Archive | กรกฎาคม 2013

กำเนิดวัฒนธรรม

วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความสำคัญสำหรับชาติหนึ่ง ๆ การที่มนุษย์แตกต่างจากสัตว์หรือการที่มนุษย์แบ่งเป็นชาตินั้นชาตินี้ก็อาศัยวัฒนธรรมเป็นเครื่องกำหนดนั่นเอง  วัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์มีแบบแผนในการดำรงชีวิต  ฉะนั้นการศึกษาสังคมมนุษย์จึงจำเป็นต้องศึกษาวัฒนธรรม  เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมที่มนุษย์ในสังคมหนึ่ง ๆ แสดงออกมา

ความหมายของวัฒนธรรม

คำว่า “วัฒนธรรม ” มาจากภาษาอังกฤษ  คำว่า “Culture” คำนี้มีรากศัพท์มาจาก “Cultura” ในภาษาละติน  มีความหมายว่า  การเพาะปลูกหรือการปลูกฝัง (อานนท์  อาภาภิรม, 2519 : 99)  ซึ่งอธิบายได้ว่ามนุษย์เป็นผู้ปลูกฝังอบรมบ่มนิสัยให้เกิดความเจริญงอกงาม  ในด้านภาษาศาสตร์ “วัฒนธรรม” เป็นคำที่ได้มาจากการรวมคำ  2  คำเข้าด้วยกัน  ได้แก่

– วัฒนะหรือวัฒน  หมายถึง  ความเจริญงอกงาม  รุ่งเรือง

– ธรรมะหรือธรรม  หมายถึง  กฎ  ระเบียบหรือข้อปฏิบัติ

ฉะนั้นเมื่อพูดถึงวัฒนธรรมตามความหมายนี้จึงหมายถึง  ความเป็นระเบียบ  การมีวินัย  เช่น  เมื่อกล่าวถึงบุคคลหนึ่งว่าเป็นคนมีวัฒนธรรมก็มักจะหมายความว่า  เป็นที่มีระเบียบวินัย  เป็นต้น

ในด้านสังคมศาสตร์  วัฒนธรรมมีความหมายกว้างขวางมาก  กล่าวคือ  วัฒนธรรม  หมายถึง  วิถีชีวิต (WAY OF LIFE)  ของมนุษย์ในสังคมและแบบแผนในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุก ๆ อย่างรวมทั้งบรรดาผลงานทั้งมวลที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้น  ตลอดจนความคิด  ความเชื่อ  ค่านิยมและความรู้ต่าง ๆ เป็นต้น

ในด้านนิติศาสตร์แบบไทย  พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ  พุทธศักราช  2483 (บรรจง  สกุลชาติ.  2526 : 56)  กล่าวไว้ดังนี้

“วัฒนธรรม  หมายถึง  ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม  ความเป็นระเบียบ  ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติและศีลธรรมอันดีงามของประชาชน” ความหมายนี้ทางราชการและวงการทั่วไปยังคงใช้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  นักวิชาการไทยบางท่านได้ให้ความหมายวัฒนธรรมคล้าย ๆ กัน  เช่น

พระยาอนุมานราชธน  กล่าวว่า “วัฒนธรรม  คือ  สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือผลิตสร้างขึ้น  เพื่อความเจริญงอกงามในวิถีแห่งชีวิตของส่วนรวมที่ถ่ายทอดกันได้เลียนแบบกันได้  เอาอย่างกันได้” (พระยาอนุมานราชธน.  ม.ป.ป. : 6)

อุทัย  หิรัญโต  กล่าวว่า “วัฒนธรรมคือ  มรดกทางสังคมที่ได้ตกทอดมาเป็นสมบัติของมนุษย์ในสมัยปัจจุบันและนำมาใช้ในการครองชีวิตเป็นแบบแผนแห่งการครองชีวิต (Design of Living)  หมายความว่าวัฒนธรรมเป็นแบบฉบับที่ทำการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ไปว่าจะต้องทำอย่างไร  และทำอย่างไร  คิดอย่างไร  รู้สึกอย่างไร  อะไรดี  อะไรชั่ว  วัฒนธรรมมิได้หมายความถึงการเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติงานได้เหมาะสมหรือความเป็นผู้มีจิตใจสูงเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างและรับมาปฏิบัติสืบต่อมา”

ยุทธ  ศักดิ์เดชยันต์  ได้กล่าวว่า “วัฒนธรรม  รวมถึงความคิดและแบบแผนพฤติกรรมทุกอย่างที่ตกทอดสืบต่อกันมาโดยทางการสื่อสารหรือส่งสัญลักษณ์  ไม่ตกทอดโดยกรรมพันธุ์  เราเรียนรู้วัฒนธรรมโดยอาศัยคำพูด  ท่าทาง  เช่น  การที่นกรู้สร้างรังได้นั้นเป็นการตกทอดทางกรรมพันธุ์  แต่การที่มนุษย์รู้จักสร้างบ้านพันที่อยู่อาศัยนั้นเป็นถ่ายทอดทางวัฒนธรรม”

จากความหมายของวัฒนธรรมทั้งในด้านทั่ว ๆ ไป  ด้านภาษาศาสตร์  ด้านสังคมศาสตร์  ด้านนิติศาสตร์และนักวิชาการบางท่านได้กล่าวไว้  อาจหลอมรวมเข้าด้วยกันและสรุปได้คือ

วัฒนธรรมมีความหมายครอบคลุมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงออกถึงวิถีชีวิตมนุษย์ในสังคมของกลุ่มดกลุ่มหนึ่งหรือสังคมใดสังคมหนึ่ง  ซึ่งมนุษย์ได้สร้างสงระเบียบ  กฎเกณฑ์วิธีในการปฏิบัติ  รวมทั้งการจัดระเบียบ  ตลอดจนระบบความเชื่อ  ค่านิยม  ความรู้และเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยได้วิวัฒนาการสืบทอดกันมาอย่างมีแบบแผน

ประเภทของวัฒนธรรม

โดยทั่วไปแล้วมักจะแบ่งวัฒนธรรมออกเป็น  2  ประเภทใหญ่ ๆ คือ

  1. วัฒนธรรมที่เป็นวัตถุ (Material Culture)  ซึ่งได้แก่สิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มนุษย์คิดค้นผลิตขึ้นมา  เช่น  สิ่งก่อสร้างอาคารบ้านเรือน  อาวุธยุทโธปกรณ์  เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นต้น
  2. วัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ (Non – material Culture)  หมายถึง  อุดมการณ์  ค่านิยม  แนวคิด  ภาษา ความเชื่อทางศาสนา  ขนมธรรมเนียมประเพณี  ลัทธิการเมือง  กฎหมาย  วิธีการกระทำและแบบแผนในการดำเนินชีวิต  ซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรม (Abstract)  ที่มองเห็นไม่ได้

การแบ่งประเภทของวัฒนธรรมออกเป็น  2  ประเภท  ดังกล่าวข้างต้น  นักสังคมวิทยาบางท่านเห็นว่าแนวคิดที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุนั้นคลุมเครือ  จึงได้แบ่งวัฒนธรรมออกเป็น  3  ประเภท  ดังนี้คือ

  1. วัฒนธรรมทางวัตถุ (Material)  ได้แก่  วัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้ในสังคม  เช่น  ที่อยู่อาศัย  อาหาร  เสื้อผ้า  ยารักษาโรค
  2. วัฒนธรรมความคิด (Idea)  หมายถึง  วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด  ทัศนคติ  ความเชื่อต่าง ๆ เช่น  ความเชื่อในเรื่องตายแล้วเกิดใหม่  ความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม  การเชื่อถือโชคลาง  ตลอดจนเรื่องลึกลับ  นิยายปรัมปรา วรรณคดี  สุภาษิตและอุดมการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น
  3. วัฒนธรรมด้านบรรทัดฐาน (Norm)  เป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนที่สังคมกำหนดเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม  ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทย่อย ๆ ดังนี้

– วัฒนธรรมทางสังคม (Social Culture)  เป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับความประพฤติหรือมารยาททางสังคม  เช่น  การไหว้  การจับมือทักทาย  การเข้าแถว  การแต่งชุดดำไปงานศพ  เป็นต้น

– วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย (Legal Culture)  เป็นวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดความเป็นระเบียบและกฎเกณฑ์เพื่อให้คนในสังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

– วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับจิตใจและศีลธรรม (Moral Culture)  วัฒนธรรมประเภทนี้ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตในสังคม  เช่น  ความซื่อสัตย์  สุจริต  ความเมตตากรุณา  ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  เป็นต้น

ตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ  ปีพุทธศักราช  2485  ได้แบ่งประเภทวัฒนธรรมออกเป็น  4  ประเภท  ได้แก่

– คติธรรม (Moral)  คือ  วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับหลักในการดำรงชีวิตส่วนใหญ่เป็นนี่เองของจิตใจ และได้มาจากศาสนา  ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของสังคม  เช่น  ความเสียสละ  ความขยัน  หมั่นเพียร  การประหยัดอดออม  ความกตัญญู  ความอดทน  ทำดีได้ดี  เป็นต้น

– เนติธรรม (Legal)  คือ  วัฒนธรรมทางกฎหมาย  รวมทั้งระเบียบประเพณีที่ยอมรับนับถือกันว่ามีความสำคัญพอ ๆ กับกฎหมาย  เพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

– สหธรรม (Social)  คือ  วัฒนธรรมทางสังคม  รวมทั้งมารยาทต่าง ๆ ที่จะติดต่อเกี่ยวข้องกับสังคม  เช่น  มารยาทในการรับประทานอาหาร  มารยาทในการติดต่อกับบุคคลต่าง ๆ ในสังคม

– วัตถุธรรม (Material)  คือ  วัฒนธรรมทางงวัตถุ  เช่น  เคราองนุ่งห่ม  ยารักษาโรค  บ้านเรือน  อาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สะพาน  ถนน  รถยนต์  เครื่องคอมพิวเตอร์  เป็นต้น

ปัจจุบันเพื่อสะดวกแก่การศึกษาและส่งเสริมวัฒนธรรม  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  ได้แบ่งออกเป็น  5  สาขา  คือ

  1. สาขามนุษย์ศาสตร์  ได้แก่  ขนบธรรมประเพณี  คุณธรรม  ศีลธรรม  ศาสนา  ปรัชญา  ประวัติศาสตร์  โบราณคดี  มารยาทในสังคม  การปกครอง  กฎหมาย  เป็นต้น
  2. สาขาศิลปะ  ได้แก่  ภาษา  วรรณคดี  ดนตรี  นาฏศิลป์  วิจิตรศิลป์  สถาปัตยกรรม  ประติมากรรม  จิตรกรรม  เป็นต้น
  3. สาขาช่างฝีมือ  ได้แก่  การเย็บปักถักร้อย  การแกะสลัก  การทอผ้า  การจัดสาน  การทำเครื่องเขิน  การทำเครื่องเงิน  เครื่องทอง  การจัดดอกไม้  การประดิษฐ์  การทำเครื่องปั้นดินเผา  เป็นต้น
  4. สาขาคหกรรมศิลป์  ได้แก่  ความรู้เรื่องอาหาร  การประกอบอาหาร  ความรู้เรื่องการแต่งกาย  การอบรมเลี้ยงดูเด็ก  การดูแลบ้านเรือนที่อยู่อาศัย  ความรู้เรื่องบา  การรู้จักใช้ยา  ความรู้ในการอยู่รวมกันเป็นครอบครัว  เป็นต้น
  5. สาขากีฬาและนันทนาการ  ได้แก่  การละเล่น  มวยไทย  ฟันดาบสอบมือ  กระบี่กระบอง  การเลี้ยงนกเขา  ไม้ดัดต่าง ๆ เป็นต้น

องค์ประกอบของวัฒนธรรม

องค์ประกอบของวัฒนธรรมโดยทั่วไปมี  4  ประการ  คือ

  1. องค์มติ (Concept)  หมายถึง  ความเชื่อ  ความคิด  ความเข้าใจและอุดมการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนทัศนคติ  การยอมรับว่าสิ่งใดถูกหรือผิด  สมควรหรือไม่  ซึ่งแล้วแต่ว่ากลุ่มใดจะใช้อะไรเป็นมาตรฐาน (Normal)  ในการาตัดสินใจหรือเป็นเครื่องวัด  เช่น  ความเชื่อในเรื่องการทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  เป็นต้น
  2. องค์พิธีการ (Usage)  หมายถึง  ขนมธรรมเนียมประเพณี  ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปและแสดงออกมาในรูปพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น  พิธีแต่งงาน  พิธีขึ้นบ้านใหม่  พิธีศพ  มักจะได้รับอิทธิพลจากศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย  ตลอดจนพิธีการแต่งกายและการับประทานอาหาร  เช่น  การแต่งกายเครื่องแบบของทางราชการหรือการแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศในงานรัฐพิธีต่าง ๆ เป็นต้น
  3. องค์การ (Association or Organization)  หมายถึง  กลุ่มที่มีการจัดระเบียบหรือมีโครงสร้างอย่างเป็นทางการมีกฎเกณฑ์  ข้อบังคับ  มีวัตถุประสงค์และวิธีดำเนินงานไว้เป็นที่แน่นอน  เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญที่สุดในสังคมซับซ้อน (Complex Society)  เช่น  องค์การสหประชาชาติ  ซึ่งเป็นองค์การที่ใหญ่ที่สุด  สมาคมอาเซียน  สหพันธ์กรรมกร  หน่วยราชการ  โรงเรียน  วัด  จนถึงครอบครัว  ซึ่งเป็นองค์การที่มีขนาดเล็กที่สุดและใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด
  4. องค์วัตถุ (Instrumental and Symbolic Objects)  เป็นวัฒนธรรมทางด้านวัตถุ  มีรูปร่างที่สามารถสัมผัสจับต้องได้  เช่น  บ้าน  โรงเรียน  ถนน  เครื่องแต่งกาย  เครื่องใช้  อาวุธ  ตลอดจนผลผลิตทางด้านศิลปกรรมของมนุษย์

