Archive | พฤศจิกายน 2012

เตารีดมาจากไหน

Uttao

“อุดเตา” เป็นภาษาไทยโบราณ  ใช้เรียกเครื่องใช้ที่ปัจจุบันเราเรียกว่า “เตารีด” และเป็นเตารีดที่ใช้กันในสมัยก่อนเมื่อประมาณ  50  ปีมาแล้ว  อุดเตารูปทรงน่าสนุกกลุ่มนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  กาญจนาภิเษก  ได้รับมอบจาก  ดร.วินิจ  วินิจนัยภาค  เมื่อปีพุทธศักราช  2533  ปัจจุบันได้ทำการอนุรักษ์และเก็บรักษา  ณ  อาคารคลังกลาง  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  กาญจนาภิเษก  จังหวัดปทุมธานี

เตารีดใช้ถ่านจะทำด้วยทองเหลืองหล่อดังรูป  ฝาด้านบนมีบานพับด้านท้ายเตา (เปิดฝาบนหงายขึ้น)

ด้านปลาย  มีสลักงอ ๆ ที่ใช้แรงโน้มถ่วงเป็นตัวทำให้ล็อกจะเปิดได้โดยหาฉนวนความร้อนเขี่ยเบา ๆ ก็จะเปิดออกได้โดยง่าย  ในการใช้งานนาน ๆ อาจจะต้องเติมถ่านหรือเขี่ยถ่านให้ขี้เถ้าล่วงลงไปจะต้องเปิดฝาเพื่อการดังกล่าว  ในเตาที่ด้านล่างจะมีตะแกรงเหล็กหล่อสูงราว  1  เซนติเมตร  จากพื้นและขอบล่างจะมีรูเล็ก ๆ ให้อากาศเข้ามาช่วยการเผาไหม้แบบข้า ๆ การใช้งานจะติดถ่านจากเตาถ่านธรรมดาก่อน  เมื่อเริ่มติดดีแล้วก็จะคีบมาใส่เตา  กลบด้วยขี้เถ้าพอประมาณ  เพื่อไม่ให้ร้อนเกินไป (เหมือนการปิ้งกล้วย)  มิฉะนั้นผ้าอาจไหม้ได้โดยง่าย  ต้องใช้ความชำนาญในการใช้พอสมควรว่าจะคุมความร้อนเย็นของเตาให้เหมาะสมกับชนิดของผ้าที่จะทำการรีด  ปรับโดยเติมขี้เถ้าหรือเขี่ยออกให้ถ่านร้อนขึ้น (อากาศเพิ่มมากขึ้น)

ผู้ประดิษฐ์เตารีดไฟฟ้าเป็นคนแรก (โรเบิร์ต  แฮร์  ชาวอเมริกัน  ในปี  พ.ศ.2324)

การใส่เสื้อผ้าที่เรียบไม่ยับเป็นส่วนการเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดูดี  เตารีดไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทให้ความร้อนที่อำนวยความสะดวกในการทำให้เสื้อผ้าเรียบและสวยงาม
เตารีดไฟฟ้าโดยทั่วไปแบ่งได้ดังนี้

  1. เตารีดไฟฟ้าแบบธรรมดา (Electric Irons)

การทำงาน

เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านแผ่นความร้อนจะทำให้เกิดความร้อนขึ้นที่แผ่นความ ร้อนส่งผ่านไปยังพื้นเตารีดมากเกินไปจะต้องดึงปลั๊กไฟของเตารีดออกเพื่อให้พื้นของเตารีดค่อย ๆ เย็นลง  แต่ความร้อนน้อยต้องเสียบปลั๊กไฟ  เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านแผ่นความร้อนอีกครั้ง

  1. เตารีดไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (Automatic Electric Irons)

การทำงาน

เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเข้าเตารีดจะผ่านไปยังหน้าสัมผัส  ลวดความร้อนและลวดความต้านทานตามลำดับซึ่งจะทำให้แผ่นความร้อนเกิดความร้อนส่งผ่านความร้อนให้กับพื้นของเตารีดและแผ่นไบ – เมทอลที่ยึดติดกับพื้นเตารีด  ก็ได้รับความร้อนไปด้วยเมื่อแผ่นความร้อนไป – เมทอลได้รับความร้อนจะเกิดการงอตัวตามปริมาณความร้อนที่ได้รับส่งผลทำให้แรงกดระหว่างหน้าสัมผัสน้อยลงจนพื้นเตารีดร้อนจนถึงระดับที่ตั้งไว้หน้าสัมผัสก็จะตัดกระแสไฟไม่ให้ไหลผ่านแผ่นความร้อนทำให้เตารีดเย็นลงแผ่นไบ – เมทอลจะเริ่มเหยียดตรงตามเดิม  จากนั้นหน้าสัมผัสก็ต่อกระแสไฟฟ้าให้กับแผ่นความร้อนอีกครั้ง

  1. เตารีดไอน้ำ (Electric Steam Iron)

