ยินดีต้อนรับ

เราเขียนบทความเพื่อเป็นการหัดทำ Blog ทำเว็บไซต์ เราไม่ได้เขียนเนื้อหาของบทความเอง เราคัดลอกเนื้อหาบทความมาจากอ้างอิงที่แนบท้ายของบทความของแต่ละบทความ เพราะความสนใจส่วนตัว ความชอบส่วนตัวและอยากรู้ที่มาที่ไป บางบทความ บางครั้งโพสต์ออกไปแล้ว ย้ายไปรวมกับที่สามารถจัดอยู่ในจำพวกเดียวกันหรือใกล้เคียงกันได้ แล้วลบโพสต์ใหม่ออก

ประวัติการพิมพ์ของโลก

ก่อนที่เราจะมีหนังสือเป็นแหล่งความรู้หลักอย่างเช่นในปัจจุบันนี้  หนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์มีวิวัฒนาการที่ยาวนานข้ามยุคข้ามสมัยมานานนับพันปี  หนังสือสื่อสิ่งพิมพ์ถือว่าเป็นความบันเทิงอย่างแรก ๆ ของมนุษย์เรา  แต่ในปัจจุบันเรามีสื่อที่หลากหลาขึ้น  ทั้งในรูปของเสียง  เช่น  วิทยุ  เพลงหรือภาพและเสียงอย่างโทรทัศน์ DVD หรือสื่ออินเทอร์เน็ตที่มีเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก

วิวัฒนาการของหนังสือเกิดขึ้นการจากที่มนุษย์ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ สั่งสมเป็นความรู้และประสบการณ์จนกระทั่งลงมือละเลงวาดสิ่งที่พบเห็นมาและวิถีชีวิตไว้บนผนังถ้ำอันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์  ถ้ำจึงเป็นทั้งที่อยู่ค่อยคุ้มแดดคุ้มฝนและภัยจากสัตว์ร้ายที่ยังมีอยู่ชุกชุมในอดีต  ทั้งยังกลายเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่คอยบันทึกเรื่องราวผ่านยุคสมัยให้สืบทอดมายังปัจจุบัน  ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เราพบศิลปะภาพพิมพ์บนผนังถ้ำในประเทศฝรั่งเศสและสเปน  ทั้งยังมีการค้นพบรูปสลักผนังถ้ำที่มีอายุเก่าแก่ต่าง ๆ มากมายในถ้ำต่าง ๆ การแกะสลักภาพวิถีชีวิตของคนในยุคนั้นถือว่าเป็นหลักฐานอย่างแรกในการแกะแบบพิมพ์ของมนุษย์

1

42 – Line Bible เอกสารชิ้นแรกของโลกที่ผ่านระบบการพิมพ์

เมื่อโลกเราก้าวเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ราวก่อนคริสตกาลประมาณ  5,000  ปี  มนุษย์ในแถบอารายธรรมเมโสโปเตเมียเริ่มรู้จักการใช้ของแข็งกดลงบนดินเพื่อให้เกิดเป็นลวดลายและตัวอักษร จนกระทั่งถึงอารยะธรรมกรีกโบราณที่แสนรุ่งโรจน์ใช้วิธีเขียนหนังสือบนแผ่นไม้ที่ทำจากต้นบีช (Beech)  หรือที่เรียกกันในภาษาแองโกล – แซกซอนเรียกว่า BOC จนเป็นที่มาของคำว่า Book ในปัจจุบัน  ในขณะที่อีกฟากของอารยะธรรมอย่างในดินแดนตะวันออก  ผู้นำอารยะธรรมอย่างจีน  ก็เริ่มมีการบันทึกตัวอักษรลงบนแผ่นไม้และใบลานตั้งแต่ก่อนคริสตกาลประมาณ  1,300  ปี

หลังจากนั้นมนุษย์มีวิวัฒนาการที่นำหนังสัตว์มาใช้แทนกระดาษ  โดยผ่านการฟอกและขัดจนเรียบใช้ทำเป็นม้วนบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ลงบนแผ่นหนังจนกระทั่งใน  พ.ศ.648 (ค.ศ.105)  ชาวจีนชื่อไซลัน (Silan)  ได้คิดค้นวิธีทำกระดาษจนกระดาษได้กลายเป็นวัสดุสำคัญที่ใช้ในการบันทึก เรื่องราวต่าง ๆ อย่างเช่นในปัจจุบัน  ในบรรพกาลปราชญ์ชาวจีนคิดค้นสิ่งต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ได้ ก่อนชาวยุโรปมามกมายหลายสิ่งแต่ขาดการพัฒนาการที่ต่อเนื่องทำให้ล้าหลังและองค์ความรู้ไม่ได้ต่อยอดเท่าทีควร  เช่น  การที่จีนรู้จักคิดค้นดินประสิวก่อนชาติใดในโลก  การสร้างเรือสำเภา กระดาษอันเป็นวัสดุจำเป็นที่ใช้ในการบันทึกสิ่งต่าง ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งประดิษฐ์ที่ปราชญ์ชาวที่จีนได้คิดค้นขึ้น  แต่ขาดการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม

จนกระทั่งการใช้กระดาษเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในยุโรปเองก็ต้องการบันทึกความรู้และเรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้นจนในราวคริสตศตวรรษที่  15  โจฮัน  กูเต็นเบิร์ก  ได้พัฒนาแม่แบบสำหรับหล่อตัวพิมพ์โลหะเป็นตัว ๆ ซึ่งนำมาเรียงต่อกันได้เป็นประโยคและสามารถพัฒนาเป็นเครื่องพิมพ์ได้จนสำเร็จทำให้การพิมพ์ย่างก้าวเข้าสู่ยุคการพิมพ์ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญของวงการการพิมพ์  ผลงานอันมีชื่อเสียงของกูเต็นเบิร์ก  คือ  คัมภีร์  42  บรรทัด (42 – Line Bible)  ที่ได้จัดพิมพ์ขึ้นในปี  พ.ศ.1998 (ค.ศ.1455)

ประวัติการพิมพ์ของในประเทศไทย

ในอดีตไทยใช้การเขียนบันทึกความรู้ต่าง ๆ ลงในใบลาน  เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดกันระหว่างรุ่นสู่รุ่น  เทคโนโลยีเกี่ยวกับการพิมพ์ปรากฏขึ้นในดินแดนสยามเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  อันถือว่าเป็นยุคหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีที่มีชาวต่างชาติเข้ามาใช้ชีวิตในสยามมากมาย  ทั้งจีน  แขกและฝรั่ง  หนังสือในรูปแบบของการพิมพ์ตัวอักษรมาพร้อมกับหมอสอนศาสนาชาวต่างชาติที่มีเป้าประสงค์หลักคือ  การเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในภูมิภาคนี้  บาทหลวงที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทในเรื่องการพิมพ์มากที่สุดในยุคนั้นคงไม่พ้นจากบาทหลวงชาวฝรั่งเศสนาม  ลาโน (Mgr Laneau)  ที่ได้จัดพิมพ์คำสอนทางคริสต์ศาสนาขึ้นมาเผยแพร่  จนเป็นที่พอพระทัยในองค์พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและในคราวที่ออกญาโกษาธิบดี (ปาน)  เป็นราชทูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศสก็ได้เข้าเยี่ยมชมกิจการงานพิมพ์ของฝรั่งเศสและแสดงความสนอกสนใจเป็นอย่างมากจนกระทั่งในกาล  ต่อมาพระนารายณ์มหาราชทรงมีรับสั่งให้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่เมืองลพบุรีอันเป็นสถานที่พระองค์ใช้พำนักอยู่ในช่วงปลายรัชกาล  แต่กิจการงานพิมพ์ของสยามในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง  เมื่อมีเกิดการผลัดแผ่นดิน  เป็นแผ่นดินของพระเพทราชาที่ไม่ค่อยโปรดพวกมิชชั่นนารีเท่าทีควรเป็นเหตุให้พัฒนาการเกี่ยวกับการพิมพ์ของสยามในช่วงนั้นต้องหยุดชะงัดลงไปด้วย

115442

หนังสือใบลานในยุคเก่า

บุคคลสำคัญในประวัติการพิมพ์ของไทยอีกคนหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือ  นางจัดสัน (Nancy Judson)  ซึ่งเป็นมิชชันนารีชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในเมืองย่างกุ้งของประเทศพม่า  มีความสนอกสนใจในภาษาไทยจึงได้ทำการหล่อตัวพิมพ์เป็นภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกในปี  พ.ศ.2356  หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่  2  ไปแล้วราว  40  กว่าปี  แต่ต่อมาตัวพิมพ์ชุดนี้ยังไม่ทันได้ใช้งาน  ก็ถูกซื้อไปเก็บไว้ที่ประเทศสิงคโปร์  โดยมิชชันนารีคณะ American Board of Commissioners for Foreign Missions อันเป็นคณะมิชชันนารีที่หมอบลัดเลย์ได้เข้ามาสังกัดอยู่และภายหลังได้ใช้ชุดหล่อตัวพิมพ์ชิ้นนี้  พิมพ์หนังสือภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกจนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการพิมพ์ของไทย