หน้าที่ของวัฒนธรรม

ดังได้กล่าวมาแล้ว่าวัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตของคนในสังคม  ซึ่งได้สืบทอดต่อมายังชนรุ่นหลัง วัฒนธรรมจึงเปรียบเสมือนเครื่องห่อหุ้มสังคม  ทำให้สังคมดำรงอยู่ได้  เพราะฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า วัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีสังคมหรือที่ใดมีวัฒนธรรมที่นั่นก็มีสังคม  ที่ใดมีสังคมที่นั่นก็มี วัฒนธรรม  เท่ากับเป็นของสิ่งเดียวกันที่มี  2  ด้าน  แยกกันในทางปฏิบัติไม่ได้  หน้าที่ของวัฒนธรรมที่พึงมีต่อสังคมพอสรุปได้ดังนี้

  1. เป็นตัวกำหนดรูปแบบของสถาบัน  เช่น  รูปแบบของครอบครัวว่าชายจะมีภรรยาได้กี่คน หรือ หญิงจะมีสามีได้กี่คน  เป็นต้น
  2. เป็นตัวกำหนดบทบาท  ความสัมพันธ์ของมนุษย์  เช่น  ในสังคมไทยผู้ชายจะบวชเรียนเมื่อมีอายุครบ  20  ปี  หรือการที่เด็กต้องแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่หรือผู้มีอายุมากกว่า  เป็นต้น
  3. ทำหน้าที่ควบคุมสังคม  เช่น  การมีประเพณีต่าง ๆ ให้ประพฤติปฏิบัติ  ผู้ที่ฝ่าฝืนจะได้รับการตำหนิจากสังคม  เช่น  การกระทำของหญิงที่หนีตามผู้ชาย  โดยไม่มีการสู่ขอตามประเพณีนั้น  เป็นการสมควรที่จะได้รับการตำหนิจากสังคม  เพื่อนบ้าน  อาจจะไม่คบค้าสมาคมด้วย  ฯลฯ  เป็นต้น
  4. ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมาย  สัญลักษณ์  ที่แสดงว่าสังคมหนึ่งแตกต่างไปจากอีกสังคมหนึ่ง  เช่น  สังคมไทยทักทายด้วยการไหว้  สังคมธิเบตทักทายด้วยการแลบลิ้น  สังคมตะวันตกทักทายด้วยการจับมือ เป็นต้น
  5. ทำให้เกิดความเป็นอันเหนึ่งอันเดียวกันในสังคม  เกิดเป็นปึกแผ่นความจงรักภักดีและอุทิศตนให้แก่สังคม  ทำให้สังคมอยู่รอด
  6. วัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างและหล่อหลอมบุคลิกภาพของสังคมให้กับสมาชิก
  7. ทำให้สมาชิกแต่ละคนและแต่ละสังคมได้ตระหนักถึงความหมายและวัตถุประสงค์ของการมีชีวิตของคน  เช่น  สังคมไทยพุทธเชื่อว่าเกิดมาแล้วต้องชดใช้กรรม  ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับชีวิตของคน  เขาก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม
  8. สร้างหรือจัดรูปแบบความประพฤติและการปฏิบัติร่วมกัน  โดยบุคคลไม่จำเป็นต้องคิดหาวิธีประพฤติปฏิบัติโดยไม่จำเป็น  รูปแบบความประพฤติที่สังคมเคยกระทำอย่างไร  หน้าที่ของสมาชิกในสังคมก็คือ  การปฏิบัติตาม

ที่มาของวัฒนธรรม

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าวัฒนธรรมมีในสังคมมนุษย์เท่านั้น  สัตว์ไม่มีวัฒนธรรมเหมือนมนุษย์หรือสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาไม่ได้  แต่มีมนุษย์มีวัฒนธรรมหรือสร้างวัฒนธรรมได้นั้น  สาเหตุมาจากเปรียบเทียบกับสัตว์ในการมองสิ่งต่าง ๆ มีความสามารถใช้มือและนิ้วอย่างอิสระ  มีอายุยืนยาว  มีมันสมองที่สามารถคิดค้นเรียนรู้ได้ดีและสามารถ่ายทอดโดยใช้ภาษาพูดและภาษาเขียน  มีความสามารถในการคิดพิจารณาไตร่ตรอง  มีความจำ  มีการทดลองค้นคว้า  ประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ รวมทั้งความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคมหรือการอยู่ร่วมกันได้ดี  สิ่งเหล่านี้เองจึงทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์

แนวคิดเรื่องที่มาของวัฒนธรรมนี้ได้มีผู้รู้ให้แนวคิดแตกแยกออกไปหลายทางด้วยกัน  แต่มีแนวความคิดที่สำคัญอยู่  2  ทางด้วยกัน  คือ

  1. ทฤษฎี Parallelism ทฤษฎีนี้มีแนวคิดว่าวัฒนธรรมนั้นเกิดขึ้นในที่ต่าง ๆ พร้อมกัน  เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์คล้ายันมาก  ฉะนั้นจึงมีความคิดที่คล้ายกัน  มนุษย์ที่อยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ย่อมสามารถก่อสร้างวัฒนธรรมของตนขึ้นมาได้  จะเห็นได้จากการประดิษฐ์สิ่งของอย่างเดียวกันในสถานที่ต่างกันจะแตกต่างกันเฉพาะในรูปลักษณะของการประดิษฐ์สิ่งนั้น ๆ เช่น  ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำก็มักจะสร้างเรือเป็นพาหนะในชีวิตประจำวันของตน  รูปร่างของเรืออาจจะแตกต่างกัน  แต่ประโยชน์ใช้สอยเหมือนกัน
  2. ทฤษฎี Diffusionism ทฤษฎีนี้มีแนวความคิดว่าวัฒนธรรมเกิดจากศูนย์กลางที่ใดที่หนึ่งเพียงแห่ง เดียวและแพร่กระจายไปในชุมชนต่าง ๆ อาจเป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไปหรือแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง  โดยจากการประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ หรือเกิดสถาบันใหม่  โดยที่สถานที่ที่อยู่ใกล้เคียงหรืออยู่ห่างไกลได้นำวัฒนธรรมนั้นไปดัดแปลง  ใช้จนกระทั่ววัฒนธรรมนั้นแพร่หลายครอบคลุมไปทั่วโลก  กลไกลของการแพร่กระจายวัฒนธรรมนี้ได้แก่ การอพยพล่าอาณานิคม  การทำสงคราม  การเผแพร่ศาสนา  การติดต่อการค้าขาย  เป็นต้น

โดยทั่วไปแล้วเนื้อหาวัฒนธรรมมีแนวโน้มที่จะแพร่หลาย  แต่ก็มิได้ราบรื่นโดยตลอด  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง  เช่น  เส้นทางคมนาคมไม่สะดวก  ชุมชนอยู่ห่างไกลเกินไป  ประชาชนเกิดการต่อต้านวัฒนธรรมใหม่  เพราะยังมิเห็นถึงประโยชน์หรืออาจจะต่อต้านเพราะเห็นว่าวัฒนธรรมที่มีอยู่มีคุณค่ามีประโยชน์แล้วหรือรู้สึกว่าขัดกับลักษณะของวัฒนธรรมที่หลั่งไหลเข้ามา  เช่น  ในกรณีสังคมไทยซึ่งได้รับอิทธิพลจากสังคมตะวันตกในเรื่องการดื่มน้ำชา  กาแฟ  แต่ยังไม่แพร่หลายในหมู่คนสูงอายุ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบชนบทยังนิยมกินหมากหรืออมเมี่ยงอยู่  เพราะแต่ละชุมชนเคยชินกับวัฒนธรรมของตนและเห็นว่ามีคุณค่าเหมือนกันและใช้แทนกันได้อยู่แล้ว

ลักษณะของวัฒนธรรม

เพื่อที่จะให้เข้าใจเรื่องของวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง  จึงขออธิบายถึงลักษณะของวัฒนธรรมโดยทั่วไป  ซึ่งอาจจะอธิบายได้ดังนี้

  1. วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในสังคมมนุษย์  อีกนัยหนึ่งคือ “มนุษย์จะอยู่โดยปราศจากวัฒนธรรมไม่ได้” หรือ “วัฒนธรรมกับมนุษย์จะต้องอยู่ควบคู่กันไป  เสมือนเงากับตัวทิ้งกันไม่ได้”
  2. วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิดและไม่ใช่สิ่งที่อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้  ดังนั้นนิสัยและความสามารถต่าง ๆ ของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเรียนรู้หรือขบวนการ  สังคมกรณ์ (Socialzation)
  3. วัฒนธรรมของแต่ละสังคม  มีความแตกต่างกันและคามแตกต่างนี้ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบพิจารณาว่าวัฒนธรรมใดดีกว่ากัน  เพราะวัฒนธรรมแต่ละวัฒนธรรมย่อมมีความเหมาะสมถูกต้องตามสภาพแวดล้อมของแต่ละสังคม  แนวความคิดที่ว่าวัฒนธรรมทุกวัฒนธรรมมีส่วนดีเป็นของตนเอง  ซึ่งเรียกว่า “วัฒนธรรมสัมพันธ์” แนวความคิดนี้มุ่งที่จะลบล้างความคิดเห็นที่ว่าวัฒนธรรมของตนดีกว่าวัฒนธรรมของคนอื่น (Ethnocentrism)
  4. วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงมักจะเป็นไปได้  2  วิธีคือ

– การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในวัฒนธรรมเอง  เช่น  การประดิษฐ์คิดค้น

– การเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอก  เช่น  การติดต่อกับวัฒนธรรมอื่น  เป็นการเลียนแบบวัฒนธรรมอื่น ๆ มาใช้

  1. วัฒนธรรมเป็นผลรวมของแบบแผนและแนวการดำเนินชีวิตของปลาย ๆ อย่างในสังคมเข้าด้วยกัน  ถ้าสมาชิกในสังคมส่วนใหญ่ยึดถือเป็นแบบอย่างเดียวกันเรียกวัฒนธรรมนั้นว่า “วัฒนธรรมใหญ่” หรือ “วัฒนธรรมรวม” และภายหลังวัฒนธรรมใหญ่ยังแบ่งเป็น “วัฒนธรรมย่อย” หรือ “วัฒนธรรมรอง” ด้วย

พัฒนาการของวัฒนธรรมไทย

“สังคม” คือ  กลุ่มคนที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ  ในสถานที่และเวลาที่กำหนดรู้ได้

“วัฒนธรรม” คือ  แบบอย่างการดำเนินชีวิตของคนที่อยู่กันเป็นสังคมนั้น  ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ วิธีการและความคิด  ความเชื่อ  ที่สร้างและใช้ร่วมกัน  ลักษณะของสังคมและวัฒนธรรมจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวกับคนและอุปกรณ์ วิธีการที่ใช้ดำรงชีวิตในหมู่คณะนั้น

สังคมและวัฒนธรรมไทยมีขอบเขตและลักษณะที่เปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเทศะ  มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่จะกำหนดขอบเขตและลักษณะของสังคมและวัฒนธรรมอยู่หลายอย่าง  การบรรยายเรื่องราวของสังคมและวัฒนธรรมไทยให้ครบถ้วน  สมบูรณ์ทุกส่วนและทุกยุคสมัยจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย

สังคมและวัฒนธรรมไทยมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปได้ในยุคสมัยที่ต่างกัน  เพราะปัจจัยสำคัญ  ได้แก่  จำนวน  ประเภทและความสัมพันธ์ของบุคคล  สภาพแวดล้อมของสังคม  ความรู้ความสามารถของคนไทยและความต้องการพอใจของคนไทยในการมีชีวิตร่วมกัน

ที่มา : http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/culture/index.html

Advertisements

ประวัติทองคำโลก

ความเป็นมา

ทองคำเป็นที่รู้จักกันในสังคมมนุษย์มาเป็นเวลาเกือบ  6,000  ปีมาแล้ว  คำว่า Gold นั้นมาจากคำภาษาอังกฤษ  คือ Geolo ซึ่งแปลว่า  เหลือง  ส่วนสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ของธาตุทองคำ Au มาจากคำภาษาลาติน  คือ Aurum แปลว่า  ทอง  ในยุคโบราณทองคำได้นำมาใช้เป็นเครื่องตกแต่งในพิธีกรรมทางศาสนาหรือเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจความรุ่งเรือง  การค้นพบหาทองครั้งแรกสุดดูเหมือนจะพบทางแถบเอเชียตะวันตก  โดยเฉพาะในประเทศอียิปต์  ซึ่งเป็นประเทศที่มีสิ่งของเครื่องทองให้ปรากฏเห็นตั้งแต่ประมาณ  4,000  ปีก่อนศริสตศักราช  ต่อมาได้มีการค้นพบอีกที่ประเทศมาเซโดเนีย  อิตาลี  ฝรั่งเศส  สเปน  สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย  การขุดทองเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่มีการค้นพบทวีปอเมริกา

