Archive | ธันวาคม 2012

ประวัติเครื่องโทรสาร

ขอย้อนเวลาไปเมื่อปี  ค.ศ.1843 – 1846  หรือพ.ศ.2383 – 2386  นักประดิษฐ์ช่างซ่อมนาฬิกาและวิศวกรชาวสก๊อตแลนด์  นามว่า Alexander Bain

Alexander_Bain

Alexander Bain

ได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการสร้างเอกสารทางไกลที่เหมือนต้นฉบับได้และตั้งชื่อสิ่งนั้นว่า Facsimile machine

220px-Bain_improved_facsimile_1850

Bain’s improved facsimile 1850

ซึ่งตอนนั้นเอกสารมีคุณภาพแย่มาก และใช้เวลาผลิตเอกสารนานมาก  จนกระทั้งได้มีนักฟิสิกส์ชาวอิตาลี  นามว่า Giovanni Caselli

175px-Giovanni_Caselli

Giovanni Caselli

ได้พัฒนาและสร้าง Pantelegraph ขึ้นมา  และเริ่มเปิดให้บริการธุรการส่งเอกสารทางไกล ระหว่างกรุงปารีสถึงเมืองลียง  ประเทศฝรั่งเศส  ขึ้นครั้งแรก

220px-Pantelegraph

Pantelegraph

220px-Pantelegraph_tinfoil_mechanism

Caselli’s pantelegraph mechanism

ซึ่งภายหลังมีผู้พัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารทางไกลผ่านเครื่องโทรสารเกิดขึ้นมากมาย  ทำให้คุณภาพของเอกสารดีขึ้นและยังใช้เวลาในการส่งน้อยลงอย่างมาก

ภายหลังการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีนี้  ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้คนมากมาย  เพราะช่วยลดต้นทุนของผู้ส่งสารและผู้รับสารได้เป็นอย่างมาก  จึงมีผู้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้มากมายอย่างรวดเร็ว

ที่มา : http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=208322

Advertisements

กำเนิดประกันสังคม

การประกันสังคมเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศเยอรมนี  ตั้งแต่สมัยท่านอัครมหาเสนาบดี อ๊อตโต  ฟอน  บิสมาร์ค (Chancellor Otto von Bismarck)  เป็นผู้ปกครองเยอรมนีช่วงปลายศตวรรษที่  19  ท่านได้รับแรงบันดาลใจจากจักรพรรดิวิลเลี่ยมที่  1  แห่งเยอรมนีผู้ซึ่งได้มีจดหมายฉบับหนึ่งถึงรัฐสภามีใจความว่า

“…บุคคลใดไม่สามารถทำงานได้อันเป็นผลมาจากความชราภาพและทุพพลภาพย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องการดูแลจากรัฐได้…”

ท่านบิสมาร์คทราบความดังกล่าวเข้าอีกทั้งตอนนั้นเป็นช่วงหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม  เยอรมนีรู้ตัวว่าสภาพเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของตนเองล้าหลังกว่าอังกฤษและ ฝรั่งเศสมาก  ทั้งยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย  เช่น  กลุ่มแรงงานกินค่าจ้างไม่มีความมั่นคงทางรายได้ รวมถึงเกรงว่าแนวคิดสังคมนิยมจะครอบงำลูกจ้าง  ทุกอย่างมันรุมเร้าบีบคั้น  ท่านบิสมาร์คปวดหัวมากจึงคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้วและได้ปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าฉันต้องสร้างพื้นฐานความกินดีอยู่ดีให้กับแรงงานจะได้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของเยอรมนีให้ไปแข่งขันกับเพื่อนบ้านเมืองผู้ดีและเมืองน้ำหอมได้ ในที่สุดจึงมาลงเอยด้วยการออกแบบเครื่องมืออันหนึ่งที่เรียกว่า “การประกันสังคม (Social Insurance)”

เยอรมนีได้ใช้การประกันสังคมนี้เป็นวิธีการหลักในการสร้างความมั่นคงทางสังคม (Social Security)  ให้กับประเทศตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน  โดยในช่วงแรกเขาบังคับเก็บเงินสมทบ  3  ฝ่ายจากลูกจ้าง  นายจ้างและรัฐบาล  ให้สิทธิประโยชน์  4  เรื่องหลัก ๆ ได้แก่  การประกันสุขภาพ การประกันการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน  การประกันชราภาพและการประกันทุพพลภาพและนี่ได้กลายเป็นแม่แบบให้ประเทศอื่น ๆ ทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกาเอาตามกันเป็นแถวในเวลาต่อมา

ประเทศเยอรมนีได้พัฒนาวิธีการประกันสังคมอย่างต่อเนื่องและครบถ้วน  หัวใจสำคัญของระบบประกันสังคมของเยอรมนี (และของทุก ๆ ประเทศ)  ก็คือ  การเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข (Solidarity)  ซึ่งหมายถึง  การที่ทุกคนในระบบประกันสังคมแบกรับภาระร่วมกัน  จึงทำให้เกิดการสร้างการเฉลี่ยความเสี่ยงระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ เช่น  คนเจ็บป่วยกับคนสุขภาพดี  คนแก่กับคนหนุ่มสาว  คนมีครอบครัวกับคนโสดหรือคนรวยกับคนจน  เป็นต้น

หลักการพื้นฐานที่สำคัญอีกประการ  ก็คือ  หลักการจ่ายเงินสมทบโดยนายจ้างและลูกจ้างเป็นผู้มีหน้าที่หลักในการจ่าย  ใช้เงินเดือนหรือรายได้ของลูกจ้างเป็นฐานในการหักเงินสมทบ  ส่วนรัฐบาลจะอุดหนุนบางกรณี  ซึ่งระดับการได้รับประโยชน์ทดแทนก็จะขึ้นอยู่กับการส่งเงินสมทบ คิดง่าย ๆ ก็คือ  ถ้าจ่ายเงินสมทบมากก็มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนมาก  นอกจากนี้ยังมีการกระจายอำนาจให้หน่วยงานในสังกัดสามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างอิสระเพื่อลดภาระของรัฐและให้กองทุนประกันสังคมมีสถานะเป็นบริษัทสามารถบริหารทั้งงานและเงินได้อย่างเต็มที่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง

ถามว่าใช้ประกันสังคมเพื่อสร้างความมั่นคงทางสังคม  แล้วความมั่นคงทางสังคมมีความสำคัญมากขนาดไหน?  ก็ถึงขั้นถูกบรรจุให้เป็นสิทธิพื้นฐานประการหนึ่งที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศ  เป็นสถาบันทางสังคมที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชาวเยอรมัน  ปัจจุบันชาวเยอรมันได้รับความคุ้มครองภายใต้ระบบประกันสังคมประมาณ  90%  นอกจากนี้รายจ่ายด้านสวัสดิการของเยอรมนียังสูงถึง  27.6%  ของ GDP ขณะที่อภิมหาอำนาจอย่างอเมริกาใช้แค่  16.2%  เท่านั้น  นี่แหละที่ทำให้เยอรมนีกล้าเรียกตัวเองว่าเป็น “รัฐสวัสดิการ (Welfare State)” ได้อย่างไม่อายใคร

ปัจจุบันนี้สิทธิประโยชน์หลัก ๆ ภายใต้ระบบประกันสังคมของเยอรมนีมีอยู่ด้วยกัน  5  ประการ  ได้แก่  การประกันสุขภาพ (รวมถึงกรณีคลอดบุตร)  การประกันบำนาญ (รวมทั้งกรณีทุพพลภาพและกรณีชราภาพ)  การประกันว่างงาน  การประกันอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงานและการประกันสุขภาพระยะยาว

หลายคนคงมีคำถามเหมือนกับผมว่าสิทธิประโยชน์ประกันสังคมของเยอรมนีมันจะดีสักแค่ไหน  ผมเองไปศึกษาดูแล้วก็รู้สึกทึ่ง  เพราะเขาให้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ยกตัวอย่างกรณีบำนาญชราภาพก็แล้วกัน  สูตรการคิดบำนาญค่อนข้างยุ่งยาก  แต่สรุปง่าย ๆ ก็คือ  ผู้ประกันตนจะได้รับบำนาญเมื่ออายุ  65  ปี  ในอัตราประมาณ  70%  ของรายได้เฉลี่ยตลอดการทำงาน  จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าส่งเงินสมทบมากแค่ไหน  นานแค่ไหน  ถ้าจะรับแบบเต็ม ๆ ก็ต้องจ่ายเงินสมทบ  45  ปี  ส่วนใครจะเกษียณก่อนก็ไม่ว่ากันแต่ต้องอายุไม่ต่ำกว่า  63  ปีและต้องยอมถูกหักเงินตามสัดส่วน

