Archive | มกราคม 2013

กำเนิดวันปีใหม่

ความหมายของวันขึ้นปีใหม่

ตามความหมายในพจนานุกรมให้ความหมายคำว่า “ปี” หมายถึง  เวลาชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว  365  วัน  หรือเวลา  12  เดือนตามสุริยคติ  ดังนั้น “ปีใหม่” จึงหมายถึง  การขึ้นรอบใหม่หลังจาก  12  เดือน  หรือ  1  ปี

ความเป็นมาของวันขึ้นปีใหม่

วันขึ้นปีใหม่มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตามความเหมาะสม  ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนีย  เริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทินโดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับเมื่อครบ  12  เดือน  ก็กำหนดว่าเป็น  1  ปี  และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล  จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก  1  เดือน  เป็น  13  เดือนในทุก ๆ 4  ปี

ต่อมาชาวอียิปต์  กรีกและชาวเซมิติค  ได้นำการปฏิบัติของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไขอีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้น  จนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต  ซีซาร์ (ประมาณ  46  ปีก่อนคริสต์ศักราช)  ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อโยซิเยนิสมาปรับปรุงให้หนึ่งปีมี  365  วัน  โดยทุก ๆ 4  ปี  ให้เติมเดือนที่มี  28  วัน  เพิ่มขึ้นอีก  1  วัน  เป็น  29  วัน  คือ  เดือนกุมภาพันธ์  เรียกว่า  อธิกสุรทิน  เมื่อเพิ่มให้เดือนกุมภาพันธ์มี  29  วัน  ให้ทุก ๆ 4  ปี  แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก  คือ  เวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล  เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

และในวันที่  21  มีนาคม  ตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี  จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน  คือ  เป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออกและลับลงตามทิศตะวันตก  วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ  12  ชั่วโมงเท่ากัน  เรียกว่า  วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)

แต่ในปี  พ.ศ.2125  วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่  11  มีนาคม  แทนที่จะเป็นวันที่  21  มีนาคม  ดังนั้นพระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่  13  จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป  10  วัน  จากปีปฏิทินและให้วันหลังจากวันที่  4  ตุลาคม  พ.ศ.2125  แทนที่จะเป็นวันที่  5  ตุลาคม  ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่  15  ตุลาคมแทน (ใช้เฉพาะในปี  พ.ศ.2125)  ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า  ปฏิทินเกรกอเรี่ยน  จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่  1  มกราคม  เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

ความเป็นมาวันปีใหม่ในประเทศไทย

สำหรับวันปีใหม่ในประเทศไทยนั้น  แต่เดิมเราถือเอาวันแรม  1  ค่ำ  เดือนอ้าย  ซึ่งตรงกับเดือนมกราคม  เป็นวันขึ้นปีใหม่  เพื่อให้สอดคล้องกับคติแห่งพระพุทธศาสนา  ที่ถือช่วงเหมันต์หรือหน้าหนาวเป็นการเริ่มต้นปี  ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์  คือ  ถือเอาวันขึ้น  1  ค่ำ  เดือน  5  เป็นวันขึ้นปีใหม่  ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์  ดังนั้นในสมัยโบราณเราจึงถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย

แต่การนับวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ตามวันทางจันทรคติ  เมื่อเทียบกับวันทางสุริยคติ ย่อมคลาดเคลื่อนกันไปในแต่ละปี  ดังนั้นในวันขึ้น  1  ค่ำ  เดือน  5  ปี  พ.ศ.2432 (ร.ศ.108)  ซึ่งตรงกับวันที่  1  เมษายน  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงให้ถือเอาวันที่  1  เมษายน  เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยนับแต่นั้นมาเพื่อวันปีใหม่จะได้ตรงกันทุกปีเมื่อนับทางสุริยคติ (แม้ว่าวันขึ้น  1  ค่ำ  เดือน  5  ปีต่อ ๆ มาจะไม่ตรงกับวันที่  1  เมษายน  แล้วก็ตาม)  ดังนั้นจึงถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีนับแต่นั้นมา  อย่างไรก็ดีประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่อยู่

ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย  ทางราชการจึงเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่  1  เมษายน  มักจะไม่มีงานรื่นเริงอะไรมากนักและเห็นสมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่  จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่  1  เมษายน  2477  ขึ้นในกรุงเทพฯ  เป็นครั้งแรก  จนแพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อ ๆ มา  โดยในปี  พ.ศ.2479  ก็ได้มีการจัดงานปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด  มีชื่อทางราชการ “วันตรุษสงกรานต์”

เหตุผลเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จาก  1  เมษายน  เป็น  1  มกราคม

ต่อมาก็ได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นประธานคณะกรรมการและที่ประชุมก็ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่  1  มกราคม  พ.ศ.2484  ในวันที่  24  ธันวาคม  ในสมัยคณะรัฐบาลของจอมพล  ป.พิบูลสงคราม  โดยเหตุผลสำคัญก็คือ