นับเป็นเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา  ทองคำยังคงสามารถใช้เป็นเงินตราที่มีค่าสูงสุดและเป็นโลหะชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในทุกหนทุกแห่ง  การใช้ทองคำเป็นเงินตรานั้นมีบ้าง  ในดินแดนที่มีความเจริญที่สุดในสมัยโบราณกาล  ทองคำได้ครองความเป็นเจ้าเมื่อเปรียบเทียบกับเงินตรา (คือ  โลหะ)  มาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่  19  ได้มีการเอามาตรฐานทองคำเข้ามาใช้ในระบบเงินตราในหลายประเทศนายทุนใหญ่ ๆ โดยรัฐบาลเป็นผู้หลอมทำและจำหน่ายเงินเหรียญทองคำ  ทองคำจึงกลายมาเป็นพื้นฐานหลักของระบบเงินตราไป  ได้มีการกำหนดมาตรฐานทองคำใช้กันเป็นครั้งแรกที่สุดในประเทศอังกฤษ  แล้วค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปประเทศอื่น ๆ เมื่อทองคำและเงินหลั่งไหลเข้ามาในยุโรปตะวันตกภายหลังจากที่ได้มีการค้นพบทางภูมิศาสตร์ครั้งใหญ่ (หมายถึง  การล่าอาณานิคม)  ในศตวรรษที่  15  และ  16  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า  ตัณหาของมนุษย์ในการที่มุ่งครอบครอง  ทองคำได้ผลักดันให้มนุษย์แสวงหาอาณานิคม  ทำสงครามและสร้างอารยธรรมในตอนกลางศตวรรษที่  19  ได้มีการค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียและในออสเตรเลีย  ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรปตะวันตกและในอเมริกาเหนือ  ทองคำช่วยดึงเอาประเทศต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันก่อตัวเป็นตลาดโลกขึ้น  ต่อมาในตอนปลายศตวรรษที่  19  ได้มีการค้นพบทองคำในอาฟริกาใต้และนี่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของสมัยใหม่ใน ประวัติศาสตร์

ประวัติทองคำในประเทศไทย

ประเทศไทยเคยเป็นที่รู้จักและเรียกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า  สุวรรณภูมิ  แปลว่า  แผ่นดินทองการที่ประเทศไทยได้ชื่อนี้อาจเนื่องมาจากความเป็นจริงของธรรมชาติตามหลักฐานที่กรมทรัพยากรธรณีมีอยู่  ซึ่งล้วนแต่มีการร่อนหาทองคำกันมาแต่โบราณ  ประเทศไทยครั้งนั้นคงมีทองคำอุดมสมบูรณ์มากนักเผชิญโชคชาวภาระตะผู้นำอารยธรรมของชมพูทวีปมาสู่กัมพูชา  ในโบราณกาลจึงพากันเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า  สุวรรณภูมิ  แผ่นดินที่ เรียกว่าสุวรรณภูมินี้มีอาณาเขตครอบคลุมพม่า  ไทย  ตลอดจนแหลมมาลายู  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงประทานอรรถาธิบายไว้ในคำอธิบายหนังสือพระราชพงศาวดาร  เล่มที่  1 (พ.ศ.2457)  ว่าทรงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า  สุวรรณภูมิ  ตั้งอยู่ตั้งแต่เมืองมอญ  ตลอดลงมาถึงแหลมมาลายูหรือบางทีอาจตลอดไปจนถึงเมืองญวน  โดยในครั้งกระโน้น  ดินแดงนี้อาจเรียกว่า  สุวรรณภูมิ  ทั้งหมด

ความผูกพันกันระหว่างโลหะทองคำกับคนไทยนั้นมีมายาวนาน  อาจย้อนไปถึงสมัยอาณาจักรเชียงแสนเพราะมีหลักฐานพระพุทธรูปหล่อด้วยทองคำซึ่งมีศิลปะแบบเชียงแสน  ปรากฏอยู่  จากนั้นเมื่อไทยได้รับระบบสมมติเทวราชของขอมมาให้เป็นสถาบันบริหารสูงสุดของประเทศ ทองคำถูกนำมาใช้ในการทำเครื่องราชกกุธภัณฑ์และเครื่องราชูปโภคทั้งหลาย

ความมั่งคั่งในทองคำของไทยในอดีตอาจพิจารณาได้จากการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับชาว ต่างชาติ  เช่น  พระราชสาสน์นั้นเป็นการเขียน (จาร)  ลงบนแผ่นทองคำที่เรียกว่า  พระสุพรรณบัฏและเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ ที่ทำด้วยทองคำ  เป็นต้น  นอกจากนี้เครื่องใช้และเครื่องประดับต่าง ๆ ก็ยังนิยมใช้ทองคำด้วย  สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงการมีทองคำอยู่เป็นจำนวนมาก  ซึ่งเชื่อกันว่าที่มาของทองคำเหล่านี้  คือ  แหล่งทองที่เป็นเกล็ดปนอยู่ในทราย  ซึ่งมีอยู่ทั่วไปตามลำธารของภาคเหนือและภาคอีสานตอนเหนือ

ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ได้ส่งทองคำไปเป็นเครื่องบรรณาการแด่พระเจ้าหลุยส์ที่  14  ของฝรั่งเศสถึง  46  หีบ  และพระองค์ได้ให้เอกอัครราชทูตไทยที่ส่งไปเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนั้นว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญการทำเหมืองแร่ทองคำจากฝรั่งเศสมาด้วย  แร่ทองคำที่มีการผลิตหรือร่อนแร่กันในสมัยนั้น  คือ  แร่ทองคำบ้านป่าร่อน  อำเภอบางสะพาน  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ซึ่งมีการค้นพบและทำเหมืองมาตั้งแต่ปี  พ.ศ.2283  และมีหลักฐานว่าในปี  พ.ศ.2293  สามารถผลิตทองคำ  ได้ทองคำหนัก  90  ชั่งเศษหรือน้ำหนักประมาณ  109.5  กิโลกรัม

ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีเครื่องทองคำที่ควรกล่าวถึงเป็นเครื่องประดับสำหรับเกียรติยศ  ซึ่งปรากฏในหลักฐานเอกสารต้นตำนานตรานพรัตน์ฯ  เมื่อพระมหากษัตริย์บรมราชาภิเษกเสด็จประทับพระที่นั่งภัทรบิฐพราหมณ์ย่อม  ถวายพระสังวาลย์นพรัตน์นั้นสวมทรงก่อน  จวบจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  พ.ศ.2325  เป็นต้นมา  ในรัชกาลที่  4  สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  การขุดทองลดน้อยลงจนต้องหาซื้อ  นำเข้าจากต่างประเทศ  การใช้ทองคำมีปรากฏในพระราชนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งได้กล่าว  เกี่ยวกับการทำเงินตราสยามเป็นเหรียญเงินและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ทำเหรียญทองคำด้วยเช่นกัน

กระทั่งปี  พ.ศ.2414  มีการค้นพบทองคำที่บ้านบ่อ  อำเภอกบินทร์บุรี  จังหวัดปราจีนบุรีและได้มีการทำเหมืองด้วยวิธีการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินในปี  พ.ศ.2416  โดยพระปรีชากลการเจ้าเมืองปราจีนบุรี  แต่ปิดดำเนินการในปี  พ.ศ.2421  ต่อมาได้เปิดดำเนินการอีกครั้ง  ในช่วงปี  พ.ศ.2449 – 2459  แต่ไม่มีข้อมูลของการผลิตแต่อย่างใด  จากนั้นจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีชาวต่างประเทศได้เข้าติดต่อค้าขายและมีการเสาะหาทรัพยากรธรรมชาติ  ซึ่งมีชาวอิตาเลียนได้ขอทำการขุดทองที่บางตะพาน  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เมื่อกลับไปก็ไปเผยแพร่ว่าประเทศไทยนั้นอุดมด้วยแร่ทองคำเนื้อดีจึงทำให้ชาวต่างชาติหลายชาติได้เข้ามาขออนุญาตขุดหาแร่ทองคำมากขึ้น

ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่  2  รัฐบาลได้ให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำแก่บริษัทจากประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสหลายแห่ง  เช่น  แหล่งโต๊ะโมะ  จังหวัดนราธิวาส  แหล่งบางสะพาน  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  แหล่งกบินทร์บุรี  จังหวัดปราจีนบุรี  เป็นต้น  แต่บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ได้หยุดดำเนินการเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่  2  และได้มีบันทึกไว้ว่าบริษัท Societe des Mine d Or de Litcho ของฝรั่งเศสได้ทำเหมืองแร่ทองคำที่แหล่งโต๊ะโมะ  จังหวัดนราธิวาส  ในระหว่างปี  พ.ศ.2479 – 2483  ได้ทองคำหนักถึง  1,851.44  กิโลกรัม  ระหว่างปี  พ.ศ.2493 – 2500  กรมโลหกิจ (กรมทรัพยากรธรณีในปัจจุบัน)  ได้ทำเหมืองทองคำที่บ้านบ่อ  จังหวัดปราจีนบุรี  สามารถผลิตทองคำได้ถึง  54.67  กิโลกรัม

แหล่งแร่ทองคำ

โดยทั่วไปแล้วมักพบแร่ทองคำจะอยู่ในหินอัคนีชนิดเบสมากกว่าชนิดกรด แต่ส่วนใหญ่จะพบว่าทองอยู่ในหินชั้นและในกระบวนการของหินชั้น  พบว่าหินทรายจะมีปริมาณทองมากกว่าหินชนิดอื่น ๆ

ส่วนในแหล่งแร่จะพบว่าแร่ทองจะอยู่กับแร่เงิน  ทองแดงและโดบอลต์  ปริมาณที่พบทองในสถานที่ต่าง ๆ เช่น  ทอง  1  กรัมต่อหินหรือดิน  300  เมตริกตัน  ส่วนในน้ำทะเลจะมีปริมาณทอง  1  กรัมต่อน้ำทะเล  20,000 – 90,000  ตัน  ซึ่งการสกัดเอาแร่ทองคำออกมาแล้ว  ไม่คุ้มต่อการลงทุน  กล่าวคือ  จะมีต้นทุนสูงมาก

การเกิดของแร่ทองคำ

การเกิดของแร่ทองคำนั้นแบ่งออกเป็น  2  แบบตามลักษณ์ที่พบในธรรมชาติ  ดังนี้

  1. แบบปฐมภูมิ  คือ  แหล่งแร่ที่เกิดจากกระบวนการทองธรณีวิทยา  มีการผสมทางธรรมชาติจากน้ำแร่ร้อนผสมผสานกับสารละลายพวกซิลิก้า  ทำให้เกิดการสะสมตัวของแร่ทองคำในหินต่าง ๆ เช่น  หินอัคนี  หินชั้นและหินแปร  มีการพบการฝังตัวของแร่ทองคำในหินหรือสายแร่ที่แทรกอยู่ในหิน  ซึ่งส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า  มีส่วนน้อยที่จะมีขนาดโตพอที่จะเห็นได้ ชัดเจน  แหล่งแร่คำแบบนี้จะมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์ก็ต่อเมื่อมีทองคำมากกว่า  3  กรัมในเนื้อหินหนัก  1  ตันหรือมีทองคำหนัก  1  บาท (15.2  กรัม)  ในเนื้อหินหนักประมาณ  5  ตัน (ประมาณ  2  ลูกบาศก์เมตร)
  2. แบบปฐมทุติยภูมิหรือแหล่งลานแร่  คือ  การที่หินที่มีแร่ทองคำแบบปฐมภูมิได้มีการสึกกร่อนผุพังแล้วสะสมตัวในที่เดิมหรือถูกน้ำชะล้างพาไปสะสมตัวในที่ใหม่ในบริเวณต่าง ๆ ที่เหมาะสม  เช่น  เชิงเขา  ลำห้วยหรือในตะกอนกรวดทรายในลำน้ำ

แหล่งแร่ทองคำที่พบในต่างประเทศ

เมื่อ  พ.ศ.2396  สหรัฐอเมริกาได้มีการค้นพบทองครั้งใหญ่  ผลิตทองได้มากมายจนทำให้เป็นผู้นำการผลิตทองถึง  50  ปี  ส่วนในออสเตรเลียก็เช่นเดียวกันกับสหรัฐอเมริกา  คือ  มีการค้นพบทองมากมาย  จึงทำให้ตลาดของสหรัฐอเมริกาดูตกต่ำลง  แต่ช่วงเวลาไม่นานจำนวนทองที่ ออสเตรเลียก็ลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่การค้นพบทองครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกาทำให้สหรัฐอเมริกาในตลาดโลกมีความกระเตื้องขึ้นหลังจากที่ตกต่ำไป  หลังจากนั้นเมื่อปี  พ.ศ.2439  มีการตื่นทองครั้งใหญ่ที่แคนาดาซึ่งผลิตทองได้เกินกว่า  15  ล้านเอานซ์ต่อปีและในปี  พ.ศ.2458  สูงสุดเกือบ  23  ล้านเอานซ์ต่อปี  นับตั้งปี  พ.ศ.2448  ประเทศแอฟริกา  เป็นอันดับหนึ่งในการผลิตทอง  รองลงมาคือ  ประเทศสหรัฐอเมริกา  ประมาณ  26  ปี  ต่อมาผลผลิตทองของสหรัฐอเมริกาจึงตกเป็นรองประเทศรัสเซียและแคนาดาได้มีการประเมินปริมาณของการขุดทองทั่วโลก  นับจากเริ่มต้นสมัยประวัติศาสตร์ได้ทั้งหมด  3  พันล้านเอานซ์  เป็นข้อมูลที่ประเมินไว้ก่อนปี  พ.ศ.2515