นั่นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง  ท่านคงเริ่มรู้สึกอิจฉาคนเยอรมันแล้วใช่ไหมครับ  แต่ขอให้ฟังผมสักนิด  เราอย่าเอาเลขดังกล่าวมาเปรียบกับระบบประกันสังคมของประเทศไทย  เพราะสิ่งที่จะต้องยอมรับและเข้าใจก็คือ  การจะให้สิทธิประโยชน์ได้สูงขนาดนั้น  ลูกจ้างและนายจ้างต้องยอมจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมในอัตราสูงถึง  19.5%  และ  19.92%  ตามลำดับ  คือ  จ่ายรวมกันเกือบ  40%  ของรายได้ลูกจ้าง  โดยรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินอุดหนุนบางส่วน  เห็นไหมครับว่ามันต่างกับประเทศไทยมากจนเทียบไม่ได้  ซึ่งแน่นอนการที่เก็บเงินสมทบในอัตราที่สูงเท่ากับมีต้นทุนสูง  ก็ย่อมสามารถให้สิทธิประโยชน์ในอัตราที่สูงได้ด้วย

อย่างไรก็ตามใช่ว่าระบบประกันสังคมเยอรมนีจะโรยด้วยกลีบกุหลาบไปเสียทั้งหมด  เพราะในช่วงศตวรรษที่  21  นี้  ประเทศเยอรมนีได้ประสบกับปัญหาสำคัญหลายประการ  เช่น  คนแก่จะเพิ่มมากขึ้น  แถมยังไม่ค่อยมีเด็กเกิดอีก  รวมทั้งแนวโน้มการเปลี่ยนรูปแบบของตลาดแรงงาน ทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างระบบประกันสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว

ทั้งหมดนี้ทำให้เยอรมนีเร่งหากลยุทธ์ต่าง ๆ ออกมาต่อกรกับปัญหาดังกล่าว  โดยมาตรการที่ถูกนำมาใช้  เช่น  การควบคุมรายจ่ายด้านสุขภาพ  การช่วยเหลือทางภาษีสำหรับโครงการประกันชราภาพในภาคเอกชน  การเพิ่มอายุเกษียณจาก  65  ปี  เป็น  67  ปี  หรือโครงการช่วยหางานให้ลูกจ้างผู้สูงอายุ  เป็นต้น  เพื่อให้ระบบมีภูมิคุ้มกันต่อแรงกดดันทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ที่มา ; http://tanitsan.exteen.com/20101110/entry

กำเนิดยุวกาชาด

24  มิถุนายน  พ.ศ.2402

ณ  หมู่บ้านซอลเฟริโน  ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี  กองทหารของประเทศอิตาลีและฝรั่งเศสได้ทำการสู้รบอย่างรุนแรงกับกองทหารของออสเตรีย

อังรี  ดูนังต์  หนุ่มชาวสวิสได้เดินทางป่านมาใกล้ ๆ กับเมืองคาสติกลิโอนี  เพื่อจะเข้าเฝ้าฯ  นโปเลียนที่  3  จักรพรรติแห่งฝรั่งเศสและเขาได้เห็นสงครามที่นองเลือกผู้คนจำนวนนับพันต้อง บาดเจ็บล้มตาย  โดยไม่มีใครสนใจ  พวกเขาบาดเจ็บล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง ซึ่งน่าจะมีหนทางที่จะพอช่วยเหลือคนพวกนี้ได้บ้าง

จากการที่ได้เห็นสภาพที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ  อังรี  ดูนังต์  จึงได้ลงมือให้ความช่วยเหลือทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อน  นับว่าเป็นโชคดีของเขาที่มีพวกชาวบ้านให้ความร่วมมือช่วยกันนำทหารที่บาดเจ็บทุกคนเข้ามารักษาตัวในโบสถ์แห่งหนึ่ง  โดยไม่เลือกว่าเป็นทหารของอิตาลี  ฝรั่งเศสหรือออสเตรีย  เป็นจำนวนมากกว่า  1,000  คน

เพียงแค่  3  วัน  ที่เขาได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์แห่งภาวะสงคราม  อังรี  ดูนังต์  ได้รัดสินใจเปลี่ยนวิถีของเขา  นั่งเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเพื่อเรียกร้องให้นานาประเทศมีการจัดตั้งหน่วยงานที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้บาดเจ็บจากภัยสงครามโดยได้รับการรับรองจากรัฐบาลนั้น ๆ ด้วย  หนังสือที่ อังรี  ดูนังต์  เขียนขึ้นนั้นได้สร้างความสนใจแก่บุคคลทั่วไปและทำให้ชาวเจนีวา  4  คน  คือ  นายพลดูฟูร์  ดร.แอปเปีย  ดร.โมนัวร์  และนักกฎหมายมอยนิเยร์  ประกาศสนับสนุนแนวคิดของอังรี  ดูนังต์

เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.2406  บุคคลทั้ง  5  ได้มาประชุมร่วมกันและก่อตั้งคณะบุคคลขึ้นโดยต่อมามีชื่อว่า “คณะกรรมการกาชาดสากล” (ปัจจุบันเรียก “คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ”)  ปี  พ.ศ.2407  อนุสัญญาเจนีวาข้อแรกมีส่วนทำให้สภาพของทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากภัยสงครามดี ขึ้นและได้รับการยอมรับรวมทั้งสัญลักษณ์ “กากบาทแดงบนพื้นขาว”

ในปี  พ.ศ.2413 – 2414  ได้เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซีย  กาชาดมีอาสาสมัครกว่า  150  คน  ช่วยทำงานอยู่ท่ามกลางสนามรบ  พวกเขาเหล่านั้นร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วยความพร้อมเพรียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

จากนั้นมาก็มีสงครามเกิดขึ้นอีกหลายครั้งและมีความรุนแรงเท่าเทียมกันเช่นปี  พ.ศ.2442  เกิดสงครามมัวว์ขึ้นในทรานซ์วาลล์  หน่วยกาชาดก็ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเช่นกัน

ในปี  พ.ศ.2442  กฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้แผ่ขยายคุ้มครองไปถึงการสู้รบทางทะเลอีกด้วย

เมื่อสงครามโลกครั้งที่  1  พ.ศ.2457  การสู้รบไม่ได้พัวพันอยู่เฉพาะกับกองทหารเท่านั้น  แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงพลเรือนอีกด้วย  การกาชาดได้ให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและป่วยไข้เป็นจำนวนถึง  45,000  คน

ภายหลังสงครามยุติลง  กาชาดสากลก็ได้เจรจาตกลงระหว่างผู้แทนของแต่ละประเทศจักส่งเชลยศึกกลับประเทศของตนจำนวน  500,000  คน

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่  1  ศูนย์ค้นหาและติดตามผู้สูญหายของกาชาดสากล  ซึ่งต่อตั้งขึ้นในปี  พ.ศ.2413  ได้มีการจัดทำบัตรจำนวนถึง  18,000  ใบต่อวัน  เพื่อบันทึกข้อมูลและส่งข่าวสารไปยังครอบครัวของเชลยศึกและผู้สูญหาย

ในปี  พ.ศ.2462  ได้มีการก่อตั้งสันนิบาตสภากาชาดสหพันธ์นานาชาติของกาชาดสากลและสภาซีกวงเดือนแดงขึ้น (ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามใช้เครื่องหมายซีกวงเดือนแดงแทนเครื่องหมายกากบาทแดง)  มีหน้าที่

– ให้การสนับสนุนการก่อตั้งสภากาชาดของประเทศต่าง ๆ และให้การช่วยเหลือในการพัฒนากิจกรรมการกาชาด

– ประสานงานด้านการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ

– ช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัย

– ส่งเสริมและสนับสนุนหลักการและอุดมการณ์ของการกาชาดระหว่างเกิดสงครามโลกครั้งที่  2  ปี  พ.ศ.2482 – 2488  มีผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์จำนวนมากมาย  เพื่อเป็นการสนองความต้องการแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ทางหนึ่งก็คือกาชาดได้จัดเรือเดินทะเลจำนวน  40  ลำ  ช่วยลำเลียงเชลยศึกให้เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม

ไม่เพียงแต่ให้การดูแลผู้บาดเจ็บและให้ความคุ้มครองแก่เชลยศึกเท่านั้น  กาชาดสากลยังได้พยายามแจ้งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้แก่ครอบครัวของเชลยศึกที่ถูกกักกันอยู่และบุคคลพลเรือนที่พลัดพรากจากกันในระหว่างที่เกิดสงคราม