เตารีดไอน้ำได้พัฒนามาจากเตารีดแบบอัตโนมัติ  ซึ่งเตารีดชนนิดนี้ไม่จำเป็นต้องพรมน้ำให้กับผ้า  แต่จะให้ไอน้ำกับเตารีดโดยตรง  สำหรับส่วนประกอบและหลักการทำงานของเตารีดไอน้ำจะคล้ายกับเตารีดแบบอัตโนมัตินั่นคือ  มีแผ่นความร้อนเป็นอุปกรณ์ให้ความร้อนและมีเทอร์โมสแตตเป็นอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิของเตารีดจะแตกต่างกันที่เตารีดไอน้ำมีอุปกรณ์สำหรับใส่น้ำ เพื่อสร้างไอน้ำให้กับผ้าที่ต้องการรีด

ที่มา : http://noo-ddd.blogspot.com/2011/07/blog-post_11.html

FaceBook คืออะไร

หลายท่านคงจะเคยได้ยินคำว่า facebook เป็นที่ฮิตเหลือเกินในปัจจุบัน  ไม่ว่าจะหันไปทางไหน  ตั้งแต่เด็กน้อยอนุบาลจนคนทำงานใคร ๆ ก็พูดถึงแต่ Facebook วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ  ว่า facebook คืออะไร  และเราจะใช้งาน facebookได้อย่างไร

หากจะอธิบายคำว่า Facebook คืออะไรนั้น  คงต้องอธิบายคำว่า Social network กันก่อน
Social network คือ  การที่คนเราสามารถทำความรู้จักหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเชื่อมโยงกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง  เว็บไซต์ที่เรียกว่า  เป็นเว็บ Social Network ก็คือ  เว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน  ซึ่งทำให้เกิดเครือข่ายสังคมที่ทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันบนโลกอินเตอร์เน็ท

Facebook คือ  เว็บไซต์ Social Network เว็บหนึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดเป็นอันดับ  1  ของโลก  การได้รับความนิยมของ Facebook อาจเนื่องมาจากบน Facebook นั้น  ผู้ใช้งานสามารถใช้เพื่อติดต่อสื่อสารหรือร่วมทำกิจกรรมกับผู้ใช้งานท่านอื่นได้  เช่น  การเขียนข้อความ  เล่าเรื่อง  ความรู้สึก  แสดงความคิดเห็นเรื่องที่สนใจ  โพสต์รูปภาพ  โพสต์คลิปวิดีโอ  แชทพูดคุย  เล่นเกมที่สามารถชวนผู้ใช้งานท่านอื่นมาเล่นกับเราได้  รวมไปถึงทำกิจกรรมอื่น ๆ  ผ่านแอพลิเคชั่นเสริม (Applications)  ที่มีอยู่อย่างมากมาย  ซึ่งแอพลิเคชั่นดังกล่าวได้ถูกพัฒนาเข้ามาเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ แอพลิเคชั่นยังแบ่งออกเป็นหลายหมวดหมู่  เช่น  เพื่อความบันเทิง  เกมปลูกผักยอดนิยม เป็นต้น  หรือไม่ว่าจะเป็นเชิงธุรกิจ  แอพลิเคชั่นของ Facebook ก็มีให้ใช้งานเช่นเดียวกัน  ด้วยเหตุนี้Facebook จึงได้รับความนิยมไปทั่วโลก

สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่มี Facebook ท่านสามารถทำการสมัครใช้งาน Facebook ได้ดังนี้

1

1. เข้าสู่เว็บไซต์ www.facebook.com

2

2. ทำการลงทะเบียนสมัครโดยกรอกชื่อ – นามสกุล  อีเมล์  พาสเวิร์ด  เพศ  วัน  เดือน  ปีเกิด  ให้ครบถ้วนและกดลงทะเบียน

3

3. กรอกรหัสผ่าน  ตามรูปภาพที่กำหนดให้  แล้วกดปุ่มลงทะเบียน

fb-regis3

4. คลิ๊กข้าม

fb-regis4

5. คลิ๊กข้ามขั้นตอนนี้

fb-regis5

6. คลิ๊กข้าม

fb-regis6

7. คลิ๊กข้าม

fb-regis7

8. อัพโหลดรูปภาพประจำตัวแล้วกดบันทึก

fb-regis8

9. ข้อความแจ้งว่าให้ไปที่อีเมล์ เพื่อทำการกดลิงค์ ยืนยันเข้าใช้งาน Facebook

10. หลังจากกดยืนยันในอีเมล์เรียบร้อยแล้ว สามารถเข้าใช้งาน facebook ได้เลยค่ะ

เพียงเท่านี้จะมี Facebook ไว้ใช้งานแล้วค่ะ อย่าลืมมาร่วมเป็น fan กับ Makewebeasy ได้ที่ www.facebook.com/makewebeasy เพื่อรับสิทธิ์พิเศษ ส่วนลดมากมายจ้า

ที่มา : http://www.makewebeasy.com/article/facebook.html

เล่นทวิตเตอร์ด้วย Twhirl

Twhirl เป็นโปรแกรมเล่นทวิตเตอร์ที่เราต้องดาวน์โหลดมาติดตั้งเพิ่มเองภายหลัง  โดยโปรแกรมจะไปปรากฏบริเวณ Taskbar มุมล่างขวามือครับ  เราเรียกโปรแกรมเล่นทวิตเตอร์แบบนี้ว่า Twitter Client ครับ