แหล่งแร่ทองคำในประเทศไทย

เมื่อประมาณ  60 – 70  ปีมาแล้ว  แหล่งแร่ทองคำที่สำคัญที่สุด  คือ  แหล่งแร่ที่ป่าร้อน  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ซึ่งชาวบ้านที่นี่ทำการหาทองโดยวิธีการร่อนเป็นเวลาหลายปีจนปริมาณลดลง  แต่ก็ยังมีเหลือพบบ้างกรมทรัพยากรธรณี  สำรวจพบแร่ทองคำกระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด  ยกเว้นพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง  พื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่สูงมีอยู่  2  แนวคือ  แนวแรก  พาดผ่านจังหวัดเลย  หนองคาย  เพชรบูรณ์  พิจิตร  นครสวรรค์  ลพบุรี  ปราจีนบุรี  สระแก้ว  ชลบุรีและจังหวัดระยอง  ส่วนแนวที่  2  พาดผ่านจังหวัดเชียงราย  แพร่  อุตรดิตถ์  สุโขทัยและจังหวัดตาก  ส่วนพื้นที่อื่น ๆ พบทองคำกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป  เช่น  บริเวณบ้านป่าร่อน  อำเภอบางสะพาน  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  แหล่งโต๊ะโมะ  อำเภอสุคิริน  จังหวัดนราธิวาสและอำเภอทองผาภูมิ  จังหวัดกาญจนบุรี

บริเวณที่สำรวจพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่ทองคำสูง  ในปัจจุบันมีด้วยกัน  9  บริเวณ  ดังนี้

  1. บริเวณพื้นที่ในเขตตอนเหนือของจังหวัดอุดรธานี  อำเภอสังคม  จังหวัดหนองคาย  อำเภอเมือง  อำเภอเชียงคานและอำเภอปากชม  จังหวัดเลย
  2. บริเวณพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี  อำเภอสระแก้วและอำเภอวัฒนานคร  จังหวัดปราจีนบุรี
  3. บริเวณพื้นที่อำเภอศรีสัชนาลัย  อำเภอทุ่งเสลี่ยม  จังหวัดสุโขทัย  อำเภอสบปราบ  อำเภอเถิน  จังหวัดลำปางและอำเภอวังชิ้น  อำเภอลอง  จังหวัดแพร่
  4. บริเวณพื้นที่อำเภอแจ้ห่ม  อำเภอวังเหนือ  จังหวัดลำปาง  ขึ้นไปทางเหนือผ่าน  อำเภอเมือง  อำเภอเวียงป่าเป้า  อำเภอม่จัน  อำเภอแม่สายและอำเภอเชียงแสน  จังหวัดเชียงราย
  5. บริเวณพื้นที่อำเภอสนามชัยเขตจังหวัดฉะเชิงเทราลงไปถึงอำเภอบ้าบึง  กิ่งอำเภอบ่อทอง  จังหวัดชลบุรี  จรดชายฝั่งทะเลที่อำเภอแกลง  จังหวัดระยองและอำเภอท่าใหม่  จังหวัดจันทบุรี
  6. บริเวณพื้นที่อำเภอทับสะแก  อำเภอบางสะพาน  กิ่งอำเภอบางสะพานน้อย  จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์  ถึงอำเภอประทิวและอำเภอท่าแซะ  จังหวัดชุมพร
  7. บริเวณกิ่งอำเภอสุคิริน  อำเภอระแงะและอำเภอแว้ง  จังหวัดนราธิวาสและบริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดยะลา
  8. บริเวณพื้นที่อำเภอสังขละบุรี  อำเภอทองผาภูมิและอำเภอไทรโยค  ถึงอำเภอสวนผึ้งและอำเภอจอมบึง  จังหวัดราชบุรี
  9. บริเวณพื้นที่อำเภอเมือง  อำเภอหล่มสัก  จังหวัดเพชรบูรณ์  อำเภอโคกสำโรง  อำเภอบ้านหมี่  จังหวัดลพบุรีและอำเภอท่าตะโก  จังหวัดนครสวรรค์

ประวัติการผลิตทองคำ

ในช่วง  6000  ปีที่ผ่านมา  คาดว่ามีการขุดทองคำขึ้นมาใช้แล้วมากกว่า  125,000  ตัน  โดยประวัติการขุดค้นสามารถแบ่งออกได้เป็น  2  ยุด  คือ  ยุคก่อนการตื่นทองและยุคหลังการตื่นทอง คาดว่ากว่า  90%  ของทองคำที่เคยถูกขึ้นนั้นถูกขุดขึ้นมาหลังปี  ค.ศ.1848  หรือตั้งแต่ยุคตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย

ยุคแรก (ก่อนปี  ค.ศ.1848)

ในช่วง  2000  ปีก่อนคริสตกาล  ชาวอียิปต์ขุดทองคำได้ไม่ถึงปีละ  1  ตัน  จากบริเวณที่เป็นประเทศอียิปต์  ซูดานและซาอุดิอาราเบียในปัจจุบัน

ในยุคอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง  คาดว่ามีการขุดทองคำได้  5 – 10  ตันจากสเปน  ปอร์ตุเกสและแอฟริกา

ช่วงกลางศตวรรษที่  15  มีการผลิตทองคำ  5 – 8  ตันต่อปีจากแถบแอฟริกาตะวันตก  ซึ่ง คือบริเวณประเทศกานาในปัจจุบัน

ในช่วงปลายศตวรรษที่  17  มีการผลิตทองคำรวม  10 – 12  ตัน  จากแอฟริกาตะวันตกและ อเมริกาใต้

ในปี  ค.ศ.1847  หนึ่งปีก่อนเกิดการตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย  รัสเซียผลิตทองคำได้  30 – 35  ตัน  คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ผลิตได้ทั้งโลกที่มีประมาณ  75  ตัน

ยุคที่สอง (หลังปี  ค.ศ.1848)

หลังปี  ค.ศ.1848  นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลังการค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียและใน ออสเตรเลีย  โดยในแต่ละแห่งสามารถขุดได้ทองคำในแต่ละปีเกือบ  100  ตัน

หลังจากได้ได้มีการค้นพบแหล่งทองคำในแอฟริกาใต้  ซึ่งเป็นแหล่งที่มีผลผลิตสูงที่สุดมาต่อเนื่องยาวนานนับจากช่วงปลายศตวรรษที่  18  จนถึงปัจจุบัน

ในช่วงศตวรรษที่  19  มีการขุดทองคำได้เฉลี่ยปีละ  400  ตัน

ในช่วงปี  1990  โลกมีการขุดค้นได้ทองคำเฉลี่ย  1744  ตันต่อปี  ทั้งนี้เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยทำให้การผลิตเดิมที่ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจมีความเป็นไปได้ขึ้น  แต่ราคาทองคำที่ตกต่ำลงทำให้ผลผลิตทองคำไม่เพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด

หน่วยน้ำหนักของทองคำ

กรัม  ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ถือว่าเป็นหน่วยสากล

ทรอยเอานซ์  ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ  เช่น  อังกฤษ  สหรัฐอเมริกา  ออสเตรเลีย

โทลา  ใช้กันทางประเทศแถบตะวันออกกลาง  อินเดีย  ปากีสถาน

ตำลึง  ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาจีน  เช่น  จีน  ไต้หวัน  ฮ่องกง

บาท  ใช้ในประเทศไทย

ชิ  ใช้ในประเทศเวียดนาม

การแปลงน้ำหนักทองคำ

ทองคำความบริสุทธิ์  96.5% (มาตรฐานในประเทศไทย)

ทองรูปพรรณ  น้ำหนัก  1  บาท  เท่ากับ  15.16  กรัม

ทองคำแท่ง  น้ำหนัก  1  บาท  เท่ากับ  15.244  กรัม

ทองคำความบริสุทธิ์  99.99%

ทองคำ  1  กิโลกรัม  เท่ากับ  32.1508 (ทรอย)  ออนซ์

ทองคำ  1 (ทรอย)  ออนซ์  เท่ากับ  31.1040  กรัม

หมายเหตุ  ทรอยออนซ์  เป็นหน่วยชั่งของโลหะมีค่า  แต่มักเรียกสั้น ๆ ว่า  ออนซ์

1  ทรอยออนซ์  เท่ากับ  1.097  ออนซ์ (ปกติ)

12  ทรอยออนซ์  เท่ากับ  1  ทรอยปอน

1  ทรอยปอน  เท่ากับ  373  กรัม

การตั้งราคาทองในประเทศไทยจาก  2  ปัจจัยหลัก  คือ Goldspot และ USD – THB

  1. Goldspot คือ  ราคาทองต่างประเทศ  มีการซื้อขายทองโดยใช้เงินสกุลดอลล่าร์
  2. USD – THB คือ  อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์

การตั้งราคาทองในประเทศไทย  มีสูตรคำนวณดังนี้

สูตรคำนวณราคาทองคำ = (spot gold + 2)  x อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท x 0.4729

การลงทุนในทองคำ

เป็นกระแสที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความนิยมเป็นอย่างมาก  โดยนักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม  ด้วยเหตุผลที่มีอย่างมากมายที่สามารถดึงดูดนักลงทุน  เช่น  การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำตามสถิติตั้งแต่ปี  2001  ราคาทองคำได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า  150%  ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นจากกำลังการผลิตที่ลดลง  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา  แม้ว่าขณะนี้ราคาทองจะปรับตัวลดลงก็ตามความนิยมในการลงทุนก็มิได้ลดน้อยลงเลย  บทความนี้ก็อยากจะพูดทั้ง  2  มุมมองของการลงทุนในทองคำไม่ว่าทางตรงโดยการซื้อทองคำแท่งเองและการลงทุนโดยอาศัยความชำนาญของผู้บริหารกองทุน

1. การลงทุนโดยตรง

นักลงทุนส่วนใหญ่แล้วจะนิยมซื้อทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณมาเก็บไว้  ช่วงที่ผ่านมาราคาขึ้นแรง ๆ คนก็เอาไปขาย  บางช่วงที่ราคาปรับลดลง  คนก็ไปซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร  การที่นักลงทุนจะตัดสินใจซื้อหรือขายนั้น  ผมอยากแนะนำให้ท่านได้ติดตามสถานการณ์และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำด้วย  เช่น  ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเพราะอะไร  เราก็ต้องไปดูและศึกษาว่า Demand และ Supply นั้นสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าหรือราคาจริงของทองคำไหมหรือเป็นเพราะเกิดจากการเก็งกำไรของ Hedge Fund อย่างที่ผ่านมาไม่กี่เดือน  ตัวอย่างที่ผ่านมาสำหรับสถานการณ์การซื้อขายทองคำในช่วงสงกรานต์จะเห็นได้ว่าความต้องการซื้อทองคำปรับตัวลดลง  ซึ่งเป็นผลมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก  ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น  ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นตามด้วย

อย่างไรก็ดีการลงทุนในทองคำก็ถือเป็นการลงทุนที่ใช้ในการลดผลกระทบจากเงินเฟ้อได้  เนื่องจากถ้าเรามองราคาทองคำระยะยาวแล้ว  ทองคำก็ยังคงมีมูลค่าสูงอยู่ดี  แม้ปรับลดด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้วก็ตาม

2. การลงทุนผ่านกองทุนรวม

ซึ่งถือเป็นการอาศัยความเชี่ยวชาญของ  บลจ.ต่าง ๆ ซึ่งเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้  เช่น TMB Gold Fund, ING Golden Star link, BT FIF Golden link เป็นต้น  อย่างที่เราทราบกันดี  การลงทุนในกองทุนรวมมีขั้นตอนในการตัดสินใจพิจารณาหามูลค่าของการลงทุนนั้น ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อหรือขาย  โดยกลยุทธ์การซื้อขายของกองทุนเท่าที่ผมเข้าใจ  จะใช้การบริหารเชิงรับ (Passive Investment Strategy)  โดยเป็นการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศอีกที  ฉะนั้นการลงทุนประเภทนี้ก็ถือเป็นกองทุน FIF อย่างหนึ่ง  ถ้าถามว่าปัจจัยใดที่มีผลกระทบต่อเงินลงทุนของกองทุนประเภทนี้  คำตอบคือ  ความผันผวนของราคาทองคำ  รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนโดยสามารถแบ่งออกเป็น  2  ความเสี่ยงด้วยกัน

1)  ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาทองคำ (Price Risk)

หมายถึง  โอกาสที่ราคาทองในตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้นหรือลดต่ำลงในช่วงระยะ เวลาสั้น ๆ หรือระยะยาวในบางครั้ง  เช่น  ในช่วงที่ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ขายเงินทุนสำรองที่เก็บในทองคำออกมาในตลาด  จนทำให้ราคาทองในตลาดโลกลดต่ำลง  ทั้งนี้หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกองทุน  เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงตามราคาทองในตลาดโลก  ดังนั้นหากราคาทองในตลาดโลกลดลงจะส่งผลทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนลดลงได้

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำมีความเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงจากการลงทุนการลงทุนในตราสารทุนหรือตราสารหนี้  ทั้งนี้จากข้อมูลทางสถิติย้อนหลังที่ทำการศึกษาทั้งในและต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าผลตอบแทนของทองคำมีค่าความสัมพันธ์กับผลตอบแทนจากการลงทุนในสภาวะที่คาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารทุนหรือตราสารหนี้มีแนวโน้มลดลง

2)   ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk)

ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างประเทศอื่น  กล่าวคือหากค่าเงินบาทมีค่าแข็งขึ้นจากวันที่กองทุนเข้าลงทุนเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ที่เข้าลงทุนนั้น (เช่น  จาก  33  บาท  ต่อ  1  ดอลลาร์สหรัฐ  เป็น  31  บาท)  จะทำให้กองทุนได้รับดอกเบี้ยตามงวดและ/หรือเงินต้นเมื่อครบกำหนดของตราสารเป็นเงินบาทในจำนวนที่น้อยลง  ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนต่ำกว่าที่คาดไว้  ในทางกลับกันหากค่าเงินบาทมีค่าอ่อนลง (เช่น  จาก  33  บาท  ต่อ  1  ดอลลาร์สหรัฐ  เป็น  35  บาท)  จะทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนเมื่อคำนวณเป็นสกุลเงินบาทมากขึ้น

3. การลงทุนแบบ Gold Future

คือ  สัญญาซื้อขายราคาทองคำล่วงหน้าในตลาดภายในประเทศไทย  เป็นเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถใช้เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับลงทุนได้ตามความคาดการณ์ที่มีต่อราคาทองคำได้ทั้งในภาวะราคาทองขาขึ้นและราคาทองขาลง  ด้วยคุณลักษณะเด่นที่สามารถขายก่อนซื้อได้หรือซื้อก่อนขายได้และใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อทองแท่งจริง Gold Futures จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการทำกำไรและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

การเล่นตลาด Gold Future ทำการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์บ้านเราก็คือ TFEX นี่เอง TFEX จะเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์การซื้อขาย  คอยจัดการดูแลให้ผู้เกี่ยวข้องในตลาด  ปฏิบัติตามสัญญา  ตลาดนี้มีลักษณะอีกอย่างที่เรียกว่า zero sum games นะครับ  มีคนได้มีคนเสียเท่า ๆ กันเสมอ

ซื้อ Gold Futures ต่างอะไรกับทองคำจริง ๆ บ้าง  ทองคำจริง  อยากซื้อเท่าไหร่ก็ซื้อได้ ซื้อแล้วเอามานอนกอดได้  ขาดทุนยิ่งต้องกอดมันไว้นาน ๆ แต่ซื้อทองคำ Futures จะมีคนมาสะกิดคุณทุกวันว่าวันนี้กำไรหรือขาดทุน  ยิ่งขาดทุน  ยิ่งเครียด  เพราะจะถูกสะกิดให้เติมเงินเข้าไปในบัญชี  หากยังอยากถือไว้

Gold Futures มีข้อกำหนดหลัก ๆ คือ  มันเป็นสัญญาจะซื้อ/จะขายทองคำ  โดย  1  สัญญาจะเท่ากับ  50  บาท  โดยการซื้อใช้แค่เงิน  10%  เสียเงินค่าคอมมิชชั่นขั้นต้น  450  บาท + Vat 7%  หรือ  481.50  บาท  ตีมั่ว ๆ ง่าย ๆ ก็  500  บาท  ซะ  ไปกลับประมาณ  1000  เท่ากับ  1  บาท  คุณมีต้นทุนแล้ว  20  บาท  ซึ่งยังถูกกว่าส่วนต่างของราคาสมาคม  5  เท่า (สมาคม  100  บาท)  แปลว่า  คุณมีโอกาสในการใช้เงินที่เคยซื้อทองคำได้แค่  5  บาท  มาซื้อทองคำ Gold Futures ได้ถึง  50  บาท  และมีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าเดิม  10  เท่า  พร้อม ๆ กับส่วนต่างที่น้อยลงไปอีกบาทละ  80  บาท

ข้อดีที่ชัด ๆ ของ Gold Futures ที่ผมเห็น  คือ  โอกาสในการขายก่อนหรือเล่นในตลาดช่วงขาลง  กรณีไม่มีของอยู่ในมือ  ซึ่งทองคำของจริงหรือ KGOLD หรือ TMBGOLD ไม่สามารถทำได้  ได้แต่รออย่างเดียว  แต่อย่าเพิ่งนอนใจนะครับ  นั่นเป็นด้านดีที่ทำให้คนเข้าสู่ตลาดจนลืมด้านไม่ดี  คือ  มันสามารถพาคุณขาดทุนได้เพิ่มขึ้นอีก  10  เท่าด้วยเหมือนกัน

4. การลงทุนแบบ Gold spot (แนะนำ)

Gold Spot คือ  สัญญาซื้อขายราคาทองคำในตลาดโลกที่สามารถซื้อ – ขายได้ทันที  โดยผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินทั้งจำนวน  แค่วางเงินส่วนหนึ่งไว้กับโบรกเกอร์ก่อนส่งคำสั่งซื้อขายเพื่อเป็นเงินมัดจำหรือเรียกว่า  เงินหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin)

โดยที่เราจะเน้นทำกำไรจากส่วนต่างของการซื้อขายราคาทองในตลาดโลก  โดยราคาทองจะมีหน่วยเป็นเงินดอลล่าร์ (USD)  ต่อน้ำหนัก  1  ออนซ์ (Ounce)  โดยที่ราคาทองจะวิ่งขึ้นลงตลอดทั้งวัน  24  ชั่วโมง  ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์  โดยมีแรงซื้อขายจากตลาดทั่วโลก  ซึ่งสามารถทำการซื้อขายทองคำด้วยพอร์ทลงทุนของผู้เล่นเองและสามารถทำกำไรได้ทั้งที่ภาวะราคาทองขาขึ้นและราคาทองขาลง  ด้วยคุณลักษณะเด่นที่สามารถซื้อก่อนขายหรือขายก่อนซื้อก็ได้และใช้เงินลงทุนน้อย

การเล่น Gold spot สามารถทำการเล่นโดยผ่านโปรเกอร์ (Broker)  หรือบริษัทตัวแทนการซื้อขายของทางต่างประเทศ  ซึ่งสำหรับนักลงทุนทองคำชาวไทย  ก็สามารถสมัครเปิดบัญชีเพื่อเทรด Gold spot กับทางบริษัทตัวแทนได้  บริษัทตัวแทนการซื้อขายที่เราแนะนำในที่นี้คือ AvaFx.com เนื่องจากมีค่า spread ที่ค่อนข้างต่ำ  การฝากเงินไม่ยุ่งยาก (สามารถใช้บริการฝากเงินผ่านทางเว็บไซด์ของเรา)  และการถอนเงินก็สามารถถอนผ่านบัตร AvaFx Debit Master Card ของทางบริษัทจากตู้ ATM ทั่วโลกได้หรือสามารถฝากถอนเงินผ่านบัตรเครดิตด้วยตัวท่านเองหรือจะใช้บัตร K – cyber banking ในการฝากและถอนเงินเข้าบัญชีเทรดได้เช่นกัน  ตลอดจนการใช้บัญชี Paypal ในการฝากถอนเงินก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเทรดกับบริษัทตัวแทน AvaFx

ที่มา : http://www.thaifxtrading.com/forex-study/gold-trading/basical-gold/27-history-of-gold.html

ประวัติความเป็นมาของสนามยิงปืน

นับตั้งแต่ ได้มีผู้คิดสร้างอาวุธปืนขึ้นมา ในประมาณ ศตวรรษที่ 16 ต่อมาได้มีการนำอาวุธปืนมาใช้งานกันในด้านต่างๆ

เป็นต้นว่าเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สินเพื่อปราบปรามโจรผู้ร้ายตลอดจนเพื่อใช้ในการป้องกันประเทศนอกจากนั้นยังมี

การใช้อาวุธปืนในการล่าสัตว์และพัฒนามาเป็นกีฬายิงปืน      ซึ่งได้รับการบรรจุเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิคตั้งแต่ครั้งแรกที่กรุงเอเธนส์ประเทศกรีซในปีค.ศ.1896ในปัจจุบันมีผู้นิยมยิงปืนกันมากขึ้นทั้งเพื่อความสนุกสนานเพื่อความแม่นยำในการใช้อาวุธและ  เพื่อให้มความรู้และได้รับความปลอดภัยจากการใช้อาวุธนอกจากนี้ยังมีผู้ที่สนใจในการยิงปืนเพื่อที่จะได้รับเหรียญรางวัลในการแข่งขันกีฬายิงปืนทั้งในระดับเขตระดับชาติระดับนานาชาติและระดับโลกการยิงปืนนั้นนับว่า เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเองได้ดีที่สุดวิธีหนึ่งเพราะการยิงปืนนั้นก่อให้เกิดผลหลากหลายเช่น ความกล้าหาญความสุขุมรอบคอบ ความมีน้ำใจนักกีฬาและเป็นการสร้างสมาธิอันดีเลิศ     รวมทั้งยังเป็นประโยชน์ที่สำคัญในด้านการเรียนรู้เรื่องอาวุธปืนไว้สำหรับป้องกันชีวิตและทรัพย์สินอันมีค่าของตัวเองได้  เนื่องจากอาวุธปืนมีอำนาจใน การทำลายสูงเป็นสิ่งที่มีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์ดังนั้นอาวุธปืนจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีผู้ควบคุมการใช้อย่างถูกต้องก่อนที่จะยิงผู้ยิงจะต้องพิจารณาและตัดสินใจให้ รอบคอบถี่ถ้วนเสียก่อนเพราะ การที่ผู้ใช้อาวุธปืนมี   ความรู้ไม่เพียงพอจะทำให้อาวุธปืนยิงออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่สามารถบังคับทิศทางได้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง  เรียนรู้และ  ฝึกยิงอาวุธปืนเพื่อให้เกิดความคุ้นเคย ความปลอดภัยและสามารถบังคับอาวุธปืนได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ และ แม่นยำสถานที่ที่จะตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้ก็คือสนามยิงปืนนั่นเองในปัจจุบันมีสนามยิงปืนเกิดขึ้นหลายแห่งในกรุงเทพมหานครสนามยิงปืนกองทัพอากาศดอนเมืองเป็นสนามยิงปืนที่กองทัพอากาศจัดสร้างขึ้นตามมาตรฐานมีที่ตั้งอยู่ที่ดอนเมือง   อยู่ภายในบริเวณสนามกีฬาธูปะเตมีย์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ถนนพหลโยธิน  และถนนลำลูกกาตัดกัน  เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่18 มีนาคม พ.ศ.2545 โดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นสถานที่ฝึกซ้อมความพร้อมในการยิงปืน  เป็นที่ฝึกทักษะในการใช้อาวุธปืนและเพื่อเป็นสวัสดิการในด้านการกีฬาและ นันทนาการแก่สมาชิก

 

ที่มา : http://www.rtafshooting.com/index.php?option=com_content&view=article&id=57&Itemid=82

ประวัติมวยไทย

มวยไทยเริ่มขึ้นในสมัยใดไม่มีเอกสารหรือหนังสือเล่มใดระบุไว้  แต่เท่าที่ได้ปรากฏมวยไทยเกิดขึ้นมานานแล้วและอาจเกิดขึ้นมานานพร้อม ๆ กับชาติไทยด้วยซ้ำ  เพราะมวยไทยนั้นเป็นศิลปะประจำชาติและเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย  ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบันมวยไทยสมัยก่อนมีการฝึกฝนอยู่ในบรรดาหมู่  ทหาร  การรบกับประเทศเพื่อนบ้านสมัยนั้นยังไม่มีปืนเป็นอาวุธ  มีแต่ดาบ  พลอง  ง้าว  ดั้ง  เขน  การรบในสมัยนั้นจึงเป็นการรบที่ประชิดตัวด้วยอาวุธในมือ  คนไทยจึงได้ฝึกหัดการเตะถีบคู่ต่อสู้  เพื่อให้เกิดการได้เปรียบเพิ่มขึ้นจากการใช้อาวุธในมือดังกล่าว  ต่อมามีผู้คิดว่าทำอย่างไรจึงจะนำการถีบการเตะนั้นมาเป็นศิลปะการต่อสู้ไปพร้อมกับมือได้  จึงได้เกิดการฝึกหัดการต่อสู้ป้องกันตัว  เพื่อแสดงตามงานเทศกาลต่าง ๆ เมื่อเป็นที่นิยมและแพร่หลายมากขึ้นก็มีการฝึกหัดและจัดตั้งเป็นสำนักฝึกมวยไทยกันมากมายและสำนักที่ฝึกมวยไทยก็จะเป็นสำนักดาบที่มีชื่อเสียงมีอาจารย์ดี ๆ เป็นผู้ฝึกสอน  ดังนั้นการฝึกมวยไทยในสมัยนั้นจึงมีจุดมุ่งหมาย  2  อย่าง  คือ

  1. เพื่อสู้รบกับข้าศึก
  2. เพื่อต่อสู้ป้องกันตัว

ในสมัยนั้นใครมีเพลงดาบดีและเก่งทางรบพุ่งก็จะต้องเก่งทางมวยไทยด้วย  เพราะการรบด้วยอาวุธในมือนั้นต้องอาศัยมวยไทยเข้าช่วย  ดังนั้นวิชามวยไทยในสมัยนั้นจึงมีจุดมุ่งหมายหลัก  เพื่อที่จะฝึกตนเองเข้าไปเป็นทหารรับใช้ชาติการฝึกวิชามวยและเพลงดาบไม่ได้ฝึกเพื่อเตรียมตัวไปเป็นทหารหรือการสู้รบเพียงอย่างเดียว  แต่เมื่อว่างเว้นสงครามก็จะมีการประลองการต่อสู้  ทั้งกระบี่กระบองและมวยไทย  เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินและอาจมีการพนันกันระหว่างนักมวยแต่ละถิ่นหรือแต่ละสำนักที่ต่อสู้กันและมวยไทยสมัยนั้นชกกันด้วยหมัดเปล่า ๆ ยังไม่มีการคาดเชือกตามประวัติศาสตร์ที่พอจะสืบสาวเรื่องราวเกี่ยวกับมวยไทยได้นั้น  ปรากฏว่ามวยไทยได้วิวัฒนาการมาตามยุคสมัยต่าง ๆ ดังนี้

