับปรุงและออกแบบการจัดวางตำแหน่งแป้นอักษรไทยใหม่  ซึ่งเรียกว่าแป้นปัตตะโชติและได้ทำการวิจัยจนพบว่าแป้นปัตตะโชติสามารถพิมพ์ได้เร็วกว่าแป้นเกษมณีถึง  26.8%  ก็ตาม  แต่นักพิมพ์ดีดทั้งหลายได้ชินกับการพิมพ์บนแป้นเกษมณีแล้ว  อีกทั้งต้นทุนในการปรับเปลี่ยนแป้นของเครื่องพิมพ์ดีดที่ใช้อยู่ก็สูง  จึงทำให้แป้นแบบเกษมณียังคงได้รับความนิยมมาจนทุกวันนี้และได้กลายเป็นแป้นพิมพ์ภาษาไทยมาตรฐานสำหรับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน  นอกจากนี้พระอาจวิทยาคม ก็ยังเป็นบุคคลแรกที่เปิดโรงเรียนสอนพิมพ์ดีดภาษาไทยแบบสัมผัสขึ้นในปี  พ.ศ.2470  อีกด้วย

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=146681

ที่มาของเครื่องคิดเลข

เครื่องคิดเลข  เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการคำนวณของมนุษย์  ปัจจุบันนี้เวลาทุกวินาทีแสนจะมีค่าเป็นอย่างมาก  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว  ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ “เครื่องคิดเลข” จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ความสามารถในการคำนวณของมนุษย์ได้พัฒนารุดหน้าไปอย่างหน้าอัศจรรย์

เมื่อมนุษย์รู้จักการคิด  รู้จักการนับ  ก็เริ่มมีความพยายามหาวิธีการในการนับของตัวเอง  โดยครั้งแรกก็ใช้นิ้วมือช่วยในการนับ  เมื่อนิ้วมือเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เพียงพอสำหรับการนับ  ก็พยายามคิดหาอุปกรณ์อย่างอื่นมาแทน  โดยเริ่มนับก้อนหิน  ก้อนกรวด  ปมเชือก  เปลือกหอยต่อมาความคิดของมนุษย์ก็มีพัฒนาการขึ้น  รู้จักคิดในสิ่งที่ยากและซับซ้อนการนับมากและต่อเนื่องขึ้น  เขาจึงหาวิธีที่จะทำการรวบรวมการนับของเขาไว้ด้วยกัน  ก็หาวิธีใหม่โดยการใช้วิธีการจดบันทึกสิ่งของ  แรกเริ่มโดยการขีดบนพื้นดิน  ต่อมาก็ใช้บันทึกลงบนกระดาษ

abacus

ลูกคิด

ย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่มนุษย์ใช้แค่นิ้วทั้งสิบในการนับคำนวณเลข  จนมาถึงยุคที่คนจีนเริ่มคิดประดิษฐ์ลูกคิดขึ้นมาช่วยหรือที่ในประเทศญี่ปุ่นเรียกกันว่า  โซโรบัง  เป็นเวลานานกว่าร้อยปีกว่าให้หลังที่นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์นามว่า John Napier ที่ได้เริ่มคิดค้นการทำเครื่องหมายบนกระดูกหลาย ๆ แท่งและเริ่มใช้การจัดเรียงตำแหน่งคงที่เพื่อช่วยในการคำนวณ

napier_portrait_logo

วิธีการคำนวณโดยใช้กระดูกนี้นั้นมีชื่อเรียกว่าNapier’s Bones ตามชื่อของผู้คิดค้นและต่อมาได้มีการพัฒนาอีกขั้นหนึ่งเป็นไม้บรรทัดคำนวณ  แต่เครื่องมือเหล่านี้นั้นไม่ได้มีฟังก์ชั่นที่ซับซ้อนอะไร  แต่เขาก็เก่งมากจนสามารถคิดค้นสูตรการหา Logarithm ขึ้นมาได้

napiers_bones

Napier’s Bones

 และต่อมาวิลเลียม  ออกเกด (Willium Ougtred)  นักคณิตศาสตร์  ชาวอังกฤษ  ได้ผลิตไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rule)  เพื่อช่วยในการคูณ  ซึ่งนิยมใช้กันมากในงานด้านวิศวกรรมและงานด้านวิทยาศาสตร์

p30_b

Willium Ougtred ผู้ผลิตไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rule)