ตัวแทนของศูนย์ฯ  ในกรุงเจนีวาต้องใช้คนถึง  3,000  คน  ช่วยกันถอดข้อความและแจ้งข่าวสารซึ่งวันหนึ่ง ๆ มีข้อความส่งเข้ามา  50,000 – 60,000  ข้อความและมักจะเขียนบนเศษกระดาษซึ่งอ่านยาก

ที่กรุงเจนีวาในวันหนึ่ง ๆ จะมีห่อพัสดุที่ถูกส่งมาจากทุกสารทิศทั่วโลกจนกองเป็นภูเขาซึ่งคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศได้จัดส่งสิ่งของเหล่านั้นไปให้แก่เชลยศึกระหว่างปี  พ.ศ.2483 – 2487  จำนวนถึง  20  ล้านชิ้น

เมื่อสงครามยุติลง  อาสาสมัครของกาชาดยังคงทำน้าที่ต่อไปอีกหลายปีในประเทศที่แพ้สงคราม  เช่น  เยอรมัน  ฝรั่งเศส  โปแลนด์และญี่ปุ่น  ผลปฏิบัติของกาชาดเป็นที่น่าพอใจในประเทศฮังการี  ไซปรัส  เอลซาวาดอร์  นิคารากัว  คองโก  ไนจีเรีย  เวียดนาม  เขมร  ไทยและเลบานอน

ทั้งหมดนี้ต้องขอขอบคุณ “อนุสัญญาเจนีวา  ปี  พ.ศ.2492” ซึ่งให้ความคุ้มครองแก่เหยื่อสงคราม

ปี  พ.ศ.2520  ได้มีการเพิ่มเติมในอนุสัญญาเจนีวาสนธิสัญญานี้  เป็นการกระทำเพื่อสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นผลดีต่อทหารที่ได้รับบาดเจ็บ  พวกเรืออับปาง  เชลยศึกและประชาชนพลเมืองทั่วไป

ยามสงบ

กองทัพสันติภาพซึ่งประกอบด้วยชาย  หญิง  จำนวน  250  ล้านคน  พร้อมที่จะบริการให้ความช่วยเหลือทั่วโลกตลอดเวลา  ทั้งกลางวันและกลางคืน  อาสาสมัครกาชาดและสภาซีกวงเดือนแดงจากทั่วโลกจะได้รับการฝึกอบรมให้ปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ

ที่ใด

เกิดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว  ภูเขาไฟระเบิด  น้ำท่วมและพายุไซโคลน  ซึ่งทำให้ประชาชนเป็นพัน ๆ คน  ต้องไร้ที่อยู่อาศัยและอีกจำนวนมากต้องบาดเจ็บล้มตาย  กาชาดมีหน้าที่ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์นั้น  โดยมี “สหพันธ์สภากาชาดและสภาซีกวงเดือนแดงระหว่าประเทศ” เป็นผู้ประสานงาน

ผู้อพยพลี้ภัยจากการสู้รบและภัยพิบัติทางธรรมชาติ  กาชาดมีหน้าที่ แจกจ่ายอาหาร  จักหาที่พักช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหล่านั้น

กาชาดสากล  ประกอบด้วย

– สภากาชาดของประเทศต่าง ๆ

– สันนิบาตสภากาชาด (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “สหพันธ์สภากาชาดและสภาซีกวงเดือนแดงระหว่างประเทศ IFRC.)

– คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศมีการประชุมทุก ๆ 4  ปี  เป็นการประชุมระดับนานาชาติซึ่งกำหนดขึ้นตามสนธิสัญญาเจนีวา

ปี  พ.ศ.2508  ได้มีการกำหนดหลักการกาชาด  7  ข้อ  ซึ่งเป็นรากฐานของกิจกรรมกาชาดทั้งหลายอันได้แก่

– มนุษยธรรม

– ความไม่ลำเอียง

– ความเป็นกาลาง

– ความเป็นอิสระ

– บริการอาสาสมัคร

– ความเป็นเอกภาพ และ

– ความเป็นสากล

ด้วยอุดมการณ์ของการกาชาดทุกแห่งหนทีมีทุกข์ภัย  กาชาดจะเข้าไปให้การช่วยเหลือด้วยความร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของอาสาสมัครกาชาดหญิง  ชาย  ได้สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บุคคลทั่วไป

ที่มา : http://www.dev.mtk.ac.th/catalog.php?idp=12

ประวัติการประดิษฐ์บาร์โค้ด

รหัสแท่ง ๆ เป็นลายเส้นตรง ๆ มีตัวเลขกำกับอยู่ด้านล่างที่มักปรากฏบนปกหนังสือหรือสินค้าแทบทุกชนิดบนโลกใบนี้หรือที่เรียกกันว่า “บาร์โค้ด” (barcode)  มีประวัติความเป็นมาอย่างไรวันนี้ผมจะพาย้อนอดีตไปรู้จักกับการประดิษฐ์บาร์โค้ด  รหัสแท่งมหัศจรรย์กัน

เจ้าสัญลักษณ์คุ้นตาที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้อย่างน่ามหัศจรรย์นี้  ได้มีการออกสิทธิบัตรเมื่อวันที่  7  ตุลาคม (พ.ศ.2495)

บาร์โค้ด  คืออะไร

บาร์โค้ด (barcode)  หรือในภาษาไทยเรียกว่า “รหัสแท่ง”คือ  การแทนข้อมูลที่เป็นรหัสเลขฐานสอง (Binary codes)  ในรูปแบบของแถบสีดำและขาวที่มีความกว้างของแถบที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับตัวเลขที่กำกับอยู่ข้างล่าง  การอ่านข้อมูลจะอาศัยหลักการสะท้อนแสง  เพื่ออ่านข้อมูลเข้าเก็บในคอมพิวเตอร์โดยตรงไม่ต้องผ่านการกดปุ่มที่แป้นพิมพ์  ระบบนี้เป็นมาตรฐานสากลที่นิยมใช้กันทั่วโลก  การนำเข้าข้อมูลจากรหัสแถบของสินค้าเป็นวิธีที่รวดเร็วและความน่าเชื่อถือได้สูงและให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้งานได้ดี

ทั้งนี้เทคโนโลยีบาร์โค้ดถูกนำมาใช้ทดแทนในส่วนการบันทึกข้อมูล (Data Entry)  ด้วยคีย์บอร์ด  ซึ่งมีอัตราความผิดพลาดอยู่ประมาณ  1  ใน  100  หรือบันทึกข้อมูลผิดพลาดได้  1  ตัวอักษร  ในทุก ๆ 100  ตัวอักษร  แต่สำหรับระบบบาร์โค้ด  อัตราการเกิดความผิดพลาดจะลดลงเหลือเพียง  1  ใน  10,000,000  ตัวอักษรเลยทีเดียว  นี่จึงเป็นเหตุผลที่นิยมนำมาใช้กันแพร่หลายทั่วโลก

สำหรับระบบบาร์โค้ดจะใช้ควบคู่กับเครื่องอ่านที่เรียกว่า  เครื่องยิงบาร์โค้ด (Scanner)  ซึ่งเป็นเป็นตัวอ่านข้อมูลที่อยู่ในรูปรหัสแท่ง เป็นข้อมูลตัวเลขหรือตัวอักษร  ทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจ  เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งาน

2404490

ประวัติการประดิษฐ์บาร์โค้ด

บาร์โค้ด (barcode)  ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากฝีมือการคิดประดิษฐ์ของ Norman Joseph Woodland และ Bernard Silver สองศิษย์เก่าของ Drexel Institute of Technology ในเมืองฟิลาเดลเฟีย  สหรัฐอเมริกา  โดยจุดประกายของการประดิษฐ์บาร์โค้ด  เริ่มต้นจาก Wallace Flint จาก Harvard Business School ในปี  ค.ศ.1932  ซึ่งเขาได้เสนอการเลือกสินค้าที่ต้องการจากรายการ  โดยใช้บัตรเจาะรู  เพื่อแบ่งหมวดหมู่เดียวกัน  แต่ความคิดดังกล่าวนั้นก็ไม่ได้ถูกสานต่อ