สมัยอาณาจักรน่านเจ้า  พ.ศ.1291  พระเจ้าพีล่อโก๊ะ  ได้รวบรวมอาณาจักรไทยขึ้นเรียกว่า  อาณาจักรน่านเจ้า  สมัยนี้ไทยต้องทำสงครามกับจีนอยู่เป็นเวลานาน  บางครั้งก็เป็นมิตรบางครั้งก็เป็นศัตรูกัน  สมัยนั้นมีการฝึกใช้อาวุธบนหลังม้า  เช่น  หอก  ง้าวและการต่อสู้ด้วยมือเปล่าก็มีอยู่บ้าง  ในระยะประชิดตัว  ซึ่งมวยไทยก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นอยู่ด้วย  ในสมัยล้านนาไทยก็ได้มีวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวและมีวิชาเจิ้ง (การต่อสู้  ชนิดนึ่งคล้าย ๆ มวยจีน)

สมัยกรุงสุโขทัย

พ.ศ.1781 – 1921  ในสมัยสุโขทัยนี้การต่อสู้มือเปล่าด้วยวิชามวยไทย  ก็มีใช้อยู่ในการต่อสู้กับข้าศึกและเป็นการใช้ร่วมกับอาวุธมือถือชนิดต่าง ๆ สถานที่ที่เป็นสำนักฝึกสอนวิชามวยไทยในสมัยนี้  ได้แก่  วัด  บ้าน  สำนักราชบัณฑิตที่เปิดสอนวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวรวมอยู่ด้วย

สมัยกรุงศรีอยุธยา

พ.ศ.1893 – 2310  สมัยนี้มีการถ่ายทอดวิชาการต่างๆมาจากสมัยสุโขทัยอย่างต่อเนื่อง  เช่น  การล่าสัตว์  การคล้องช้าง  การฟ้อนรำและการละเล่นต่าง ๆ และวัดก็ยังคงเป็นสถานที่ให้ความรู้ทั้งวิชาสามัญและฝึกความชำนาญในเชิงดาบ  กระบี่กระบอง  กริช  มวยไทย  ยิงธนู  เป็นต้น

พ.ศ.2174 – 2233  สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนับว่าเจริญที่สุดมีกีฬาหลายอย่างในสมัยนี้  เช่น  การแข่งเรือ  การชกมวย  สมัยพระเจ้าเสือหรือขุนหลวงสรศักดิ์  พระองค์ทรงชอบกีฬาชกมวยมาก  ครั้งหนึ่งพระองค์พร้อมด้วยมหาดเล็ก  4  คน  แต่งกายแบบชาวบ้านนอกไปเที่ยวงานมหรสพที่ตำบลราดรวด  แล้วพระองค์ก็สมัครชกมวยในงานนั้น  ในนามว่า  นายเดื่อ  โดยไม่เกี่ยงว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร  พอทางสนามรู้ว่าพระองค์เป็นนักมวยมาจากอยุธยาจึงได้จัดนักมวยฝีมือดีจากเมืองวิเศษไชยชาญที่มีอยู่  ได้แก่  นายกลางหมัดมวย  นายใหญ่หมัดเหล็ก  นายเล็กหมัดหนัก  ชกกับพระเจ้าเสือและพระองค์ก็ชกชนะทั้ง  3  คนรวดนายขนมต้ม  หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตก  พ.ศ.2310  คนไทยถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยมาก  ครั้นต่อมามีการจัดงานเฉลิมฉลองพระเจดีย์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่กรุงร่างกุ้ง

พระเจ้ามังระกษัตริย์พม่าได้สั่งให้จัดมวยหน้าพระที่นั่งขึ้น  เพื่อชมนักมวยไทยชกกับนักมวยพม่า
ในครั้งนั้น  สุกี้พระนายกองค่ายโพธิ์  3  ต้น  ที่ได้กวาดต้อนนักมวยชาวไทยไว้ที่กรุงอังวะหลายคน  รวมทั้งนายขนมต้มที่ได้สร้างประวัติศาสตร์มวยไทยสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันเมื่อพระเจ้ามังระโปรดให้จัดนักมวยพม่าเปรียบกับนักมวยไทย  คนไทยในพม่าก็ได้ส่งนายขนมต้มผู้มีรูปร่างล่ำสัน  บึกบึน  ผิวดำ  เข้าไปจับคู่กับนักมวยพม่า  กรรมการนำนักมวยไทยออกมากลางลานและประกาศชื่อนายขนมต้มว่าเป็นนักมวยมีชื่อ จากกรุงศรีอยุธยา  เชลยไทยที่มุงดูพากันโห่ร้องเพื่อเป็นกำลังใจ

นายขนมต้มได้ใช้วิชาศิลปะมวยไทยเข้าต่อสู้สามารถเอาชนะนักมวยพม่าต่อเนื่องได้ถึง  10  คน (ตามสำนวนพงศาวดาร)  จนไม่มีนักมวยพม่าคนใดกล้าต่อสู้อีก  สร้างความประทับใจให้กับพระเจ้ามังระยิ่งนัก  ถึงกับตรัสชมเชยว่า “คนไทยถึงแม้จะไม่มีอาวุธในมือ  มีเพียงมือเปล่า  2  ข้าง  ก็ยังมีพิษรอบตัวหากมีเจ้านายดีที่ไหนจะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่เราได้ “พระเจ้ามังระจึงทรงมอบเงินและภรรยาให้  2  คน  เป็นรางวัล กาลเวลาต่อมานายขนมต้มก็ได้นำเอา  2  ศรีภรรยาเข้ามาตั้งรกรากในไทยจนถึงบั้นปลายของชีวิตนายขนมต้มจึงเป็นนักมวยเอกคนแรกของไทยที่ได้ไปประกาศฝีไม้ลายมือมวยไทยในต่างแดนและยังเปรียบเสมือนกับเป็นบิดาวิชามวยไทยมาจนเท่าทุกวันนี้อนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย  มวยไทยชกกันด้วยการคาดเชือก  เรียกว่า  มวยคาดเชือกซึ่งใช้เชือกหรือผ้าพันมือ  บางครั้งการชกอาจจะถึงตาย  เพราะเชือกที่ใช้คาดมือนั้นบางครั้งใช้น้ำมันชุบเศษแก้วละเอียด  ชกถูกตรงไหนเป็นได้เลือดตรงนั้น  นับว่าการชกมวยคาดเชือกนั้นมีอันตรายมากตั้งแต่สมัยอยุธยาลงมา  ปรากฏว่ามีกรมนักมวยที่เรียก  ทนายเลือก  พวกนี้มีหน้าที่แวดล้อมองค์พระมหากษัตริย์คอยป้องกันอันตรายในระยะประชิดพระองค์โดยไม่ใช้อาวุธอื่นใดนอกจากมือเปล่า กรมนี้มีอยู่ต่อมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์  กษัตริย์บางองค์ทรงเป็นนักมวยมีฝีมือ  เช่น  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  พระเจ้าเสือ  พระเจ้ากรุงธนบุรี  เป็นต้น

สมัยกรุงธนบุรี

พ.ศ.2314  พม่ายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่และมาตีเมืองพิชัย  พระยาพิชัย (นายทองดี  ฟันขาว)  ซึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสิน)  ได้โปรดให้ครองเมืองพิชัยอยู่นั้นได้นำทัพออกต่อสู้กับพม่าจนดาบหัก  แต่ก็สามารถป้องกันเมืองพิชัยเอาไว้ได้  ประชาชนทั่วไปจึงเรียกว่า  พระยาพิชัยดาบหัก  ตั้งแต่นั้นมา
เรื่องของพระยาพิชัยดาบหักในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย  ในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์  ก่อนกรุงแตกเป็นยุคสงครามกับพม่า  มีหนุ่มชาวบ้านห้วยคาเมืองพิชัยหรืออุตรดิตถ์  ชื่อนายจ้อยหรือทองดีฟันขาวเป็นผู้สนใจในวิชาเพลงมวย  เที่ยวเสาะหาวิชาไปตามสำนักต่าง ๆ จนมีฝีมือพอตัว  จึงเที่ยวเปรียบหาคูชกจนมีชื่อเสียงโด่งดังและได้ฝากตัวอยู่กับพระยาตาก  ซึ่งต่อมาคือพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือพระเจ้าตากสินมหาราชที่ได้ทรงแต่งตั้งนายทองดีไปครองเมืองพิชัยและมีความชอบได้เป็นถึงพระยาพิชัยในเวลาต่อมา  แม้กระทั่งในตระกูลของพระยาพิชัยดาบหัก  เมื่อรับราชการมาจนถึงรัชกาลที่  6  ก็ได้รับพระราชทาน นามสกุลว่า  วิชัยขัทคะ  แปลว่า  ดาบวิเศษของพระยาพิชัย  สมัยกรุงธนบุรีมีการเล่นกีฬามวยไทย  กระบี่กระบอง  แข่งเรือ  ว่าว  ตะกร้อ  หมากรุก  ชักคะเย่อ

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

พ.ศ.2325  ในระยะต้น  รัชกาลที่  1 – 5  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  กษัตริย์ไทยที่ทรงโปรดการกีฬามาก  เช่น  สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ทรงโปรดกีฬามวยไทยอย่างต่อเนื่อง  ในสมัยนี้ได้มีฝรั่ง  2  คน  พี่น้องเข้ามาหาคู่ชกมวยชนิดมีเดิมพัน  พระองค์ได้จัดส่งหมื่นผลาญนักมวยผู้เก่งกาจขึ้นชกกับฝรั่ง  2  พี่น้อง แม้หมื่นผลาญจะมีร่างกายเล็กเสียเปรียบฝรั่งมาก  แต่ด้วยศิลปะมวยไทย  อาวุธหมัด  เท้า  เข่า  ศอก  ฝรั่งสองพี่น้องจึงพ่ายแพ้ยับเยินกลับไป  สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์หัดเล่นกระบี่กระบอง  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระองค์มีความชำนาญในกีฬามวยไทยจึงจัดให้มีการแข่งขันชกมวยขึ้นในชนบทและในกรุง  นอกจากนี้ได้ทรงแต่งตั้งผู้มีฝีมือในกีฬามวยให้เป็นหัวหน้าในการจัดกีฬาและให้มียศตำแหน่งด้วย  เช่น  พระไชยโชคชกชนะ  แห่งพระนคร  หมื่นมวยมีชื่อ  จากไชยา  หมื่นมวยแม่นหมัด  จากลพบุรี  หมื่นชงัด  เชิงชก  จากโคราช

การจัดการแข่งขันมวยไทย

การแข่งขันมวยไทยครั้งสมัยโบราณ  ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีกติกาแน่นอนอย่างไรบ้าง  ผู้มีอำนาจเด็ดขาด  ได้แก่  นายสนามมวย  แต่เมื่อมวยสากลได้รับการเผยแพร่เข้ามาครั้งแรก  โดยหม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิ์วงศ์  สวัสดิกุล  เมื่อ  พ.ศ.2455  ทางวงการมวยไทยจึงได้วางกติกาขึ้น  ซึ่งการชกในสมัยนี้ก็ยังคงมีการคาดเชือกกันอยู่  ต่อมาจึงได้สวมนวมชกกัน  แต่การชกก็ยังเหมือนเดิม  คือ  ยังใช้การถีบ  เตะ  ชก  ศอก  เข่า  ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันมวยไทยเป็นกีฬาที่เก่าที่สุดของเราได้วิวัฒนาการในเรื่องของกติกาและการจัดการแข่งขันมาจนถึงปัจจุบันโดยย่อ ๆ ดังนี้

พ.ศ.2477  กระทรวงมหาดไทยได้ร่างกติกาคุ้มครองมวยไทยและมวยสากล  เพื่อเป็นการแข่งขันชั่วคราว

พ.ศ.2479  กรมพลศึกษามีหน้าที่ในการจัดการแข่งขันมวยโดยตรงได้ตั้งกรรมการขึ้นชุดหนึ่งทำการปรับปรุงแก้ไขกติกามวยไทยและมวยสากลและประกาศใช้เมื่อวันที่  1  เมษายน  2480  เป็นต้นมา  และได้จัดพิมพ์ครั้งที่  1  เมื่อ  พ.ศ.2482

การแข่งขันที่เป็นหลักฐานเริ่มอย่างจริงจังในสมัยรัชกาลที่  6 (ก่อนหน้านี้ขึ้นไปไม่มีหลักฐานที่แน่นอน)  ซึ่งพอจะแบ่งออกเป็นสมัยต่าง ๆ ได้  5  สมัย  ดังนี้