จนกระทั่งนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อเบล์ส  ปาสคาล (Blaise Pascal)  ได้คิดค้นและประดิษฐ์เครื่องคิดเลขที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเครื่องคิดเลขที่เราใช้กันทุกวันนี้

เนื่องจากเครื่องคิดเลขนั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีขนาดไม่ใหญ่และยังมีต้นทุนในการผลิตไม่สูงเหมือนสิ่งประดิษฐ์ขนาดใหญ่แบบสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหญ่อื่น ๆ เช่น  เครื่องบินหรือคอมพิวเตอร์  จึงได้มีนักประดิษฐ์หลายคนพยายามที่จะประดิษฐ์เครื่องคิดเลขให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

C

Blaise Pascal

Blaise Pascal ได้ถูกขึ้นชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ว่าคือผู้คิดค้นและผู้ประดิษฐ์เครื่องคิดเลขเครื่องแรกของโลก  ซึ่งก็คือ  เครื่องจักรกลที่สามารถบวกและลบได้ในรูปแบบของจำนวนเลขฐานสิบ  โดยใช้ฟันเฟืองเป็นตัวทดกันได้  8  ตัว  วางขนานเป็นแนวนอน  โดยตำแหน่งของวงล้อนี้จะมองเห็นจากภายนอก  ส่วนตัวเลขจะไปปรากฏที่ฝาครอบวงล้อ  แต่ละวงจะมีฟันเฟืองอยู่  10  อัน  ซึ่งแต่ละอันจะแทนเลข  1  หลักนั่นเอง  ดังนั้นเมื่อเฟืองหมุนครบ  10  ก็จะมาเริ่มต้นที่  0  ใหม่  แล้วทำให้เฟืองที่อยู่ถัดไปหมุน  1  หลัก  ซึ่งเป็นการทดเลขขึ้นไปนั่นเอง  จากการทำงานของเครื่องบวกเลขนี้  เป็นหลักการเช่นเดียวกับการวัดระยะทางตามที่ปรากฏบนหน้าปัดรถยนต์ทั่ว ๆ ไปนั่นเอง

ในปี  ค.ศ.1646  กอทฟริด  วิลเฮลม  ลิปนิซ (Gottfried Wilhelm Leibniz)  นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน  ได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณที่สามารถคูณ  หารและหารากที่สอง  เรียกเครื่องมือชนิดนี้ว่าอาริทโมมิเตอร์ (Arithmometer Machine)

Arithmometer_-_One_of_the_first_machines_with_unique_serial_number

Arithmometer Machine

จากนั้นหลายร้อยปี  วิวัฒนาการก็เดินทางต่อมาเรื่อย ๆ William Seward Burroughs เขาได้ประดิษฐ์เครื่องมือในการคำนวณขึ้นมาเป็นครั้งแรกและยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรในปี  1885  สำหรับ Calculating Machine” ซึ่งได้สิทธิบัตรในปี  1888  และได้สร้างระบบการคำนวณสำหรับธนาคารในยุคนั้นขึ้นมาต่อมาหลังจากวิลเลี่ยมเสียชีวิตไปแล้วบริษัทของตระกูลเขาก็ยังคงพัฒนาระบบการคำนวณที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

spd_2006122214130_b

สิทธิบัตร  เครื่องคิดเลขเครื่องแรกของโลกของ Burroughs

โดยทั่วไปเครื่องคิดเลขธรรมดาในปัจจุบัน  จะประกอบด้วย

- แหล่งพลังงาน  ปกติจะเป็นถ่านไฟฉายหรือบางเครื่องอาจจะมีเซลสุริยะ (Solar cell)  ด้วย

- จอแสดงผลซึ่งปกติมักจะเป็นหลอด LED หรือจอคริสตัลเหลว (Liquid crystal : LCD)  ใช้แสดงตัวเลขที่คำนวณ  มีทั้ง  8  หลัก, 10  หลัก  หรือ  12  หลัก

- วงจรอิเล็กทรอนิกส์

- ปุ่มกดสำหรับใส่ตัวเลขและคำสั่ง

เครื่องคิดเลขเป็นเครื่องมือที่ถูกพัฒนามาจนหลายยุค  หลายสมัยแล้ว  การได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่  จึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ แม้จะเป็นเพียงแค่ความคิดเล็กน้อยก็ตามค่ะ

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/varticle/44241