จนกระทั่ง Bernard Silver ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาอยู่เกิดบังเอิญไปได้ยินประธานบริษัทค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภครายหนึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟีย  ปรึกษากับคณบดีว่าทางมหาวิทยาลัยน่าจะส่งเสริมให้มีการทดลองเกี่ยวกับระบบจัดเก็บและอ่านข้อมูลสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจค้าปลีกในการทำสต็อกและด้วยความที่ Bernard ไม่ได้ฟังแบบเข้าหูขวาทะลุหูซ้าย  เขาจึงนำสิ่งที่ได้ยินกลับมาครุ่นคิดและชักชวนให้ศิษย์ผู้พี่ Norman Joseph Woodland มาร่วมกันทำฝันให้เป็นจริง

และในปี  ค.ศ.1952  ทั้งคู่ก็ให้กำเนิดบาร์โค้ดหลังพยายามทดลองประดิษฐ์บาร์โค้ดอยู่นานหลายปีและได้มีการออกสิทธิบัตรบาร์โค้ดขึ้นในวันที่  7  ตุลาคม  ปีเดียวกันนั้นเอง  โดยบาร์โค้ดชนิดแรกที่ทั้ง  2  ผลิตขึ้นนั้นไม่ได้เป็นลายเส้นอย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน  หากแต่มีลักษณะคล้ายแผ่นปาเป้าที่ประกอบด้วยวงกลมสีขาวซ้อนกันหลาย ๆ วงบนพื้นหลังสีเข้ม  ทว่าผลงานครั้งนั้นก็ยังไม่ถูกใจทั้ง  2  เท่าที่ควร

แต่กระนั้นร้านค้าปลีกในเครือ Kroger ที่เมืองซินซินนาติ  มลรัฐโอไฮโอ  ประเทศสหรัฐอเมริกา  ก็ได้นำเอาระบบบาร์โค้ดแบบแผ่นปาเป้าไปใช้เป็นแห่งแรกของโลกในปี  ค.ศ.1967

ต่อมาได้มีการพัฒนาบาร์โค้ดและประดิษฐ์เครื่องแสกนบาร์โค้ดขึ้นและใช้งานเป็นครั้งแรกในโลกที่ Marsh’s ซูเปอร์มาร์เก็ตในเดือนมิถุนายน  ปี  ค.ศ.1974  และในวันที่  26  เดือนนั้น  หมากฝรั่ง Wrigley’s Juicy Fruit ก็กลายเป็นสินค้าชิ้นแรกในโลกที่ถูกสแกนบาร์โค้ด  เพราะมันเป็นสินค้าชิ้นแรกที่ถูกหยิบขึ้นจากรถเข็นของลูกค้าคนแรกของร้านในวันนั้น

วิวัฒนาการบาร์โค้ด

แต่เดิมนั้นบาร์โค้ดจะถูกนำมาใช้ในร้านขายของชำและตามปกหนังสือ  ต่อมาก็เริ่มมาพบในร้านอุปกรณ์ประกอบรถยนต์และร้านอุปโภคบริโภคทั่วไปในแถบยุโรป  รถบรรทุกทุกคันที่จะต้องวิ่งระหว่างประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนีจะต้องใช้แถบรหัสบาร์โค้ดที่หน้าต่างทุกคัน  เพื่อใช้ในการแสดงใบขับขี่  ใบอนุญาตและน้ำหนักรถบรรทุก  เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถตรวจได้ง่ายและรวดเร็ว  ในขณะที่รถลดความเร็วเครื่องตรวจจะอ่านข้อมูลจากบาร์โค้ดและแสดงข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ทันที

ปัจจุบันวิวัฒนาการของบาร์โค้ดพัฒนาไปมากทั้งรูปแบบและความสามารถในการเก็บข้อมูล  โดยบาร์โค้ดที่ใช้ในยุคสมัยนี้มีทั้งแบบ  1  มิติ  2  มิติ  และ  3  มิติ  แต่ที่เราใช้กันทั่วไปในสินค้านั้นเป็นแบบมิติเดียว  บันทึกข้อมูลได้จำกัด  ตามขนาดและความยาว  โดยบาร์โค้ด  2  มิติ  จะสามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่าแบบอื่น ๆ มากและขนาดเล็กกว่ารวมทั้งสามารถพลิกแพลงการใช้งานได้มากกว่า  ขนาดที่ว่าสามารถซ่อนไฟล์ใหญ่ ๆ ทั้งไฟล์ลงบนรูปภาพได้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามบาร์โค้ด  2  มิติ  ก็ยังไม่เสถียรพอ  ทำให้การนำมาใช้งานหลากหลายเกินไปจนอาจเกิดปัญหาการใช้งานร่วมกันและต้องใช้เครื่องมือเฉพาะของมาตรฐานนั้น ๆ ในการอ่าน  ซึ่งในปัจจุบันมีความพยายามที่จะกำหนดมาตรฐานของบาร์โค้ด  2  มิติ  โดยกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็คโทรนิคส์และอุตสาหกรรมยา/เครื่องมือแพทย์ที่มีความต้องการใช้งานบาร์โค้ดที่เล็กแต่บรรจุข้อมูลได้มากจนได้บาร์โค้ดลูกผสมระหว่าง  1  มิติกับ  2  มิติขึ้นมาในชื่อเดิมคือ RSS Reduce Space Symbol หรือชื่อใหม่คือ GS1 DataBar

สำหรับประเทศไทยเคยมีการทดลองใช้บาร์โค้ด  2  มิติในเชิงพาณิชย์  โดยค่ายมือถือยักษ์ใหญ่  แต่ก็เงียบหายไปเนื่องจากขาดการสร้างความเข้าใจให้กับฐานลูกค้าที่ชัดเจน

ส่วนบาร์โค้ด  3  มิติ  คือ  ความพยายามที่จะแก้ข้อจำกัดของบาร์โค้ดที่มีปัญหาในสภาวะแวดล้อมที่โหด ๆ เช่น  ร้อนจัด  หนาวจัดหรือมีความเปรอะเปื้อนสูง  เช่น  มีการพ่นสี  พ่นฝุ่นตลอดเวลา  ซึ่งส่วนใหญ่จะพบการใช้บาร์โค้ด  3  มิติ  ในอุตสาหกรรมหนัก ๆ เช่น  เครื่องจักร  เครื่องยนต์  โดยจะยิงเลเซอร์ลงบนโลหะ  เพื่อให้เป็นบาร์โค้ดหรือจัดทำให้พื้นผิวส่วนหนึ่งนูนขึ้นมาเป็นรูปบาร์โค้ด (Emboss)  นั่นเอง

2404489

ประเภทของบาร์โค้ด

  1. โค้ดภายใน (Internal Code)  เป็นบาร์โค้ดที่ทำขึ้นใช้เองในองค์กรต่าง ๆ ไม่สามารถนำออกไปใช้ภายนอกได้
  2. โค้ดมาตรฐานสากล (Standard Code)  เป็นบาร์โค้ดที่เป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกมี  2  ระบบ  คือ

– ระบบ EAN (European Article Numbering)  เริ่มใช้เมื่อปี  พ.ศ.2519  มีประเทศต่าง ๆ ใช้มากกว่า  90  ประเทศทั่วโลก  ในภาคพื้นยุโรป  เอเชียและแปซิฟิก  ออสเตรเลีย  ลาติน  อเมริกา  รวมทั้งประเทศไทย  ทั้งนี้ EAN มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงบรัสเซลประเทศเบลเยี่ยม

– ระบบ UPC (Universal Product Code)  เริ่มใช้เมื่อปี  พ.ศ.2515  ซึ่งกำหนดมาตรฐานโดย Uniform Code Council.Inc ใช้แพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

สำหรับบาร์โค้ดในประเทศไทยเริ่มนำมาใช้อย่างจริงจัง  โดยมีสถาบันสัญลักษณ์รหัสแท่งไทย (Thai Article Numbering Council)  หรือ TANC เป็นองค์กรตัวแทน EAN ภายใต้การดูแลของสภาอุตสาหกรรมกรรมแห่งประเทศไทย  ทั้งนี้ระบบ EAN ที่ประเทศไทยใช้นั้นจะมีลักษณะเป็นเลขชุด  13  หลัก  ซึ่งมีความหมายดังนี้

885 : ตัวเลข  3  หลักแรก  คือ  รหัสของประเทศไทย

xxxx : ตัวเลข  4  ตัวถัดมา  เป็นรหัสโรงงานที่ผลิตหรือรหัสสมาชิก

xxxxx : 5  ตัวถัดมา  เป็นรหัสสินค้า

x : ตัวเลขหลักสุดท้ายเป็นตัวเลขตรวจสอบเลข  12  ข้างหน้าว่ากำหนดถูกต้องหรือไม่  ถ้าตัวสุดท้ายผิด  บาร์โค้ดตัวนั้นจะอ่านไม่ออกสื่อความหมายไม่ได้