ยิ่งถ้าเราเคยใช้ MSN Messenger, Gtalk หรือ Yahoo Messenger มาก่อนก็จะรู้สึกคุ้นเคยครับ  จะต่างกันเล็กน้อยก็ตรงที่ Twhirl เป็นโปรแกรมสำหรับทวีตข้อความเข้าทวิตเตอร์  ส่วน MSN, Gtalk และ Yahoo มีไว้แชทกันล้วน ๆ ครับ

Twitter Clients นั้นมีอยู่หลายโปรแกรมครับ ไม่ว่าจะเป็น Twhirl, Spaz, Snitter, jibjib, TwitterFox ฯลฯ  แต่ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันก็เห็นจะหนีไม่พ้นโปรแกรมที่ชื่อ Twhirl ตัวนี้แหละครับ

วิธีติดตั้ง Twhirl

1. เข้าไปที่เว็บไซต์ www.twhirl.org

2. ดาวน์โหลด Adobe AIR มาติดตั้งก่อน

3.  คลิกปุ่ม Download now

4. สำหรับผู้ที่ใช้ Internet Explorer ให้คลิกที่แถบสีเหลืองใต้ Address bar และคลิกเมนู Download File  ดังรูป

5. คลิกที่ Run เพื่อ Download

6. แสดงสถานการณ์ดาวน์โหลดให้รอสักครู่

7. เมื่อดาวน์โหลดเสร็จให้ คลิก Run เพื่อติดตั้ง

8. คลิกที่ปุ่ม I Agree

9. โปรแกรมกำลัง Setup Installing Adobe AIR

10. การติดตั้ง  Adobe AIR  เสร็จเรียบร้อยคลิก Finish

11. เมื่อติดตั้ง Adobe AIR เสร็จ ก็มาถึงขั้นตอนการติดตั้ง Twhirl ให้เข้าไปที่ www.twhirl.org อีกครั้ง  แล้วคลิกที่ twhirl INSTALL NOW ดังรูป

12. แสดงสถานะการติดตั้งTwhirl ให้รอสักครู่

13. คลิกที่ปุ่ม Install

14. คลิกที่ปุ่ม Continue

15. แสดงสถานะการติดตั้ง twhirl อีกครั้ง

16. การติดตั้งเสร็จสมบรูณ์ โปรแกรม Twhirl ปรากฏโฉมให้เห็นแล้ว

วิธีใช้งาน Twhirl

1. ดับเบิ้ลคลิกไอคอน twhirl บนเดสท็อบ

2. เพิ่ม Account twitter ลงในรายการ (list)  โดยการใส่ชื่อ twitter ของเรา => คลิกปุ่มเครื่องหมาย + (ในขั้นตอนนี้สามารถเพิ่ม Account twitter ได้หลายชื่อ)

3. ทำการเชื่อมต่อ  โดยคลิกที่ชื่อ twitter => Connect => ใส่รหัส Password =>Login

4. สามารถใช้ Twhirl โพสและรับข้อความจาก twitter ได้ทันที

ที่มา : http://twitter.kapook.com/twhirl.php

 

Twitter คืออะไร?

Twitter.com เป็นบริการส่งข้อความเป็นประโยคสั้น ๆ ที่คุณส่งไปนั้นจะเป็นการบอกว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่?  ในตอนนั้น  เพื่อเป็นบันทึก  ณ.  ช่วงเวลานั้นว่าคุณทำอะไรอยู่  ลงไปในเว็บไซต์ของ Twitter.com เช่น “กำลังจะกินข้าว” “กำลังจะออกจากบ้าน” เป็นต้น  และเมื่อคุณส่งประโยคสั้น ๆ ไปเรื่อย ๆ ในช่วงเวลาที่คุณมีเวลาและสามารถทำได้  เมื่อกลับมาอ่านมัน  ข้อความทั้งหมด  มันจะก็จะสามารถประติดประต่อ  บอกเรื่องราวว่าคุณทำอะไรไปบ้างช่วงวันหนึ่ง ๆ ซึ่งจะสะดวกกว่าการมานั่งหลังคดหลังแข็งมานั่งเขียนบล็อกทั้งวัน  นี้แหละที่ Twitter.com เลยเข้ามาทดแทนและช่วยให้คนไม่ชอบเขียนบล็อกหันมาใช้บริการพวกนี้เยอะมากขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่มาช่วยให้ Twitter มีประโยชน์และสนุกมากขึ้น  ก็คือ  คุณสามารถติดตาม (Follow)  คนอื่น ๆ ที่เค้าเขียนข้อความลงไปใน Twitter ของเค้าได้  ว่าเค้าคนนั้นกำลังทำอะไรอยู่ โดยเมื่อคุณติดตาม (Follow)  เค้าแล้ว  เมื่อคนนั้นเค้าทำอะไรและพิมพ์อะไรลงไปใน Twitter คุณก็ได้รับข้อความเหล่านั้นด้วยไปพร้อม ๆ กันและก็สามารถติดตามได้ทีละหลาย ๆ คน ซึ่งก็จะทำให้คุณทราบว่าเค้าเหล่านั้นกำลังทำอะไรอยู่ในขณะนั้นทันที  จะเห็นว่า Twitter ก็เริ่มกลายเป็นเครื่องมือในการกระจายข้อมูล (Broadcast)  ของคน ๆ หนึ่ง ไปยังคนหลาย ๆ คนได้ง่าย ๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและที่สำคัญคือ  คุณสามารถส่งข้อความเข้า Twitter ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ง่าย ๆ ผ่าน SMS หรือ WAP โดยเข้าไปที่ http://m.twitter.com ดังนั้นไม่ว่าคุณอยู่ไหนก็ตาม  ที่คุณมีโทรศัพท์มือถือ  คุณก็สามารถส่งข้อความเข้า Twitter ได้ง่าย ๆ