  1. สมัยสวนกุหลาบ  สมัยนี้ประชาชนนิยมการชกมวยและชมการแข่งขันชกมวยกันเป็นจำนวนมาก  การชกมวยไทยในสมัยนี้ยังมีการคาดเชือก (นักมวยสมัยเก่าใช้ด้ายดิบเส้นโตขนาดดินสอดำชุบแป้งให้แข็ง  พันมือตั้งแต่สันมือตลอดถึงข้อศอกและพันรัดเป็นปมทางด้านหลังของข้อนิ้วมือหรือสันหมัด  เป็นรูปก้นหอยที่เรียกกันว่า “คาดเชือก”)  การชกได้กำหนดจำนวนยกไว้แน่นอนแล้ว  มีกรรมการชี้ขาด  ผู้ตัดสินส่วนมากนั่งอยู่ข้างเวทีและให้อาณัติสัญญาณนักมวยหยุดชกด้วยเสียงหรือนกหวีด
  2. สมัยท่าช้าง  ในสมัยนี้เป็นสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อ  จากการคาดเชือกมาเป็นสวมนวม (พ.ศ.2462)  สมัยนี้ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรในที่สุดสนามก็เลิกไป  กรรมการผู้ชี้ขาดที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้ก็คือ  นายทิม  อติเปรมานนท์และนายนิยม  ทองชิตร์
  3. สมัยสวนสนุก  การจัดการแข่งขันในสมัยนี้นายสนามดำเนินงานได้ดีและยืนยาวอยู่หลายปี นักมวยที่มีชื่อเสียง  เช่น  สมาน  ดิลกวิลาศและสมพงศ์  เวชชสิทธิ์  สมัยนี้มีการแข่งขันทั้งมวยไทยและมวยสากล  กรรมการผู้ตัดสินที่มีชื่อเสียง  ได้แก่  หลวงพิพัฒน์  พลกาย  นายสุนทร  ทวีสิทธิ์ (ครูกิมเส็ง)  และ นายนิยม  ทองชิตร์
  4. สมัยหลักเมืองและสวนเจ้าเชษฐ์  การแข่งขันชกมวยในสมัยนี้เข้มแข็งยิ่งขึ้น  เพราะทางราชการทหารเข้ามาร่วมมือช่วยเหลือและมีผลเป็นรายได้บำรุงกองทัพจำนวนมาก  นักมวยที่มีชื่อในยุคนี้  ได้แก่  สุข ปราสาทหินพิมาย  ผล  พระประแดง  เพิก  สิงหพัลลภ  ประเสริฐ  ส.ส.ถวัลย์  วงศ์เทเวศน์และทองใบ
    ยนตร  กิจการแข่งขันสมัยนี้ดำเนินมาหลายปีจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่  2  จึงได้เลิกไป  กรรมการผู้ตัดสินในสมัยนี้  ได้แก่  นายสังเวียน  หิรัญเลขา  นายเจือ  จักษุรักษ์และนายวงศ์ หิรัญเลขา
  5. สมัยปัจจุบันได้ทำการแข่งขัน  ณ  เวทีราชดำเนินและเวทีลุมพีนีเป็นประจำและยังมีเวทีมวยที่เปิดการแข่งขันถาวรและชั่วคราวทั้งในกรุงเทพฯ  และต่างจังหวัดอีกมากมาย

ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติกีฬามวย  พ.ศ.2542  มีสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย  สำนักงานกีฬาอาชีพของการกีฬาแห่งประเทศไทยที่ได้จัดตั้งขึ้นตาม  พ.ร.บ.นี้ให้มีหน้าที่ส่งเสริม  คุ้มครอง  สนับสนุนและควบคุมกิจการมวยในประเทศไทยให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  ซึ่งนับว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกของวงการมวยเมืองไทย

 

ที่มา : http://www.gotoknow.org/posts/270299

ประวัติความเป็นมาของกีตาร์

กีตาร์ถือเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของมนุษย์เพียงแต่ชื่อเรียกและรูปร่างย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ละยุคสมัย  ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมในแถบเปอร์เซียและตะวันออกกลางหลายประเทศต่อมาได้เผยแพร่ไปยังกรุงโรมโดยชาวโรมันหรือชาวมัวร์  จากนั้นก็เริ่มได้รับความนิยมในสเปน  ในยุโรปกีตาร์มักเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงและมีเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ที่ให้ความสนใจและศึกษาอย่างเช่น Queen Elizabeth I ซึ่งโปรดกับ Lute l  ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของกีตาร์ก็ว่าได้  แต่การพัฒนาที่แท้จริงนั้นได้เกิดจากการที่นักดนตรีได้นำมันไปแสดงหรือเล่นร่วมกับวงดนตรีของประชาชนทั่ว ๆ ไปทำให้มีการเผยแพร่ไปยังระดับประชาชนจนได้มีการนำไปผสมผสานเข้ากับเพลงพื้นบ้านทั่ว ๆ ไปและเกิดแนวดนตรีในแบบต่าง ๆ มากขึ้น

ผู้หนึ่งที่สมควรจะกล่าวถึงเมื่อพูดถึงประวัติของกีตาร์ก็คือ Fernando Sor ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อวงการกีตาร์เป็นอันมาก  เนื่องจาการอุทิศตนให้กับการพัฒนารูปแบบการเล่นกีตาร์เทคนิคต่าง ๆ และได้แต่งตำราไว้มากมาย ในปี  1813  เขาเดินทางไปยังปารีตซึ่งเขาได้รับความสำเร็จและความนิยมอย่างมาก  จากนั้นก็ได้เดินทางไปยังลอนดอนโดยพระราชูปถัมป์ของ Duke of Sussex และที่นั่นการแสดงของเขาทำให้กีตาร์เริ่มได้รับความนิยมจากอังกฤษเขาได้เดินทางไปยังปรัสเซีย  รัสเซียและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวเมืองเซนต์  ปีเตอร์เบิร์ก  ซึ่งที่นั่นเขาได้แต่งเพลงที่มีความสำคัญอย่างมากเพลงหนึ่งถวายแก่พระเจ้า Nicolus I จากนั้นเขาก็ได้กลับมายังปารีตจนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อปี  1839  หลัง จากนั้นได้มีการเรียนีการสอนทฤษฎีกีตาร์ที่เด่นชัดและสมบูรณ์มากขึ้น  ทำให้กีตาร์ได้รับการพัฒนาอย่างมาก  หลังจากนั้นมีอีกผู้หนึ่งที่มีความสำคัญต่อกีตาร์เช่นกันคือ Francisco Tarrega (1854 – 1909)  ซึ่งเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนแต่ด้วยความสามารถด้านดนตรีของเขาก็ทำให้เขาประสบความสำเร็จจนได้จากการแสดง  ณ Alhambra Theater จากนั้นเขาได้เดินทางไปยัง Valencia, Lyons และ Paris เขาได้รับการยกย่องว่าได้รวมเอาคุณสมบัติของเครื่องดนตรี  3  ชนิด  มารวมกันคือ  ไวโอลิน  เปียโนและรวมเข้ากับเสียงของกีตาร์ได้อย่างไพเราะกลมกลืน  ทุกคนที่ได้ฟังเขาเล่นต่างบอกว่าเขาเล่นได้อย่างมีเอกลักษณ์และสำเนียงที่มีความไพเราะน่าทึ่ง  หลังจากเขาประสบความสำเร็จใน London, Brussels, Berne และ Rome เขาก็ได้เดินทางกลับบ้านและได้เริ่มอุทิศตนให้กับการแต่งเพลงและสอนกีตาร์อย่างจริงจัง  ซึ่งนักกีตาร์ในรุ่นหลัง ๆ ได้ยกย่องว่าเขาเป็นผู้ริเริ่มการสอนกีตาร์ยุคใหม่

อีกคนหนึ่งที่จะขาดไม่ได้คือ Andres Sergovia ผู้ซึ่งเดินทางแสดงและเผยแพร่กีตาร์มาแล้วเกือบทั่วโลกเพื่อให้คนได้รู้จักกีตาร์มากขึ้น (แต่คงไม่ได้มาเมืองไทยน่ะครับ)  ทั้งการแสดงเดี่ยวหรือเล่นกับวงออเคสตร้าจนเป็นแรงบันดาลใจให้มีการแต่งตำราและบทเพลงของกีตาร์ขึ้นมาอีกมากมาย  อันเนื่องมาจากการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องกีตาร์อย่างเปิดเผยและจริงจังของเขาผู้นี้  นอกจากนี้ผลงานต่าง ๆ ของเขาได้ทำให้ประวัติศาสตร์กีตาร์เปลี่ยนหน้าใหม่เพราะทำให้นักีตาร์ได้มีโอกาสแสดงใน concert hall มากขึ้นและทำให้เกิดครูและหลักสูตรกีตาร์ขึ้นในโรงเรียนดนตรีอีกด้วย

1342603069

สำหรับการร้องไปพร้อมกับกีตาร์ได้เริ่มมีขึ้นเมื่อสามารถปรับให้ระดับเสียงของกีตาร์นั้นเข้ากับเสียงร้องได้  ซึ่งผมเข้าใจว่าในอดีตกีตาร์มีไว้บรรเลงมากกว่าแต่เมื่อสามารถผสมผสานเสียงของกีตาร์กับเสียงร้องได้การร้องคลอไปกับกีตาร์จึงเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น  นักร้องนักกีตาร์ (คือ  ทั้งเล่นทั้งร้อง)  น่าจะมาจากนักร้องในยุคกลางซึ่งเป็นชนชั้นสูงได้ปลีกตัวไปทำงานในแบบที่เป็นอิสระและอยากจะทำจึงมีการผสมกันกับรูปแบบของดนตรีพื้นบ้านมากขึ้น  ซึ่งงานดนตรีจึงแบ่งได้  2  ประเภทใหญ่ ๆ คือ

  1. เป็นงานประพันธ์เพื่อจรรโลงโลกหรือมีความจริงจังในทางดนตรีเพื่อการแสดงเป็นส่วนใหญ่ก็คือ เพลงคลาสสิกนั่นเอง
  2. งานที่สร้างจากคนพื้นบ้านจากการถ่ายทอดจากพ่อสู่ลูกลูกสู่หลานเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและสภาพความเป็นอยู่แสดงถึงวิถีการดำเนินชีวิตใช้ในการผ่อนคลายจากการงานความทุกข์ความยากจน  เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ อันได้มาจากประสบการณ์หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวขณะนั้นจึงมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก

และโดยที่ทั้ง  2  ส่วนดังกล่าวได้มีการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา  จากอดีตถึงปัจจุบันจนมีการซึมซับเข้าไปยังเนื้อเพลงและทำนองเพลงทำให้เกิดรูปแบบของดนตรีในแบบใหม่ ๆมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในอเมริกาผู้ที่เข้าไปอาศัยได้นำเอาดนตรีและการเต้นรำของพวกเขาเข้ามาด้วย  เช่น  พวกทหาร  นักสำรวจ  พวกเคาบอยหรือคนงานเหมืองทำให้มีการผสมผสานกันในรูปแบบของดนตรีและที่สำคัญที่สุดคือ  พวกอเมริกัน  นิโกร  ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในฐานะทาสซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดเพลงบลูส์นั่นเองซึ่งส่วนใหญ่แสดงถึงความยากลำบาก  ความยากจนถ่ายทอดมาในบทเพลงสไตล์ของพวกเขาเพื่อได้ผ่อนคลายจากความเหนื่อย ยากและเล่นง่าย ๆ ด้วยกีตาร์กับเม้าท์ออร์แกน  เป็นต้น  ซึ่งเพลงบลูส์นั่นเองที่เป็นพื้นฐานของดนตรีอีกหลาย ๆ ประเภทไม่ว่าจะเป็นเพลงร็อคหรือแจ๊สในปัจจุบัน  จนเดี๋ยวนี้กีตาร์มีความสำคัญกับดนตรีแทบทุกชนิด

แม้ว่ากีตาร์จะถูกสร้างมาหลายรูปแบบแต่แบบที่ถือว่าดีที่สุดคงเป็นแบบสแปนนิช  6  สาย  ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาที่ดีอย่างมากทั้งด้านการประดิษฐ์และด้านเทคนิค  ซึ่งสามารถใช้เล่นในงานแสดงคอนเสิร์ต (หมายถึง  ดนตรีคลาสสิก)  หรือเล่นเพลงทั่ว ๆ ไปทำให้รูปทรงกีตาร์แบบนี้เป็นที่นิยมจนปัจจุบัน  เริ่มจากในศตวรรษที่  18  ได้มีการเปลี่ยนจากสายที่เป็นสายคู่มาเป็นสายเดี่ยวและเปลี่ยนจาก  5  สายเป็น  6  สาย  ช่างทำกีตาร์ในยุคศตวรรษที่  19  ได้ขยายขนาดของ body เพิ่มส่วนโค้งของสะโพกลดส่วนผิวหน้าที่นูนออกมาและเปลี่ยนแปลงโครงยึดภายในลูกบิดไม้แบบเก่าถูกเปลี่ยนเป็นแบบใหม่ในยุคเดียวกันนี้ Fernando Sor ซึ่งได้กล่าวมาในข้างต้นแล้วเป็นผู้ที่พัฒนาและทำให้เครื่องดนตรีนี้เป็นที่ยอมรับและใช้ในการแสดงได้จนกระทั่งมาถึงยุคของ Andres Segovia ได้คิดดัดแปลงให้สามารถใช้กับไฟฟ้าได้  ซึ่งเป็นความพัฒนาอีกระดับของเพลงป๊อปในอเมริกาในช่วง  1930  กีตาร์ไฟฟ้าต้นแบบช่วงนั้นเป็นแบบทรงตันและหลักการนำเสียงจากกีตาร์ไปผสมกับกระแสไฟฟ้าแล้วขยายเสียงออกมานั้นทำให้นักดนตรีและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ซึ่งชื่อเขาพวกเรารู้จักกันดีในนามของโมเดลหนึ่งของกิ๊บสันนั่นก็คือ Les Paul ได้พัฒนาจากต้นแบบดังกล่าว มาเป็นแบบ solid body กีตาร์หรือกีตาร์ไฟฟ้าที่เราเห็นในปัจจุบันนั่นแหละครับซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากของดนตรียุคนั้นและทำให้กีตาร์เป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปี  1940