และนี่เป็นเรื่องราวคร่าว ๆ ของบาร์โค้ด  ประวัติการประดิษฐ์บาร์โค้ดที่นำมาฝากกัน

ที่มา : http://swis.act.ac.th/html_edu/cgi-bin/act/main_php/print_informed.php?id_count_inform=3127

ประวัติและความเป็นมาของเครื่องสแกนฯ

ในปัจจุบันนี้การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันที่สูงขึ้น  การนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการดำเนินงาน  ก็จะช่วยเพิ่มข้อได้เปรียบและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น

บริษัทของเราได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี  พ.ศ.2545  โดยมีวัตถุประสงค์ในการเป็นผู้นำทางด้านความปลอดภัย  โดยการนำเครื่องสแกนฯ  และกล้อง CCTV เข้ามาใช้งาน  ซึ่งแต่ละปีนั้นทางบริษัทของเราได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง  โดยเริ่มจากการนำเครื่องสแกนฯ  เข้ามาใช้งาน  เพื่อช่วยในเรื่องของการบันทึกเวลาการทำงานของพนักงานและความปลอดภัยขององค์การ  เนื่องจากลักษณะเส้นลายมือของแต่ละคนไม่เหมือนกันและเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปลอมแปลงได้  ซึ่งจะสามารถช่วยป้องกันการลงเวลาแทนกันได้

เครื่องขาวดำ

ระบบบันทึกเวลาพนักงานด้วยเครื่องสแกนฯ  จะช่วยในการจัดเก็บและตรวจเวลาของพนักงาน  พร้อมระบบลงเวลา  คำนวณเวลาและระบบรายงาน  ซึ่งสามารถส่งรายงานระบบนี้ไปยังระบบอื่นได้  เช่น  ระบบคิดเงินเดือน  เป็นต้น  ช่วยลดภาระฝ่ายบุคคล  ซึ่งการคำนวณผลนั้นมีความถูกต้อง  แม่นยำ

ประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีเครื่องสแกนฯ  มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบบันทึกเวลาของพนักงาน  สามารถสรุปได้ดังนี้

1. ป้องกันการลงเวลาแทนกันของพนักงาน

การลงเวลาแทนกันของพนักงานนั้นจะทำให้องค์การเสียผลประโยชน์และประเมินผลการทำงานของพนักงานผิดพลาด  หากนำเทคโนโลยี  เครื่องสแกนฯ  มาใช้ในระบบการบันทึกเวลาก็จะสามารถช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้  เนื่องจากโครงสร้างลายนิ้วมือไม่สามารถปลอมแปลงได้  จึงทำให้มั่นใจได้ว่าการลงเวลาโดยใช้ลายนิ้วมือนี้ป้องกันการลงเวลาแทนกันได้

2. สามารถอ่านลายนิ้วมือได้อย่างรวดเร็ว

เครื่องสแกนฯ  สามารถอ่านลายนิ้วมือได้อย่างรวดเร็วในหน่วยเวลาเป็นวินาที

3. รายงานสรุปและสถิติ

ระบบจะทำการเก็บข้อมูล  คำนวณสถิติและจัดทำเป็นรายงานสรุปเวลาทำงาน  ขาด  ลา  มาสาย OT ได้ด้วย

4. ลดภาระฝ่ายบุคคล

ฝ่ายบุคคลไม่ต้องเสียเวลารวบรวมข้อมูลของพนักงานแต่ละคนด้วยตัวเอง  สามารถคำนวณและสรุปรายงานข้อมูลการทำงานได้อย่างรวดเร็ว  ถูกต้องและแม่นยำ

นอกจากเครื่องสแกนฯ  จะสามารถนำมาใช้งานในเรื่องของการลงเวลา (Time Attendance)  ด้วยลายนิ้วมือและบัตรแล้ว  ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับระบบควบคุมประตู (Access Contnrol)  ได้อีกด้วย  นวัตกรรมใหม่ที่รวมเอา  2  ระบบการใช้งานเข้าไว้ในหนึ่งเดียวนี้ถูกผสานกันอย่างลงตัว  คุ้มค่าบนความปลอดภัย  เพราะสามารถจำกัดการเข้าออกของผู้ใช้งานได้

ควบคุมประตู1

ล่าสุดด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง  เครื่องสแกนฯ  ได้ถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้นด้วยหน้าจอสี  ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า  เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

จอสี1

ปัจจุบันนี้บริษัทของเราได้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสแกนฯ  มาแล้วร่วม  8  ปี  มีการปรับปรุงและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่งและจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าบริษัทฯ  ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทและองค์กรชั้นนำต่าง ๆ ในการเลือกใช้สินค้าและบริการจากบริษัทของเรา  โดยบริษัทฯ  ยังคงมีการพัฒนาการทำงาน  เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยความเต็มใจและไม่ทอดทิ้งลูกค้าและพยายามสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้องค์กรของท่านมีระบบความปลอดภัยอย่างครบวงจรต่อไป

ที่มา : http://www.fingerscan-system.com/?ContentID=ContentID-100114155822494

ISO คืออะไร

ไอเอสโอคืออะไร?

ไอเอสโอจริงๆ แล้วเป็นชื่อของหน่วยงานๆหนึ่ง ตั้งอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อพูดคำว่า “ ไอเอสโอ ”ออกมาแล้ว คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้ แต่อาจจะพอเห็น หรือได้ยินมาบ้าง ทางโทรทัศน์  ตามป้ายโฆษณาหรือตาม Web Site ต่างๆ ก็ดี คงจะนึกไปถึงอะไรที่มันเกี่ยวกับสินค้า, เกี่ยวกับโรงงาน, เกี่ยวกับการผลิต ซึ่งความจริงมันก็ใช่ แต่ก็ไม่ถูกต้องไปทั้งหมดเสียทีเดียว

ISO ก็คือชื่อย่อขององค์กร International Organization for Standardization เป็นองค์กรที่ออกมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และอุตสาหกรรม

ISO จะมีสมาชิกจากหลายๆ ประเทศ และสมาชิกก็แบ่งเป็นระดับๆ แตกต่างกันไปอีก ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ และมาตรฐานต่างๆ ที่ออกมาก็เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ (International Standard)

ISO 9000 สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์กรชนิดใดขนาดใหญ่ หรือ เล็กผลิตสินค้า หรือ ให้บริการอะไร

การนำระบบการบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000ไปใช้อย่างแพร่หลายจะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดังนี้

1. องค์กร/บริษัท

– การจัดองค์กร การบริหารงาน การผลิตตลอดจนการให้บริการมีระบบ และมีประสิทธิภาพ

– ผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นที่พึงพอใจของลูกค้าหรือผู้รับบริการและได้รับการยอมรับ

– ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร

– ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

2. พนักงานภายในองค์กร/บริษัท

– มีการทำงานเป็นระบบ

– เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

– พนักงานมีจิตสำนึกในเรื่องของคุณภาพมากขึ้น

– มีวินัยในการทำงาน – พัฒนาการทำงานเป็นทีมหรือเป็นกลุ่มมีการประสานงานที่ดี และสามารถ

– พัฒนาตนเองตลอดจน   เกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน

3. ผู้ซื้อ/ผู้บริโภค

– มั่นใจในผลิตภัณฑ์และบริการ ว่ามีคุณภาพตามที่ต้องการ

– สะดวกประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องตรวจสอบคุณภาพซ้ำ

– ได้รับการคุ้มครองด้านคุณภาพความปลอดภัยและการใช้งาน

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/bewty/2008/01/08/entry-1

ความหมายและประวัติการพิมพ์

ความหมายของการพิมพ์

คำว่า “พิมพ์” ตามพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ (2532 : 381)  ให้ความหมายไว้ว่า “พิมพ์  น.รูป, แบบ ; ก.  ถ่ายแบบ, ใช้เครื่องจักรกดตัวหนังสือหรือภาพให้ติดบนวัตถุ”

นอกจากนี้ยังมีผู้ให้คำจำกัดความการพิมพ์ไว้หลายทัศนะ  เช่น Lechene (1974 : 1051)  กล่าวว่า “เป็นวิธีการใช้แรงกดให้หมึกติด  เป็นข้อความหรือภาพ  บนพื้นผิวของสิ่งที่ต้องการพิมพ์” ซึ่งความหมายของการพิมพ์ในทัศนะนี้จะเน้นเฉพาะการพิมพ์ที่ต้องอาศัยแรงกดเท่านั้น  แต่ในกระบวนการพิมพ์ปัจจุบันบางระบบไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงกดเลยก็ได้