ทีนี้เมื่อมีเพื่อน ๆ ของคุณหรือคนที่คุณรู้จัก  แล้วเค้าเหล่านั้นใช้บริการ Twitter คุณก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนของคุณหรือคนที่คุณอยากติดตาม  เค้ากำลังทำอะไรอยู่  ณ.  ตอนนั้น

Twitter ต่างจาก MSN หรือ Instant Messaging ยังไง?

การใช้พวก Instant Messaging หรือพวกโปรแกรม MSN Messenger, G-Talk จะเป็นโปรแกรมที่เราส่งไปหา “คนที่เรารู้จักอยู่แล้ว” โดยส่วนใหญ่จะเป็น “การถามหรือต้องการคำตอบๆ กลับ” แต่รูปแบบการส่งข้อความของ Twitter จะเป็นการส่งข้อความไปในรูปแบบ “บอกเล่า” มากกว่า  ว่า “ฉันกำลังทำอะไรอยู่” ไม่ต้องการหรือคาดหวังว่าจะมีการตอบกลับจากคนที่รับข้อความ  แต่ถ้าหากคนได้รับข้อความ  แล้วเค้าก็สามารถตอบกลับหาคนที่ส่งมาได้เช่นกัน

ที่มา : http://www.lomtoe.com/twitter

ประวัติและวิวัฒนาการของการถ่ายภาพ

  • วิวัฒนาการของการถ่ายภาพ

ก่อนที่จะมีเทคโนโลยีการถ่ายภาพ  มนุษย์ได้ใช้วิธีการวาดภาพให้เหมือนจริงเพื่อบันทึกความทรงจำและใช้ในการสื่อความหมาย  ซึ่งการวาดภาพให้เหมือนจริงต้องใช้เวลานานและได้ภาพที่ไม่เหมือนจริงตามธรรมชาติ

จนในที่สุดในศตวรรษที่  19  มนุษย์ก็ประสบความสำเร็จในการคิดค้นกระบวนการสร้างภาพจากผลของการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ที่ได้พัฒนาความรู้จากศาสตร์  2  ศาสตร์  คือ  สาขาฟิสิกส์  ได้แก่  เรื่องของแสงและกล้องถ่ายภาพและสาขาเคมี  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฟิล์ม สารไวแสงและน้ำยาสร้างภาพ

กำเนิดกล้องถ่ายภาพชนิดแรก

  • แนวคิดในการถ่ายภาพนั้นเริ่มมาเป็นเวลานานแล้ว  โดยมาจากสมัยพวกชนเผ่าแร่ร่อนในอียิปต์  ซึ่งท่องเที่ยวกลางเต้นท์อยู่ในทะเลทราย  เมื่อถึงเวลาบ่ายแดดร้อนจัดก็หยุดเดินทางเข้าไปพักผ่อนในเต้นท์ซึ่งมืดและได้สังเกตเห็นแสงของดวงอาทิตย์ลอดผ่านรูเต้นท์มากระทบวัตถุแล้วทำให้เกิดเงาเป็นรูปร่างขึ้นที่ผนังอีกด้านหนึ่ง  โดยได้เงาหัวกลับ  ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักหรือกฎเบื้องต้นของการถ่ายรูป
  • เมื่อประมาณ  400  ปี  ก่อนคริสตศักราช  อริสโตเติล  นักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกได้บันทึกไว้ว่าหากเราปล่อยให้ผ่านเข้าไปทางช่องเล็ก ๆ ในห้องมืด  แล้วถือกระดาษขาวให้ห่างจากช่องรับแสงประมาณ  15  เซนติเมตร  จะปรากฏภาพบนกระดาษ  ลักษณะเป็น “ภาพจริงหัวกลับ” แต่ไม่ชัดเจนนัก  สิ่งที่เขาค้นพบนั้นถือว่าเป็นกฎของกล้องออบสคิวร่า (camera obscura เป็นภาษาลาติแปลว่า “ห้องมืด”)  และคงรักษาไว้หลายร้อยปีต่อมา

หลักการของกล้อง camera obscura

  • ค.ศ.1490  ลีโอนาโด  ดาวินชี  นักวิทยาศาสตร์และศิลปินชาวอิตาลี่ได้บันทึกคำอธิบายเกี่ยวกับหลักการทำงานของกล้องออบสคิวร่า  ทำให้ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าใจหลักการทำงานของกล้องมากขึ้น  โดยเฉพาะพวกจิตรกรสนใจนำกล้องไปช่วยในการวาดภาพลอกแบบ  เพื่อให้ได้ภาพในเวลารวดเร็วและมีสัดส่วนเหมือนจริง