– เป็นการไม่ขัดกับหลักพุทธศาสนาในด้านการนับวัน  เดือนและการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ

– เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมศาสนาพุทธ

– ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก

– เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม  คตินิยมและจารีตประเพณีของชาติไทย

ตั้งแต่นั้นมาวันขึ้นปีใหม่ของไทยจึงตรงกับวันที่  1  มกราคมของทุกปี  เหมือนดังเช่นวันขึ้นปีใหม่ของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

เพลงวันปีใหม่

แน่นอนว่าเพลงที่มักจะได้ยินบ่อย ๆ ในช่วงวันขึ้นปีใหม่ ก็คือ “เพลงพรปีใหม่” ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่  13  ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ  ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม  พ.ศ.2494  เมื่อครั้งเสด็จนิวัตพระนครและประทับ  ณ  พระตำหนักจิตรลดารโหฐานพระราชวังดุสิต  โดยมีพระราชประสงค์ให้เพลงนี้  เป็นพรปีใหม่ที่พระราชทานแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ  นิพนธ์คำร้องเป็นคำอำนวยพรปีใหม่  แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี  2  วง  คือ  วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นำออกบรรเลง  ณ  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทยเป็นครั้งแรกในวันปีใหม่ วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2495 โดยเพลงพรปีใหม่ มีเนื้อร้องดังนี้

ประวัติการส่ง ส.ค.ส.ในวันปีใหม่

การส่ง ส.ค.ส หรือบัตรอวยพรนั้น ประเทศไทยรับวัฒนธรรมมาจากต่างประเทศ ซึ่งนิยมส่งบัตรอวยพรกันมาเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว ตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 18 หรือตรงกับปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา บัตรอวยพรนี้ปรากฎในรูปแบบ “บัตรเยี่ยม” (Visiting Card) เป็นบัตรกระดาษขนาดเท่าไพ่ นิยมเขียนข้อความ หรือพิมพ์รูปภาพต่าง ๆ ลงไปเพื่อเยี่ยมเยียนกันในวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาแพร่หลายไปในเทศกาลต่าง ๆ เช่น วาเลนไทน์ คริสต์มาส มีการส่งพิมพ์และส่งบัตรอวยพรกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

สำหรับในประเทศไทยนั้น เชื่อกันว่าบัตรอวยพรปีใหม่ที่เก่าแก่ที่สุด คือ บัตรอวยพรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประดิษฐ์ขึ้น เมื่อ 120 กว่าปีก่อน โดยในรัชสมัยของพระองค์ เป็นยุคที่มีการติดต่อสื่อสารกับต่างประเทศเป็นจำนวนมาก  จึงมีการรับเอาขนบธรรมเนียมของตะวันตกมาด้วย

ทั้งนี้การส่งบัตรอวยพรของพระองค์นั้น  ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด  แต่ได้ปรากฏสำเนาคำพระราชทานพรขึ้นปีใหม่ในปี  พ.ศ.2409  ของพระองค์  ในหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์ดเดอร์ (ภาษาอังกฤษ)  ฉบับวันที่  13  มกราคม  2409  แปลได้ใจความว่า “ทรงขอส่งบัตรตีพิมพ์คำอวยพรนี้ถึงบรรดากงสุล  เจ้าหน้าที่กงสุลต่าง ๆ และชาวต่างประเทศที่ทรงคุ้นเคยโดยทั่วถึงกัน”

ต่อมาในช่วงต้นรัชสมัยของรัชกาลที่  5  ความนิยมการส่งบัตรอวยพรแพร่หลายอย่างมาก มีหลักฐานบัตรอวยพรประเภทต่าง ๆ ถูกเก็บรวบรวมไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นจำนวนมาก โดยมักนิยมส่งกันในช่วงเดือนเมษายน  ตามวันขึ้นปีใหม่เดิมที่ตรงกับวันที่  1  เมษายน  และบนบัตรอวยพรเหล่านั้น  ยังพบคำว่า “ส.ค.ศ” หรือ “ส.ค.ส” ปรากฏอยู่  จึงเชื่อกันว่า  คำว่า “ส.ค.ส” เกิดขึ้นในรัชสมัยนี้  โดยย่อมาจากคำว่า “ส่งความศุข” หรือ “ส่งความสุข”

หลังจากนั้น  ส.ค.ส  ก็เป็นสิ่งที่นิยมส่งให้กันในวันขึ้นปีใหม่  จนถึงปัจจุบันนี้และส.ค.ส.ก็ได้เปลี่ยนรูปแบบไปมีการนำวัสดุต่าง ๆ มาประดิษฐ์  ตกแต่ง  มีรูปแบบ  ลวดลายหลากหลายมากขึ้น

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/18913

Advertisements