Mill (1968 : 590)  ได้ให้ความหมายของการพิมพ์อย่างกว้าง ๆ ว่า “หมายถึงกรรมวิธีใด ๆ ในการจำลองภาพหรือสำเนาภาพหรือหนังสือจากต้นฉบับในลักษณะ  2  มิติ  แบนราบ  ทั้งนี้รวมถึงการพิมพ์ผ้า  การพิมพ์กระดาษปิดฝาผนังและการอัดรูป

กำธร  สถิรกุล (2515 : 177)  กล่าวว่า “การพิมพ์  คือ  การจำลองต้นฉบับอันหนึ่งจะเป็นภาพหรือตัวหนังสือก็ตามออกเป็นจำนวนมาก ๆ เหมือนกัน  บนวัสดุที่เป็นพื้นแบนหรือใกล้เคียงกับพื้นแบนด้วยการใช้เครื่องมือกล”

ศิริพงษ์  พยอมแย้ม (2530 : 1 – 2)  กล่าวว่า “การพิมพ์นั้นเป็นการจำลองต้นฉบับอันหนึ่ง  ต้นฉบับนี้จะเป็นภาพหรือตัวหนังสือก็ตาม  การพิมพ์ไม่ได้เป็นการสร้างต้นฉบับ  แต่เป็นการจำลองต้นฉบับออกมา  การถ่ายรูปเป็นการสร้างต้นฉบับไม่ใช่การพิมพ์  แต่การอัดรูปเป็นการจำลองต้นฉบับเป็นการพิมพ์  การจำลองนี้จะต้องเป็นการจำลองจำนวนมาก ๆ ไม่ใช่การเขียนลอกแบบภาพออกมาทีละภาพซึ่งไม่เป็นการพิมพ์  ภาพแต่ละแผ่นที่จำลองออกมาต้องเหมือน ๆ กัน  การจำลองนั้นจะต้องจำลองบนวัตถุที่เป็นพื้นแบนหรือใกล้เคียงกับพื้นแบน  แม้การพิมพ์บนขวด บนหลอดยาสีฟันที่แม้เป็นรูปแล้วจะไม่มีลักษณะแบนทีเดียว  แต่พื้นผิวที่พิมพ์เรียบแบนไม่ขรุขระ

วัลลภ  สวัสดิวัลลภ (2527 : 81)  กล่าวว่าพระราชบัญญัติการพิมพ์  พุทธศักราช  2484  ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “พิมพ์” ไว้ว่า “ทำให้เป็นตัวหนังสือ หรือรูปรอยใด ๆ โดยการกดหรือการใช้พิมพ์หิน  เครื่องกล  วิธีเคมีหรือวิธีอื่นใดอันอาจให้เกิดเป็นสิ่งพิมพ์ขึ้นมาหลายสำเนา”

ทองเติม  เสมรสุต (2517 : 54)  กล่าวว่าขอบข่ายของงานพิมพ์เป็นประดิษฐ์การซึ่งมุ่งหมายที่จะจำลองภาพต้นฉบับ  ได้แก่  ภาพวาด (Art work)  ภาพถ่าย (Photography)  ตัวอักษร (Letter)  ให้เกิดเป็นชิ้นงานที่มีลักษณะเหมือนภาพต้นฉบับในปริมาณมาก ๆ บนพื้นผิวของวัสดุหลาย ๆ ชนิดซึ่งจะพบการพิมพ์ที่ปรากฏในอุปกรณ์ในการดำรงชีวิต

ประวัติการพิมพ์

เพื่อความเข้าใจในการประวัติศาสตร์ของการพิมพ์  จึงแบ่งออกเป็นหัวข้อดังนี้

  1. ประวัติการพิมพ์ของโลกตะวันออก
  2. ประวัติการพิมพ์ของโลกตะวันตก
  3. ประวัติการพิมพ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา
  4. ประวัติการพิมพ์ของประเทศไทย

1. ประวัติการพิมพ์ของโลกตะวันออก

โลกตะวันออก  หมายถึง  ดินแดนทวีปเอเชียตะวันออก  อันได้แก่  ประเทศจีน  ประเทศเกาหลี  ประเทศญี่ปุ่น  ฯลฯ  เมื่อราว ปี  พ.ศ.288  ชาวจีนเป็นชาติแรกที่คิดค้นการพิมพ์ได้สำเร็จ โดยใช้การแกะสลักบนแผ่นหิน  กระดูกสัตว์และงาช้าง  สำหรับใช้ประทับลงบนดินเหนียวหรือขี้ผึ้ง  เนื่องจากในขณะนั้นมนุษย์ยังไม่รู้จักกระดาษและหมึก  การแกะสลักนั้นต้องแกะเป็นตัวกลับ  ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการพิมพ์แบบเลตเตอร์เพรส (letterpress)

ปี  พ.ศ.648  ชาวจีนชื่อไซลั่น  ได้คิดวิธีการทำกระดาษขึ้นจากเยื่อของพืช  เช่น  เยื่อจากต้นปอ  ทำให้กระดาษเป็นวัสดุหลักในการเขียนและพิมพ์

ปี  พ.ศ.718  ชาวจีนได้แกะสลักวิชาความรู้ต่าง ๆ ไว้บนแผ่นหิน  จึงได้เกิดการจำลองหรือคัดลอกต้นฉบับที่สลักไว้บนแผ่นหินด้วยวิธีพิมพ์แบบการลอกรูป (stone rubbing)  โดยการใช้กระดาษไปทาบบนแผ่นหินแล้วใช้ถ่านหรือสีถูทาทำให้เกิดภาพหรือรูปรอยบนแผ่นกระดาษ

ปี พ.ศ.943 ชาว จีนรู้จักนำเขม่าไฟมาทำเป็นหมึกดำ  เมื่อนำเขม่าไฟมาทำเป็นหมึกแล้ว  จึงคิดวิธีที่จะทำหมึกจากเขม่าไฟไว้ใช้ได้ตลอดเวลา  โดยนำเอาเขม่าไฟเป็นเนื้อสี (pigment)  ใช้กาวที่ เคี่ยวจากกระดูกสัตว์  หนังสัตว์  เขาสัตว์  เป็นตัวยึดโดยทำเป็นแท่ง ๆ ซึ่งชาวจีนเรียกว่า  บั๊ก  เวลาใช้ก็เอาแท่งหมึกแตะน้ำแล้วฝนลงบนแผ่นหิน  หมึกก็จะออกมาบนแผ่นหิน  แล้วใช้พู่กันจุ่มหมึกและเขียน  หมึกแท่งที่คิดได้นี้ยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน

ปี  พ.ศ.1118  จีนได้เริ่มการพิมพ์โดยใช้บล็อกไม้ (wood block printing)  โดยการแกะแม่พิมพ์บนแผ่นไม้  โดยแกะเป็นตัวกลับ  ส่วนที่ต้องจะเป็นส่วนที่นูนสูงขึ้นมา  เมื่อเอาหมึกคลึงบนแม่พิมพ์  หมึกจะเกาะบนส่วนที่นูนสูงขึ้น  เมื่อเอากระดาษวางบนแม่พิมพ์  แล้วใช้แรงกด  หมึกจะติดบนกระดาษขึ้นมา

ปี  พ.ศ.1411  วางเชียะ (Wang Chieh)  ได้พิมพ์หนังสือขึ้นเป็นเล่มแรก (วัลลภ  สวัสดิวัลลภ, 2535, หน้า  62)  ซึ่งยังคงให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน  ชื่อวัชรสูตร (Diamond Sutar)  มีลักษณะเป็นม้วนยาว  16  ฟุต  กว้าง  1  ฟุต  พบในผนังถ้ำทุนวาง (Tunhuang)  ของจีน  ในหนังสือมีระบุว่าพิมพ์เมื่อ  16  พฤษภาคม  พ.ศ.1411

ปี  พ.ศ.1584 – 1592  ชาวจีนชื่อไป่เช็ง (Pi Sheng)  คิดวิธีที่จะนำแม่พิมพ์ที่ใช้แล้วนำกลับมาเรียงใช้ได้อีก  จึงทดลองเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นแท่งแล้วแกะเป็นตัวอักษรนูนตัวกลับ  แล้วนำไปตากให้แห้งก่อนเผาไฟ  แล้วเก็บไว้เป็นช่อง ๆ ในช่องหนึ่งช่องจะมีอักษรเดียวกันหลาย ๆ ตัว เมื่อต้องการจะใช้ตัวใดก็นำมาเรียงต่อกัน  เมื่อใช้เสร็จก็นำเก็บไว้ยังช่องเดิม  เพื่อสามารถนำมาใช้ใหม่ได้อีกวิธีการนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียงพิมพ์