จิตรกรสมัยโบราณใช้หลักการ obscura เพื่อช่วยในการวาดภาพ

วิวัฒนาการของกล้อง obscura

สารไวแสงกับการคงสภาพของภาพถ่าย

แม้จะมีการค้นพบหลักการ camara obcura ที่ทำให้ภาพเหมือนจริงมาปรากฏบนฉากได้ตามต้องการมานานกว่า  2,000  ปี  แต่คนในสมัยโบราณไม่สามารถคงสภาพของภาพนั้นให้คงอยู่ได้อย่างถาวร  จนกระทั่งใน  พ.ศ.2370  โจเซฟ  เนียฟ (Joseph Nicéphore Niépce)  ได้ประสบความสำเร็จในการคงสภาพ  เขาใช้แผ่นดีบุกผสมตะกั่วฉาบด้วยสารบิทูเมนถ่ายภาพตึกซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องทำงานในบ้านของเขาที่ด้วยกล้องออบสคูรา  โดยใช้เวลานาน  8  ชั่วโมง  ภาพที่ได้เป็นโพสิตีฟคือ  ส่วนที่ถูกแสงจะเป็นสีจางลงและแข็งตัว  ส่วนที่ไม่ถูกล้างออกจึงเป็นสีดำ  ซึ่งเป็นสีของแผ่นดีบุกผสมตะกั่วนั่นเองภาพถ่ายนี้  นับเป็นภาพถ่ายภาพแรกของโลกที่หลงเหลืออยู่

โจเซฟ  เนียฟและภาพถ่ายภาพแรก

  • ใน  พ.ศ.2369  ดาแกร์ได้เขียนจดหมายติดต่อกับเนียฟถึงเรื่องการค้นคว้าเกี่ยวกับกระบวนการถ่ายภาพของเขาและใน  พ.ศ.2370  ขณะที่เนียฟมีโอกาสเดินทางไปกรุงปารีส  จึงได้ไปพบดาแกร์และพูดคุยเกี่ยวกับการทดลองค้นคว้า  เขาทั้ง  2  ได้ติดต่อกันเรื่อยมา  จนกระทั่งใน  พ.ศ.2372  เขาจึงได้ทำสัญญาร่างหุ้นกัน  เพื่อทำให้กระบวนการเฮลิโอกราฟที่เนียฟคิดค้นสมบูรณ์แบบ  โดยมีกำหนด  10  ปี  แต่ดำเนินการได้เพียง  4  ปี  เนียฟก็ถึงแก่กรรมใน  พ.ศ.2376  ดาแกร์จึงได้ดำเนินหุ้นกับลูกชายของเนียฟต่อไป
  • ใน  พ.ศ.2378  เขาได้สังเกตเห็นเพลทซึ่งเขาถ่ายไว้หลายวันในตู้  มีภาพปรากฏเขาค้นพบต่อมาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น  เป็นผลมากจากไอปรอทของเทอร์โมมิเตอร์ที่แตกหลอดหนึ่ง  แต่ภาพที่ปรากฏนั้น  ยังไม่ถาวรเขาจึงได้ทำการค้นคว้าต่อ  โดยนำกระบวนการเฮลิโอกราฟของเนียฟไปร่วมกับกระบวนการไดโอรามาของเขาต่อมาใน  พ.ศ.2380  เขาก็ได้ประสบความสำเร็จในการทำภาพให้ติดถาวรได้ด้วยการใช้สารละลายเกลือธรรมดา (Common salt)  และเรียกระบวนการนี้ว่าดาแกร์โรไทฟ์ (Daguerreotype)

กล้องดาแกร์โรไทฟ์และภาพที่ถ่ายด้วยกล้องดาแกร์โรไทฟ์

วิลเลียม  เฮนรี  ฟอกซ์  แทลบอต

  • ในเวลาต่อมาวิลเลียม  เฮนรี  ฟอกซ์  แทลบอต (William Henry Fox Talbot)  ชาวอังกฤษได้ค้นพบว่า “เงินคลอไรด์” ( Silver Chloride)  เป็นสารที่มีความไวต่อแสงสว่าง  ซึ่งสามารถฉาบลงบนกระดาษได้  ทำให้ได้กระดาษไวแสงที่จะนำไปอัดภาพ  เขาได้ทดลองนำใบไม้  ขนนก มาวางทับกระดาษไวแสง  พบว่าส่วนที่วัตถุทับอยู่จะเป็นสีขาวแต่ส่วนที่ถูกแสงสว่างจะเป็นสีดำ  เมื่อนำไปล้างในสารละลายเข้มข้นของโซเดียมคลอไรด์  ได้ภาพที่เรียกว่า “ภาพPhotogenic Drawing” ที่มีลักษณะเป็นสีตรงข้ามกับต้นแบบคือ  ขาวเป็นดำและดำเป็นขาวหรือที่เรียกว่า “ภาพเนกาตีฟ” ในปัจจุบัน  ซึ่งแทลบอตใช้เป็นต้นแบบในการอัดภาพ  ภาพต่อ ๆ มาจะเป็นภาพโพสิตีฟ  ฉะนั้นวิธีการของแทลบอตจึงดีกว่ากระบวนการของดาร์แกโรไทพ์ตรงที่สามารถอัดภาพได้หลายภาพตามต้องการ  แต่ก็มีข้อด้อยตรงที่เมื่อเก็บไว้นาน ๆ สีของภาพจะซีดจางลง