หมอบลัดเลย์  บิดาแห่งวงการพิมพ์ของไทย

115447

หมอบรัดเลย์บิดาแห่งวงการพิมพ์ไทย

ภาพจากหนังสือหมอบรัดเลย์กับการหนังสือพิมพ์แห่งกรุงสยาม (สนพ.ศิลปวัฒนธรรม)

หมอบรัดเลย์หรือแดน  บีช  แบรดลีย์ (Dan Beach Bradley, M.D.)  เป็นหมอสอนศาสนา ชาวเมืองมาร์เซลลัส (Marcellus)  ประเทศสหรัฐอเมริกา  เป็นบุตรคนที่  5  ของนายนายแดน บรัดเลย์และนางยูนิช  บีช  บรัดเลย์  บิดาเป็นต้นแบบของหมอบลัดเลย์โดยเคยเป็นทั้งหมอสอนศาสนา  ผู้พิพากษา  เกษตรกรและบรรณาธิการวารสารทางเกษตรกรรม  ดังนั้นจึงสร้างเป็นแนวความคิดให้หมอบลัดเลย์ใฝ่ฝันอยากจะเผยแพร่ศาสนาอย่างผู้เป็นบิดาบ้างจึงตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์  เมื่อจบการศึกษาก็สมัครเป็นมิชชั่นนารีในองค์กร American Board of Commissioners of Foreign Missions (ABCFM)  หมอบลัดเลย์เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาในประเทศไทยในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  3  โดยได้แวะที่สิงคโปร์และได้รับชุดตัวพิมพ์ภาษาไทยที่ American Board of Commissioners of Foreign Missions ในประเทศสิงคโปรได้ซื้อไว้ก่อนจะเดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทย

ในระยะแรกหมอบลัดเลย์ได้อาศัยอยู่ในละแวกสัมพันธวงศ์โดยเปิดเป็นร้านจ่ายยาและช่วยรักษาโรคให้แก่ชาวพระนคร  ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ฝั่งธนบุรีและได้รักษาพยาบาลคนเรื่อยมาโดยผลงานที่สำคัญคือ  การผ่าตัดผู้ป่วยคนไทยจนสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ถือว่าเป็นการผ่าตัดครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเลยทีเดียว  ส่วนในงานเผยแพร่ศาสนานั้นหมอบลัดเลย์ก็ไม่ได้ละเลย ยังคงเผยแพร่คำสอนของศาสนาคริสต์อยู่เรื่อยมาและการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นั้น  จำเป็นต้องมีหนังสือเพื่อช่วยให้คนเข้าอกเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาใหม่นี้ได้ง่ายขึ้นดังนั้นหมอบลัดเลย์จึงย้ายไปอาศัยอยู่ข้างวัดประยูรวงศาวาส  ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีทำเลดีและได้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการพิมพ์หนังสือเพื่อเผยแพร่ศาสนาและได้ใช้ ตัวอักษรภาษาไทยที่ได้มาจากสิงคโปร์ในคราวที่แวะจอดเรือก่อนจะเข้ามาประเทศไทย  งานชิ้นแรกที่หมอบลัดเลย์พิมพ์เป็นภาษาไทยในวันที่  27  เมษายน  พ.ศ.2382  คือ  การพิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่นและห้ามค้าฝิ่นที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  โปรดให้ทำขึ้นจำนวน  9,000  แผ่น  ซึ่งนับว่าเป็นเอกสารราชการไทยฉบับแรกที่พิมพ์ขึ้นด้วยเครื่องพิมพ์

ต่อมาในปี  พ.ศ.2385  หมอบลัดเลย์ได้หล่อชุดพิมพ์ขึ้นมาใหม่และในอีก  2  ปีต่อมาหมอบลัดเลย์ได้ใช้ชุดพิมพ์ตัวใหม่นี้  จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์รายเดือนภาษาไทยฉบับแรกขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่าชื่อว่าบางกอกรีคอเดอ (Bangkok Recorder)  ออกวางจำหน่าย  ซึ่งถือเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรกที่มีขึ้นในประเทศไทย  แต่หนังสือพิมพ์เล่มดังกล่าวก็อยู่ได้ไม่นานต้องปิดตัวไป  เพราะเป็นช่วงเวลาที่ภรรยาของหมอบลัดเลย์สิ้นชีวิตพอดีทำให้การดำเนินกิจการ  หนังสือพิมพ์รีคอเดอร์ไม่สามารถเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงต้องหยุดลงชั่วคราวโดยหมอบลัดเลย์ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศของตนเป็นระยะเวลาหนึ่งและได้แต่งงานใหม่ก่อนจะกลับคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้ง  กลับมาคราวนี้หมอหมอบลัดเลย์ได้ลาออกจาก American Board of Commissioners of Foreign Missions เข้ามาย้ายไปสังกัดองค์กร American Missionary Association (AMA)  แทน