ปี  พ.ศ.1933  ชาวเกาหลี  เป็นชาติแรกที่คิดหล่อตัวพิมพ์ด้วยโลหะได้สำเร็จ  โดยเบ้าหลอมทำด้วยดินทราย  ตัวพิมพ์หล่อด้วยโลหะทองบรอนซ์ (โลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก)  ซึ่งตัวเรียงโลหะนี้ยังใช้กันจนถึงปัจจุบัน  แต่เปลี่ยนส่วนผสมของโลหะไปเป็นพลวง  ตะกั่วและดีบุก นับเป็นการพิมพ์แบบตัวเรียงด้วยโลหะเป็นครั้งแรก  การหล่อตัวพิมพ์ได้แพร่หลายเข้าไปประเทศจีนและญี่ปุ่น

ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการทางการพิมพ์ของโลก ตะวันออก  โดยมีชาติจีนเป็นชาติแรกที่บุกเบิกศาสตร์แขนงนี้เป็นสำคัญ

2. ประวัติการพิมพ์ของโลกตะวันตก

โลกตะวันตก  หมายถึง  ดินแดนทวีปยุโรป  อันได้แก่  ประเทศอังกฤษ  ฝรั่งเศส  เยอรมัน  เนเธอร์แลนด์  ฯลฯ  ยุโรปรู้จักการพิมพ์ครั้งแรกในราวปี  พ.ศ.1963  โดยใช้การพิมพ์ด้วยบล็อกไม้เป็นระบบแรก

ปี  พ.ศ.1993  ชาวเยอรมันชื่อโจฮัน  กูเตนเบิร์ก (Johann Gutenberg)  ชาวเมืองไมนซ์ (Mainz)  ประเทศเยอรมนีเป็นบุคคลแรกของชาวตะวันตก  ได้คิดวิธีการพิมพ์โดยเรียงตัวด้วยโลหะ โลหะที่ใช้เป็นส่วนผสมระหว่างดีบุก  5%  พลวง  12%  และตะกั่ว  83%  นอกจากคิดตัวเรียงแล้วกูเตนเบิร์ก  ยังเป็นคนที่คิดออกแบบตัวพิมพ์  การแกะสลักแม่พิมพ์  การหล่อตัวพิมพ์  การทำหมึกพิมพ์และการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์  โดยเครื่องพิมพ์ทำด้วยไม้  ดัดแปลงมาจากเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น  ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดและยังปรากฏให้เห็นจนถึงปัจจุบันคือ  คัมภีร์ไบเบิ้ล  42  บรรทัด (forty – two line Bible)  โดยเริ่มพิมพ์ในราวปี  พ.ศ.1995  ในแต่ละหน้าของคัมภีร์จะมี  42  บรรทัดและมีตัวอักษร  2,800  ตัวต่อหน้า  ซึ่งหนังสือมีความหนาถึง  1,282  หน้า  และพิมพ์จำนวนทั้งหมด  200  เล่ม (Adams, 1988, p.2)  นับเป็นจุดเริ่มของการพิมพ์แบบเลตเตอร์เพรสในโลกตะวันตกด้วยความสามารถในหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์  กูเตนเบิร์ก  จึงได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการพิมพ์

โจฮัน กูเตนเบิร์ก (Johann Gutenberg)  และเครื่องพิมพ์ที่คิดค้นขึ้น

ปี  พ.ศ.2038  อัลเบรค  ดูเรอร์ (Albrecht Durer)  ศิลปินช่างแกะไม้ชาวเยอรมัน  ได้คิดวิธีการพิมพ์โดยใช้แม่พิมพ์ทองแดง (copper plate engraving)  โดยใช้ของแหลมขูดขีดให้เป็นรูปรอยร่องลึกบนแผ่นทองแดงและใช้พิมพ์แบบกราวัวร์ (gravure)  นับเป็นครั้งแรกของการใช้แม่พิมพ์พื้นลึก

ปี  พ.ศ.2163  วิลเลม  จานโซน  บลาว (Willem Janszoon Blaeu)  ชาวเนเธอร์แลนด์  ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ที่ใช้กับแม่พิมพ์พื้นนูน  เราเรียกว่าเครื่องพิมพ์ดัคซ์ (dutch press)  เครื่องพิมพ์ทำด้วยโลหะ  ใช้วิธีอัดแรงกดกระดาษด้วยการหมุนแขนของแกนกลาง  ซึ่งเป็นเกลียวและมีปลายยึดติดกับแผ่นแรงกด  เมื่อจะพิมพ์ต้องคลึงหมึกลงบนแม่พิมพ์แล้วนำกระดาษวาง  จึงหมุนแขนของแกนให้อัดแผ่นแรงกดกดลงไปบนกระดาษ  เมื่อพิมพ์เสร็จก็หมุนแขนขึ้นนำกระดาษออก  เมื่อจะพิมพ์แผ่นใหม่ก็ทำเช่นเดิม

ปี  พ.ศ.2333  วิลเลียม  นิคโคสัน (William Nicholson)  ชาวอังกฤษแห่งนครลอนดอน  ได้คิดแท่นพิมพ์แบบทรงกระบอก (cylinder press)  ขึ้น

ปี  พ.ศ.2336  อลัวส์  เซเนเฟลเดอร์ (Alois Senefelder)  ชาวเยอรมัน  แห่งรัฐบาวาเรีย  ได้ค้นพบวิธีพิมพ์หิน (lithography)  ซึ่งเป็นวิธีการพิมพ์แบบพื้นราบ (planographic printing)  ขึ้นเป็นครั้งแรก  ซึ่งการค้นพบของเซเนเฟลเดอร์  เป็นไปด้วยความบังเอิญ  โดยในขณะที่เขากำลังจะจดรายการซักผ้าที่ครอบครัวเขารับจ้างมาซักนั้นไม่มีกระดาษอยู่ใกล้มือ  เขาจึงเขียนรายการซักลงบนแผ่นหินด้วยหมึกที่มีส่วนผสมของเขม่าไฟ  ขี้ผึ้งและไขมันสบู่  เมื่อจะลบออกจากแผ่นหินเขาไม่สามารถจะลบออกได้  เพราะหมึกได้ฝังตัวอยู่บนเนื้อหินและเมื่อเอาน้ำทาน้ำก็เกาะบนแผ่นหินแต่ไม่เกาะบนหมึก  เพราะหมึกเป็นไขมัน  น้ำกับไขมันไม่ผสมกัน  ทำให้เซเนเฟลเดอร์เกิดความคิดที่จะใช้แผ่นหินเป็นแม่พิมพ์  โดยทาน้ำก่อนทาหมึก  หมึกมีส่วนผสมของน้ำมันและไขมัน  ดังนั้นถ้าที่ใดมีน้ำเกาะหมึกก็จะไม่เกาะและในทางตรงกันข้ามที่ใด  มีหมึกเกาะก็จะไม่มีน้ำเกาะ  เมื่อเอากระดาษมาวางแล้วใช้แรงกด ๆ ลงไป  หมึกที่เกาะอยู่ก็จะติดบนกระดาษ

ประวัติการพิมพ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจากที่กูเตนเบิร์กได้พัฒนาการพิมพ์ได้แล้วกว่า  180  ปี  การพิมพ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา  จึงได้เริ่มขึ้นในราวปี  พ.ศ.2181

ปี  พ.ศ.2356  ยอร์จ  อี.  ไคลเมอร์ (George E.  Clymer)  ชาวอเมริกัน  แห่งเมือง  ฟิลาเดลเฟีย  ได้คิดแท่นพิมพ์โคลัมเบียน (columbian press)  เป็นเครื่องพิมพ์ระบบคานกระเดื่อง  ซึ่งเปลี่ยนจากการหมุนแกนกลางมาเป็นการกดลงด้วยคานแบบเดียวกับที่ใช้ทับกล้วย  ซึ่งเบาแรง  แต่มีกำลังมากกว่าเครื่องพิมพ์  ชนิดนี้ประดับประดาอย่างสวยงาม  โดยเฉพาะจะมีนกอินทรีย์และจระเข้อยู่ด้วย

แท่นพิมพ์โคลัมเบียน (columbian press)

ปี  พ.ศ.2401  ยอร์จ  พี.  กอร์ดอน (George P.  Gordon)  ชาวอเมริกัน  แห่งเมืองนิวยอร์ค  ได้แม่พิมพ์เพลเตน (platen press)  ซึ่งส่วนที่ทำการกดพิมพ์จะเป็นแผ่นราบ  เวลาพิมพ์แรงกดจะวิ่งเข้าหาแม่พิมพ์  โดยตัวแม่พิมพ์จะอยู่กับที่  ตัวแรงกดจะเป็นที่สำหรับวางกระดาษที่ต้องการจะพิมพ์