  • ระยะต่อมาการถ่ายภาพกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสนใจและผู้ที่ทำให้การถ่ายรูปอยู่ใน ความสนใจของคนทั่วไปมากขึ้นคือ George Eastman เขาได้จัดขายกล้องที่มีฟิล์มม้วนบรรจุอยู่ขึ้นเป็นครั้งแรก  ซึ่งหมายถึงว่า  ผู้ที่ซื้อกล้องจะซื้อกล้องที่มีฟิล์มใส่ไว้เรียบร้อยแล้วและเมื่อถ่ายเสร็จก็ส่งไปให้บริษัทของ Eastman จัดการเปลี่ยนฟิล์มใหม่และล้างอัดขยายภาพจากเนกาทีฟที่ดีให้ด้วย Eastman ตั้งชื่อบริษัทว่า “Kodak” ซึ่งเขาบอกว่าชื่อที่ตั้งนี้ฟังเสียงคล้ายเสียงกดชัดเตอร์ของกล้อง
  • นอกจากนี้ Eastman ยังมีบทบาทที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ  ในปี  ค.ศ.1895  เขาได้เปลี่ยนฟิล์มจากฟิล์มกระดาษธรรมดามาเป็นฟิล์มโปร่งแสงซึ่งทำด้วยเซลลูลอยด์ทำให้ฟิล์มทนทานขึ้นและผู้ถ่ายก็สามารถใส่ฟิล์มได้เอง  การล้างอัดขยายภาพก็กว้างขวางออกไป  โดยมีร้านขายยารับทำหน้าที่นี้ด้วย  จนกระทั่งการถ่ายภาพได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่ประชาชนคนทั่วไป

ส่วนการถ่ายภาพครั้งแรกของประเทศไทย  นั้นเริ่มมีการเข้ามารเผยแพร่ในรัชสมัยของ พระบาทพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่  รัชกาลที่  3

โดยช่างที่เป็นคนแรกของแผ่นสยามนี้  คือ  บาทหลวงปาเลอกัว  ชาวฝรั่งเศส

นายโหมด  อมาตยกุล

แต่ถ้าจะนับเอาแต่ชาวไทยแท้ ๆ นั้น  ก็จะได้แก่  นายโหมด  อมาตยกุลหรือพระยากระสาปน์กิจโกศล  เป็นช่างภาพคนแรกของสยามประเทศ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เป็นสมัยที่การถ่ายภาพเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมากมาย  ทั้งนี้เป็นเพราะพระองค์ทรงโปรดการถ่ายภาพมากที่สุด  พระองค์ทรงมีกล้องถ่ายภาพประจำพระองค์และทรงบันทึกภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในพระราชกรณียกิจเป็นประจำ  เช่น  ภาพข้าราชการประชาชนพลเมืองที่มาเฝ้าชมพระบารมี  ตลอดจนปูชนียสถานทิวทัศน์ที่สวยงาม

ภาพร้านถ่ายภาพแถวเจริญกรุง

ต่อมาในสมัยพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  การถ่ายภาพได้เปลี่ยนไปจากการใช้ฉากหลังเรียบ ๆ มาใช้ฉากรูปวิว  ป่าไม้  สวนดอกไม้  ท้องพระโรงหรือห้องรับแขกที่จัดไว้อย่างหรูหรา  หลังจากนั้นได้มีการนำไฟแฟลชมาใช้ถ่ายภาพ  ทำให้การถ่ายภาพไม่จำกัดเวลาเฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น

นับแต่นั้นมาการถ่ายภาพได้เป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วทุกวงการและเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว  ทั้งภาพขาวดำและภาพสี  มีการนำเทคนิคและวิธีการใหม่ ๆ มาใช้กันมากขึ้น  คนส่วนมากสนใจและให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพ  ในการดำรงชีวิตประจำวันเป็นอย่างมากจนปัจจุบัน

สำหรับครั้งหน้าเราจะยังเจาะลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์กันต่อ  เราจะพาคุณไปรู้จักผู้ที่คิดค้นประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพอันแรกและผู้ที่ประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพยนตร์กัน  อย่าลืมติดตามกันได้ที่นี่

ที่มา : http://www.learners.in.th/blogs/posts/361505

ที่มา : http://www.nangdee.com/webboard/viewtopic.php?t=4

World Wide Web คืออะไร

World Wide Web หรือที่เรามักเรียกสั้น ๆ ว่า Web หรือ W3 (WWW)  คือ  คอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งบนอินเตอร์เน็ตที่ถูกเชื่อมต่อกันในแบบพิเศษที่ทำให้คอมพิวเตอร์เหล่านั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลเนื้อหาที่เก็บไว้ภายในของแต่ละเครื่องได้ (กลายเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่)  โดยผ่านทาง บราวเซอร์ (Browser)  ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อ่านและตอบโต้ข้อมูล ต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน World Wide Web โดยเฉพาะบราวเซอร์ที่พบเห็นได้มากที่สุดในปัจจุบัน  ได้แก่ Internet Explorer ของ และ Firefox