องค์กรใหม่มีฐานะทางการเงินไม่สู้ดีเท่าทีควร  จึงทำให้หมอบลัดเลย์ต้องหารายได้พิเศษโดยการพิมพ์หนังสือขาย  เพื่อจุนเจือฐานะทางการเงิน  โดยหนังสือที่พิมพ์ในช่วงนี้มีหลายหลายประเภททั้งตำราเรียนภาษาไทย  เช่น  ประถม  ก  กา  จินดามณี  หนังสือกฎหมายทั้งยังพิมพ์เรื่องในวรรณคดีต่าง ๆ เช่น  ราชาธิราช  สามก๊ก  เลียดก๊ก  ไซ่ฮั่น  เป็นต้นและในช่วงนี้เองที่ทำให้มีการซื้อลิขสิทธิ์หนังสือเพื่อมาจัดพิมพ์  วางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อหมอบลัดเลย์ได้ซื้อลิขสิทธิ์ของหนังสือนิราศลอนดอนที่เขียนโดยหม่อมราโชทัย (หม่อมราชวงศ์กระต่าย  อิศรางกูร)  เป็นเงิน  400  บาท  ในวันที่  15  มิถุนายน  พ.ศ.2404  ทำให้หนังสือเล่มดังกล่าวเป็นหนังสือเล่มแรกของไทยที่มีการซื้อขายลิขสิทธ์ตามแบบอย่างตะวันตกและสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ก็ยังคงยึดถือหลักการนี้สืบมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ตลาดหนังสือในปัจจุบัน

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในปัจจุบันนี้มีสำนักพิมพ์มากมายที่เปิดรับต้นฉบับในรูปแบบของก็เช่าลิขสิทธิ์เพื่อนำมาจัดจำหน่าย  มีสำนักพิมพ์เกิดขึ้นอย่างมากมาย  การพิมพ์เผยหลายในเมืองไทยมีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนกระทั่งกลายเป็นสากลในยุคปัจจุบัน  จากข้อมูลของสมาคมผู้จัดพิมพ์ที่ทำขึ้นเมื่อราวต้นปี  พ.ศ.2551  ระบุว่าในปี  พ.ศ.2550  มีสำนักพิมพ์ที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้จัดพิมพ์อยู่ถึง  491  สำนักพิมพ์มีการผลิตหนังสือใหม่ออกสู่ท้องตลาดเดือนละ  955  เล่ม ต่อเดือนเลยทีเดียวหรืออีกนัยหนึ่งคือ  จะมีหนังสือใหม่ออกสู่ท้องตลาดราว  32  เล่มต่อวัน  ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนังสือใหม่ถูกเบียดตกแผงไปอย่างรวดเร็ว  แต่ทั้งนี้อัตราการผลิตหนังสือดังกล่าวยังเทียบว่าน้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วถึง  5 – 10  เท่าโดย  ตลาดเมืองไทยมีมูลค่ารวมในปี  2550  ประมาณ  18,000  ล้านบาท  และในปี  2551  นี้คาดการณ์กันว่าตลาดหนังสือมีมูลค่าถึง  19,200  ล้านบาท  โดยกว่า  88  เปอร์เซ็นต์ของยอดจำหน่ายจะถูกแชร์อยู่ในสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่และขนาดกลาง

การพิมพ์ของไทยมีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ  ปัจจุบันได้กลายเป็นอุตสาหกรรมการพิมพ์เต็มรูปแบบและมีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนได้ในทุกกลุ่ม  ทั้งเป็นเรื่องของความรู้ความบันเทิงและตอบสนองได้แม้กระทั่งความสนใจเฉพาะทาง  แต่ความรู้เหล่านั้นจะถ่ายทอดถึงกันไม่ได้เลยหากเราเลือกที่จะวางหนังสือไว้อย่างเงียบ ๆ บนชั้นหนังสือโดยที่ไม่ได้เปิดออกอ่าน

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/varticle/38234

1 ความเห็น

One thought on “ยินดีต้อนรับ

  1. มาอีกและนะครับแบบว่ากระผมเองเป็นคนที่ใกล้จะตายแหล่วมิตายแหล่อ่ะครับหรือก็อยากจะขอบพระคุณในสาระต่างๆที่มอบความรู้ให้และผมเองก็คิดว่าดีมากเลยทีเดียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s