ปี  พ.ศ.2447  อิรา  วอชิงตัน  รูเบล (Ira Washington Rubel)  ช่างพิมพ์  ชาวอเมริกันได้สังเกตเห็นว่าในการป้อนกระดาษบนแท่นพิมพ์ทรงกระบอก (cylinder press)  บางครั้งป้อนกระดาษไม่ทันหมึกจะพิมพ์ติดไปบนลูกโมแรงกดเมื่อป้อนกระดาษแผ่นต่อไปหมึกบนแม่พิมพ์จะติดบนกระดาษด้านหนึ่ง  แต่หมึกที่ขาดอยู่บนลูกโมแรงกดจะติดมาบนกระดาษอีกด้านหนึ่ง  เมื่อหยิบกระดาษมาดูหมึกที่ติดมาจากลูกโมแรงกดจะมีลักษณะสวยงาม  นุ่มกว่า  หมึกที่ผ่านจากตัวพิมพ์ไปติดบนกระดาษโดยตรง จึงได้เป็นแนวคิดของการพิมพ์ในระบบออฟเซต (offset printing)  ขึ้น

ประวัติการพิมพ์ของประเทศไทย

การพิมพ์ของไทยตามหลักฐานที่ค้นพบน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา  ในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  แม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ใกล้กับประเทศจีน  ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของการพิมพ์ก่อนส่วนใด ๆ ของโลก แต่ประเทศไทยกลับได้รับอิทธิพลของการพิมพ์จากชาวยุโรป

ปี  พ.ศ.2205  คณะมิชชันนารีคาทอลิกฝรั่งเศส  ที่เข้ามาในประเทศไทย  โดยมีบาทหลวงสังฆราชองค์หนึ่ง  ชื่อหลุยส์  ลาโน (Louis Laneau)  ได้แต่งและพิมพ์หนังสือเป็นภาษาไทย  แต่ใช้พิมพ์ด้วยตัวอักษรโรมัน (โดยเขียนทับคำ  เช่น  คำว่า  ในวัด  จะพิมพ์เป็นภาษาโรมันว่า nai vat)  หนังสือคำสอนทางคริสต์ศาสนาจำนวน  26  เล่ม  หนังสือไวยกรณ์ไทยและบาลี  1  เล่ม  และพจนานุกรมไทยอีก  1  เล่ม

ปี  พ.ศ.2339  บาทหลวงคาทอลิก  ชื่อการ์โนล์ (Garnault)  ได้เข้ามาสอนศาสนาและตั้งโรงพิมพ์และพิมพ์หนังสือขึ้นที่วัดซางตาครูส  ตำบลกุฎีจีน  จังหวัดธนบุรี  หนังสือที่พิมพ์แล้วยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบันคือ  หนังสือคำสอนคริสตัง  ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  รัชกาลที่  1  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  หนังสือจัดพิมพ์เป็นคำอ่านภาษาไทยแต่ใช้ตัวอักษรโรมันเป็นตัวพิมพ์

ปี  พ.ศ.2356  มิชชันนารีชาวอเมริกันคู่หนึ่ง  สามีเป็นบาทหลวงชื่อศาสนาจารย์แอดดอไนราม  จั๊ดสัน (Reverend Adoniram Judson)  ภรรยาชื่อนางแอน  เฮเซนไทล์  จั๊ดสัน (Ann Hazeltine Judson)  สังกัดคณะ A.B.C.F.M. (American Board of Commissioners for Foreign Missions)  ได้เดินทางมาเผยแผ่คริสต์ศาสนาในประเทศพม่าและได้ทำงานร่วมกับพวกมิชชันนารีคณะแบปติสต์ (Baptist)  ภายหลังทั้งคู่ได้เปลี่ยนมาสังกัดกับพวกมิชชันนารีอเมริกันคณะแบปติสต์  นางจั๊ดสันได้พบเชลยคนไทยและลูกหลานไทยที่ถูกกวาดต้อนมา  เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่  2  นางจึงได้ ศึกษาภาษาไทยและหนังสือภาษาไทยจนเข้าใจดี  นางจั๊ดสันจึงได้แปลคำสอนของสามีและพระคัมภีร์แมทธิวเป็นภาษาไทย พร้อมกับได้ออกแบบตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้น

ปี  พ.ศ.2359  คณะแบปติสต์ได้ส่งนายยอร์จ  เอ็ช.  ฮัฟ (George H.  Hough)  ให้นำแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์มาตั้งโรงพิมพ์แบปติสต์ในพม่า

ปี  พ.ศ.2360  นายฮัฟได้ทำการพิมพ์หนังสือจากตัวพิมพ์ที่ออกแบบและหล่อขึ้นโดยนางจั๊ดสัน  ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพิมพ์ตัวหนังสือไทยจากตัวพิมพ์เป็นครั้งแรก  การพิมพ์นี้พิมพ์ที่เมืองร่างกุ้ง ประเทศพม่า  แต่จะเป็นหนังสืออะไรบ้างไม่มีหลักฐานเหลือมาจนถึงปัจจุบัน

ปี  พ.ศ.2362  พม่าเกิดสถานการณ์สงครามคับขันกับอังกฤษ  คณะแบปติสต์ได้มาอยู่ที่เมืองเซรัมโปร์ (Serampore)  นครกัลกัตตา (Calcutta)  ประเทศอินเดีย  โดยได้นำตัวพิมพ์อักษรไทยไปด้วย

ปี  พ.ศ.2371  ได้มีการจัดพิมพ์หนังสือเป็นตัวอักษรไทย  ชื่อตำราไวยกรณ์ไทย (A Grammar of The Thai or Siamese Language)  แต่งโดยกัปตันเจมส์โลว์ (Captain James Low)  ซึ่งเป็นนายทหารอังกฤษ  พิมพ์ที่ The Baptist Mission Press เมืองเซรัมโปร์  นครกัลกัตตา  เรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษ  อธิบายไวยกรณ์ไทยและมีตัวอย่างหน้าหนังสือไทยอยู่หลายหน้าที่เป็นหน้าตัว เขียนลายมืออักษรไทย  พิมพ์ด้วยบล็อกโลหะก็มี พิมพ์ด้วยตัวเรียง  พิมพ์ที่นางจั๊ดสันได้จัดหล่อขึ้นที่พม่าก็มี

ปี  พ.ศ.2373  โรเบิร์ต  เบิร์น  มิชชันนารีคณะลอนดอน  ได้ขอซื้อแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ภาษาไทยจากโรงพิมพ์คณะแบปติสต์  นครกัลกัลตามาติดตั้งดำเนินการอยู่ที่สิงคโปร์และได้รับงานตีพิมพ์คำสอนของพวกมิชชันนารีอเมริกันที่อยู่ในกรุงเทพฯเวลานั้นไปจ้างให้พิมพ์ด้วย

ปี  พ.ศ.2375  โรเบิร์ต  เบิร์น  ได้ถึงแก่กรรมลง  โรงพิมพ์ดังกล่าวจึงได้ขายแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ภาษาไทยให้แก่มิชชันนารีคณะอเมริกันบอร์ด

ปี  พ.ศ.2378  นายแพทย์แดน  บีช  บรัดเลย์ (Dr.Dan Beach Bradley)  หรือหมอบรัดเลย์และคนไทยมักเรียกว่าหมอปลัดเล  เป็นมิชชันนารีชาวอเมริกัน  ได้รับมอบแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ภาษาไทยจากคณะอเมริกันบอร์ด  โดยขนย้ายมาจากสิงคโปร์มายังกรุงเทพฯ

ปี  พ.ศ.2379  เริ่มติดตั้งแท่นพิมพ์และทดลองพิมพ์เป็นภาษาไทย  โดยหมอบรัดเลย์  งานที่พิมพ์มีงานของศาสนาจารย์ชาลส์  โรบินสัน  ซึ่งเป็นพวกคำสอนของศาสนา  พระบัญญัติ  10  ประการ  คำอธิบายสั้น ๆ และบทสรรเสริญ  แต่ตัวอักษรยังไม่สวยงามและตัวพิมพ์ที่นำมาจากสิงคโปร์ก็ได้สึกหรอเสียหายไปตามเวลา หมอบรัดเลย์จึงได้คิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใหม่

ที่มา : http://www.pvcmthai.com/wizContent.asp?wizConID=157&txtmMenu_ID=7