การนำเสนอข้อมูลในระบบ WWW (World Wide Web)  พัฒนาขึ้นมาในช่วงปลายปี  1989  โดยทีมงานจากห้องปฏิบัติการทางจุลภาคฟิสิกส์แห่งยุโรป (European Particle Physics Labs)  หรือที่รู้จักกันในนาม CERN (Conseil European pour la Recherche Nucleaire)  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และได้มีการพัฒนาภาษาที่ใช้สนับสนุนการเผยแพร่เอกสารของนักวิจัยหรือเอกสารเว็บ (Web Document)  จากเครื่องแม่ข่าย (Server)  ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในระบบ WWW เรียกว่า  ภาษา HTML (HyperText Markup Language)

การเผยแพร่ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต  ผ่านสื่อประเภทเว็บเพจ (WebPage)  เป็นที่นิยมกันอย่างสูงในปัจจุบัน  ไม่เฉพาะข้อมูลโฆษณาสินค้า  ยังรวมไปถึงข้อมูลทางการแพทย์  การเรียน งานวิจัยต่าง ๆ เพราะเข้าถึงกลุ่มผู้สนใจได้ทั่วโลก  ตลอดจนข้อมูลที่นำเสนอออกไป  สามารถเผยแพร่ได้ทั้งข้อมูลตัวอักษร  ข้อมูลภาพ  ข้อมูลเสียงและภาพเคลื่อนไหว  มีลูกเล่นและเทคนิคการนำเสนอที่หลากหลาย  อันส่งผลให้ระบบ WWW เติบโตเป็นหนึ่งในรูปแบบบริการที่ได้รับความนิยมสูงสุดของระบบอิน

ลักษณะเด่นของการนำเสนอข้อมูลเว็บเพจ  คือ  สามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังจุดอื่น ๆ บนหน้าเว็บได้  ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บอื่น ๆ ในระบบเครือข่ายอันเป็นที่มาของคำว่า HyperText หรือข้อความที่มีความสามารถมากกว่าข้อความปกตินั่นเอง  จึงมีลักษณะคล้ายกับว่าผู้อ่านเอกสารเว็บ  สามารถโต้ตอบกับเอกสารนั้น ๆ ด้วยตนเอง  ตลอดเวลาที่มีการใช้งานนั่นเอง

ด้วยความสามารถดังกล่าวข้างต้น  จึงมีผู้ให้คำนิยาม Web ไว้ดังนี้

“World Wide Web as a global, interactive, cross-platform, distributed, graphical hypertext information system that runs over the Internet.”

  • The Web is a Graphical Hypertext Information System.

การนำเสนอข้อมูลผ่านเว็บ เป็นการนำเสนอด้วยข้อมูล ที่สามารถเรียก หรือโยงไปยังจุดอื่น ๆ ในระบบกราฟิก  ซึ่งทำให้ข้อมูลนั้นๆ มีจุดดึงดูดให้น่าเรียกดู

  • The Web is Cross – Platform.

The Web doesn’t care about user-interface wars between companies, such as UNIX, Windows 3.11, Windows 95, Windows NT, System 6/7 of Macintosh. ข้อมูลบนเว็บไม่ยึดติดกับระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS)  เนื่องจากเป็นข้อมูลนั้น ๆ ถูกจัดเก็บเป็น Text File ดังนั้นไม่ว่าจะถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ OS เป็น Unix หรือ Windows NT ก็สามารถเรียกดูจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้ OS ต่างจากคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องแม่ข่ายได้

  • The Web is Distributed.

The information is distributed globally across thousands of different sites. ข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  มีปริมาณมากจากทั่วโลกและผู้ใช้จากทุกแห่งหน  ที่สามารถต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ตได้  ก็สามารถเรียกดูข้อมูลได้ตลอดเวลา  ดังนั้นข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ต  จึงสามารถเผยแพร่ได้รวดเร็วและกว้างไกล

  • The Web is interactive.

The Web is interactive by nature.  การทำงานบนเว็บเป็นการทำงานแบบโต้ตอบกับผู้ใช้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว  ดังนั้นเว็บจึงเป็นระบบ Interactive ในตัวมันเอง  เริ่มตั้งแต่ผู้ใช้เปิดโปรแกรมดูผลเว็บ (Browser)  พิมพ์ชื่อเรียกเว็บ (URL : Uniform Resource Locator)  เมื่อเอกสารเว็บแสดงผลผ่านเบราเซอร์  ผู้ใช้ก็สามารถคลิกเลือกรายการหรือข้อมูลที่สนใจ  อันเป็นการทำงานแบบโต้ตอบไปในตัวนั่นเอง

การใช้โปรแกรมประเภทนี้จะต้องมีโปรแกรมลูกหรือ Browser ที่สามารถทำให้ผู้ใช้ สามารถมองเห็นภาพหรือข้อมูลแบบต่าง ๆ โปรแกรมประเภทนี้ได้แก่ MS Internet Exploror, Mosaic, Netscape, Cello เป็นต้น

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/Patompong/2008/11/16/entry-2

เว็บไซต์แรกของโลก

 

 

คุณรู้ไหม..เวบไซต์แรกของโลกคือเวบอะไร?  ลองเปิดไปนี่สิครับ http://info.cern.ch  ประโยคแรกบนจอที่คุณเห็นคือ Welcome to info.cern.ch the website of the world’s first-ever web server ครับผม  นี่คือ  เว็บไซต์แรกของโลก

http://info.cern.ch เปิดตัวครั้งแรกบนโลกไซเบอร์เมื่อวันที่  6  สิงหาคม  2534  เว็บไซต์นี้ สร้างโดยเซอร์ทิโมที  จอห์น  เบอร์เนิร์ส – ลี (Sir Timothy John Berners – Lee, OM, KBE, FRS, FREng, FRSA)  ซึ่งคนทั้งโลก (กระมัง)  รู้จักในนามทิม  เบอร์เนิร์ส – ลี  ผู้คิดและพัฒนาระบบ เวิลด์ไวด์เว็บ (WorldWideWeb หรือ www)  เป็นคนแรกของโลก

ทิม  เบอร์เนิร์ส – ลี

ทิม  เบอร์เนิร์ส – ลี  เกิดในกรุงลอนดอน  ประเทศอังกฤษ  เป็นบุตรของนายคอนเวย์  เบอร์เนิร์ส – ลี  และนางแมรี  ลี  วูดส์  2  นักคณิตศาสตร์  ผู้อยู่ในทีมสร้างคอมพิวเตอร์ “แมนเชสเตอร์ มาร์ก  1” ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ยุคแรกของโลก

ช่วงเดือนมิถุนายน – ธันวาคม  2523  ทิม  เบอร์เนิร์ส – ลี  ทำงานเป็น Freelance อยู่ที่เซิร์น (Cern หรือ European Organization for Nuclear Research)  และเขาเสนอโครงการ “ข้อความหลายมิติ” (Hypertext)  ขึ้นเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างนักวิจัยด้วยกัน  โดยมีการเริ่มสร้างระบบต้นแบบไว้แล้ว  ในชื่อ ENQUIRE

ทั้งนี้ในปี  2532  เซิร์น  ถือเป็นศูนย์อินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและเบอร์เนิร์ส – ลีได้เล็งเห็นโอกาสในการใช้ “ข้อความหลายมิติ” ผนวกเข้ากับอินเทอร์เน็ต

เขาเขียนไว้ในข้อเสนอโครงการของเขาเมื่อเดือนมีนาคม  2532  ว่า “…ผมเพียงเอาความคิดเรื่องข้อความหลายมิตินี้เชื่อมต่อเข้ากับความคิด “ทีซีพี” และ “DNS” และเท่านั้นก็จะได้ “เวิลด์ไวด์เว็บ…”

ในปี  2533  โรเบิร์ต  ไคลิยู  ก็เข้ามาช่วยปรับร่างโครงการให้  ซึ่งเบอร์เนิร์ส – ลี  ได้ใช้ความคิดเดียวกับระบบเอ็นไควร์มาใช้สร้างเวิลด์ไวด์เว็บโดยได้ออกแบบและสร้างเว็บเบราว์เซอร์และเอดิเตอร์ตัวแรก  เรียกว่า WorldWideWeb และพัฒนาด้วย NEXTSTEP เรียกว่า httpd  ซึ่งย่อมาจาก HyperText Transfer Protocal Deamon

คอมคู่ชีพเครื่องแรกของทิม เบอร์เนิร์ส-ลี

 ประวัติศาสตร์อินเตอร์เน็ต  บันทึกไว้ว่าเว็บไซต์แรกสุดที่เซิร์นนำขึ้นออนไลน์เมื่อวันที่  6  สิงหาคม  2534  โดยให้คำอธิบายว่าเวิลด์ไวด์เว็บคืออะไร  การที่จะเป็นเจ้าของเบราว์เซอร์ทำได้อย่างไร  และจะติดตั้งเว็บเซิร์บเวอร์ได้อย่างไร

จากนั้นเบอร์เนิร์ส – ลี  ก็ให้ความคิดแก่ทุกคนและทุกองค์กรโดยไม่คิดมูลค่า  เขาไม่เคยจดทะเบียนลิขสิทธิ์การค้นคิดของเขาเลย  รวมทั้งไม่เรียกค่าตอบแทนหรือรางวัลอื่นใดจากใคร  นอกจากเงินเดือนปกติ  ดังนั้นกลุ่มบริษัทเวิลด์ไวด์เว็บจึงตัดสินใจไม่คิดมูลค่าใด ๆ จากการนำมาตรฐานของกลุ่มบริษัทไปใช้  เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกรายยอมรับมาตรฐานเดียวกันได้บนพื้นฐานทางเทคโนโลยี  ไม่ใช่พื้นฐานค่าสิขสิทธิ์ถูกหรือแพง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่ในปี  2548  ทิม  เบอร์เนิร์ส – ลี  ได้รับยกย่องจากนิตยสาร Time ให้เป็น  1  ใน  100  บุคคลที่ทรงอิทธิพลของศตวรรษที่  20

นอกจากนั้นในวันที่  13  มิถุนายน  2550  เขาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายหน้า  จากสมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่  2  เป็นการส่วนพระองค์ (ทิมจึงมีคำว่า “เซอร์” น้ำหน้าชื่อ)  ซึ่งนับถึงวันนี้  คนที่ได้รับเครื่องราชนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่มีเพียง  24  คนเท่านั้น

ที่มา : http://blog.eduzones.com/yukiokung/1389