41bh7wYKGpL-head

หลังจากนั้นในต้นปี  1940  นักประดิษฐ์ชาวแคลิฟอเนียอีกคนซึ่งเราก็รู้จักชื่อเขาในนามของยี่ห้อกีตาร์ที่สุดยอดอีกยี่ห้อหนึ่งนั่นก็คือ Leo Fender เขาได้ประดิษฐ์กีตาร์และเครื่องขยายเสียงในร้านซ่อมวิทยุของเขา เขาได้สร้างเครื่องขยายเสียงแต่ขณะนั้นไม่มีปุ่มคอนโทรลต่าง ๆ เช่น  ปัจจุบันและใช้กับกีตาร์ของเขาซึ่งมีปุ่มควบคุมเสียงดังเบาและทุ้มแหลมซึ่ง  เป็นต้น  แบบกีตาร์ไฟฟ้ายุคใหม่  เขาไม่ได้หยุดแค่นั้นด้วยเทคโนโลยีขณะนั้นเขารู้ว่าเขาน่าจะดัดแปลงกีตาร์โปร่งให้สามารถใช้กับเครื่องขยายเสียงได้และความพยายามเขาก็สำเร็จจนได้ในปี  1948  และได้กีตาร์ที่ชื่อว่า Telecaster ซึ่งชื่อเดิมที่เขาใช้เรียกคือ Broadcaster แต่คำว่า tele เป็นที่ติดปากกันมากกว่าและถือว่าเป็นกีตาร์ไฟฟ้าทรงตันในรูปทรงสแปนนิสรุ่นแรกที่ซื้อขายกันในเชิงพานิชย์และได้รับความนิยมอย่างมากจนกระทั่งปัจจุบัน

ปัจจุบันสำหรับกีตาร์มีพร้อมแล้วทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นรูปร่างรูปทรงประเภทต่าง ๆ ให้เลือกเล่นตามใจชอบสไตล์เพลงหลากหลายสไตล์  โรงเรียนสอนตำราต่าง ๆ ให้ศึกษามากมายแต่แน่นอนการพัฒนาย่อมไม่มีวันหยุดไม่แน่ในอนาคตคุณอาจเป็นคนหนึ่งที่สร้างอะไรใหม่ ๆ ให้กีตาร์จนโลกต้องบันทึกไว้ก็ได้

ประเภทของกีตาร์

ตามที่เรานั้นเคยรู้กันอยู่แล้วว่ากีตาร์นั่นก็มีอยู่  2  แบบ  คือ  กีตาร์โปร่งกับกีตาร์ไฟฟ้า  แต่ว่าเราลองมารู้จักกีตาร์ในแต่ละประเภทกันให้มากกว่านี้ดีกว่า

1.              กีตาร์โปร่งหรืออาคูสติกกีตาร์นั่นเองก็คือ  กีตาร์ที่มีลำตัวโปร่งไม่ต้องอาศัยไฟฟ้าในการเล่น  ซึ่งสามารถที่จะพกพาไปเล่นได้ในทุก ๆ ที่  ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรให้วุ่นวาย  สามารถแบ่งได้ดังนี้

1.1      กีตาร์คลาสสิก (Classic Guitar)  ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของกีตาร์ในยุคปัจจุบันนั่นเองซึ่งมีลักษณะเด่นก็คือ  มีลูกบิดและแกนพันสายเป็นพลาสติก  มีคอหรือฟิงเกอร์บอร์ดที่ใหญ่คือ  ประมาณ  2  นิ้ว  ลักษณะแบนราบและใช้สายเอ็นหรือไนล่อน  ส่วน  3  สายบน (สายเบส)  จะทำด้วยไนล่อนหรือใยไหมแล้วพันด้วยเส้นโลหะ  เช่น  เส้นทองแดงหรือบรอนซ์  ซึ่งทำให้มีความนุ่มมือเวลาเล่นไม่เจ็บเหมือนสายโลหะ  จึงเหมาะกับคนที่อยากหัดกีตาร์แต่กลัวเจ็บนิ้ว

กีตาร์อีกอย่างที่อยากกล่าวถึงในหัวข้อกีตาร์คลาสสิกคือ  กีตาร์ฟลาเมนโก (flamenco)  ซึ่งมีโครงสร้างแทบจะเหมือนกับกีตาร์คลาสสิกทุกประการเนื่องจากได้มีการพัฒนามาจากกีตาร์คลาสสิกนั่นเอง  จะต่างกันก็ที่ลำตัวจะบางกว่าและมีปิคการ์ดทั้งด้านบนล่างของโพรงเสียงและสไตล์การเล่นนั่นเองที่จะเป็นแบบสแปนนิสหรือแบบลาตินซึ่งจะมีจังหวะที่ค่อนข้างกระชับและสนุกสนานด้วย  เหตุที่ใช้สายไนล่อนนั่นเองทำให้กีตาร์คลาสิกมีเสียงที่ไพเราะนุ่มนวลและคอที่กว้างทำให้ระยะระหว่างสายก็มากขึ้นไปด้วย  ซึ่งทำให้การเล่นกีตาร์คลาสสิคนั้นจะสามารถเล่นได้ทั้งการ solo เล่น chord แล่ bass ได้นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคนิคลูกเล่นต่าง ๆ อีกมากมาย  ทำให้การเล่นกีตาร์คลาสสิกนั้นมีความไพเราะมากยิ่งขึ้น  แต่ก็ไม่ง่ายนักกว่าจะเล่นได้อย่างที่ว่า  นอกจากจะได้ไปเรียนอย่างเป็นจริงเป็นจังกับโรงเรียนดนตรี

1

2

3

4

brunerose

twelvehole2

twelvehole

ส่วนต่าง ๆ ของกีตาร์คลาสสิก

 

1.1      กีตาร์โฟล์ค  ถือว่าเป็นที่นิยมและรู้จักกันมากที่สุดเนื่องจากหาซื้อง่ายราคาไม่แพงจนเกิน ไป (ที่แพง ๆ ก็มี)  สามารถฝึกหัดได้ง่ายไม่ต้องรู้ถึงทฤษฎีดนตรีมากนัก  ใช้เวลาไม่นานก็จะสามารถเล่นเพลงง่าย ๆ ฟังกันในหมู่เพื่อนฝูงได้แล้วแต่จริง ๆ กีตาร์โฟล์คมันมีอะไรมากกว่านั้น  ลักษณะทั่ว ๆ ไปคือ  แกนหมุนและลูกบิดมักเป็นโลหะ  คอหรือฟิงเกอร์บอร์ดเล็กกว่ากีตาร์คลาสสิกมีลักษณะโค้งเล็กน้อยรับกับนิ้วมือ  แต่มีลำตัว (body)  ที่ใหญ่และแข็งแรงกว่ากว่ากีตาร์คลาสสิก  ใช้สายที่ทำจากโลหะ  เนื่องจากคอกีตาร์ที่เล็กและสายที่เป็นโลหะกีตาร์ประเภทนี้จึงเหมาะกับการเล่นด้วยปิค (flat pick)  หรือการเกา (finger picking)  ซึ่งเสียงที่ได้จะดังชัดเจน  สดใสกว่ากีตาร์คลาสสิก  จึงเหมาะกับการเล่นกับดนตรีทั่ว ๆ ไป  ซึ่งอาจเล่นเดี่ยวหรือเล่นเป็นวงก็ได้

กีตาร์โฟล์คนั้นมีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ กันไปบ้างตามแต่ละความต้องการใช้ประโยชน์หรือตามแต่ละผู้ผลิตส่วนมากก็จะแบ่งได้เป็น standard folk กีตาร์, jumbo folk กีตาร์ flat top folk กีตาร์ นอกจากนี้ยังมีแบบพิเศษอีกประเภทคือ  กีตาร์  12  สาย (แถวบนขวาสุด)  ซึ่งจะมีสายแบ่งเป็น  6  คู่  ซึ่งเวลาเล่นก็เล่นเหมือนกีตาร์ทั่ว ๆ ไป  เพียงแต่จะได้เสียงที่กังวานและแน่นขึ้น

2.              Arch top กีตาร์  เป็นกีตาร์อีประเภทหนึ่งบ้านเราอาจจะไม่ค่อยเห็นคนเล่นมากนักลักษณะทั่วๆ ไปจะคล้ายกับกีตาร์โฟล์ค  แต่ด้านหน้าจะโค้ง (arch แปลว่า  โค้ง)  ซึ่งกีตาร์โฟล์คจะแบนราบและโพรงเสียงจะไม่เป็นแบบช่องกลม  แต่จะเป็นรูปตัว f (แค่คล้ายตัว f ที่เป็นตัวเขียนไม่ใช่ตัวพิมนะครับ)  อยู่  2  ช่อง  บนด้านหน้าของลำตัว  ส่วนสะพานยึดสายด้านล่างมักเป็นแบบหางปลา (tail piece)  ส่วนมากจะใช้เล่นในดนตรีแจ๊ส

3.              Semi Acoustic กีตาร์เป็นกีตาร์ที่มีลักษณะครึ่ง ๆ หรือลูกผสมระหว่างกีตาร์โปร่งกับกีตาร์ไฟฟ้า  แต่ไม่ใช่กีตาร์ดโปร่งไฟฟ้า  กีตาร์โปร่งไฟฟ้าก็คือ  กีตาร์โปร่งที่ได้มีการประกอบเอา pick up ประกอบเข้าไปกับตัวกีตาร์โปร่งทำให้สามารถต่อสายจากกีตาร์เข้าเครื่องขยายได้โดยตรง  ไม่ต้องเอาไมค์มาจ่อที่กีตาร์หรือไม่ต้องไปซื้อ pick up มาต่อต่างหาก  แต่ Semi Acoustic กีตาร์จะมีลำตัวโปร่งและแบนราบ  แต่จะมี pick up ติดอยู่บนลำตัวและมักจะมีช่องเสียงเป็นรูปตัว f เช่นเดียวกับแบบ arch top ซึ่งทำให้กีตาร์ประเภทนี้มีคุณสมบัติของกีตาร์โปร่งคือ  เล่นแบบไม่ต่อเครื่องขยายก็ได้หรือจะต่อเครื่องขยายก็สามารถเล่นได้เช่นเดียวกับกีตาร์ไฟฟ้า  ส่วนใหญ่กีตาร์ประเภทนี้มักจะพบว่าใช้ในดนตรีบลูส์หรือดนตรีแจ๊สเป็นส่วนมาก

es346

es-446s

es336

1.              Solid Body Electric กีตาร์  ซึ่งก็คือ  กีตาร์ไฟฟ้าที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันดีอยู่แล้วซึ่งมีอยู่มากมายหลายแบบแต่ลักษณะเด่นก็คือ  ลำตัวจะเป็นแบบตันและประกอบด้วย pick up ซึ่งเป็นหัวใจของกีตาร์ไฟฟ้าอีก  2  หรือ  3  ชุด  ไว้บนลำตัวกีตาร์สำหรับแปลงสัญญาณเสียงเป็นกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังเครื่องขยายอีกที กีตาร์ประเภทนี้ต้องมีเครื่องขยาย  มิฉะนั้นเวลาเล่นต้องเอาหูไปแนบใกล้ ๆ ตัวกีตาร์ถึงจะได้ยินเสียง  แต่ข้อดีก็คือ  เราสามารถที่จะปรับแต่งเสียงของมันได้อย่างอิสระด้วยการ control ปุ่ม volume หรือ tone และยังใช้ร่วมกับ effect ต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันมีการผลิตมามากมายหลายแบบเหลือเกิน  เช่น distortion, overdrive, flanger เป็นต้น  ทำให้สามารถปรับแต่งสำเนียงกีตาร์ตามที่เราต้องการได้

นอกจากนี้ pick up ที่ใช้ยังมีทั้งแบบ single coil และแบบ double coil (humbacking)  ซึ่งต่างลักษณะของการพันขดลวดรอบแกนแม่เหล็กและทำให้เสียงที่ได้ออกมานั้นต่างกันอีกด้วย  การติดตั้ง pick up ไว้ในตำแหน่งที่ต่างกันก็จะให้เสียงที่ต่างกันด้วยเช่นกัน  เช่น  การติด pick up ติดกับปลายสุดของฟิงเกอร์บอร์ดจะให้เสียงที่ทุ้มหรือ pick up ที่ติดกับสะพานสาย (bridge)  จะให้เสียงที่แหลมกว่าใช้ในการ solo เป็นต้น  และอุปกรณ์พิเศษอีกอย่างที่สามารถทำให้เสียงกีตาร์แปลกออกไปก็คือคันโยก (tremolo bar)  ได้แก่  ชุดก้านยาว ๆ ที่ติดอยู่กับสะพานสายนั่นเองใช้กดขึ้นลงเพื่อเปลี่ยนความตึงของสายกีตาร์ทำให้ระดับเสียงที่ออกมานั้นแตกต่างไปจากปกติ  สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมากในวงการดนตรี pop rock เพราะมีเสียงหนักแน่นเล่นได้ทั้งแบบ rhythm หรือการ solo (หรือเล่น lead กีตาร์)  โชว์สำเนียงของกีตาร์และสไตล์ของแต่ละคนซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นมาก

2.              Resonator กีตาร์หรือ Resophonic กีตาร์เป็นกีตาร์อีกประเภทที่เราไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก  บางทีก็เรียกว่า dobro มีลักษณะเด่นคือ  อาศัย resonator ซึ่งจะทำให้เกิดเสียง resonance หรือขยายเสียงให้ดังโดยทำให้เกิด resonance มีทั้งแบบ tri – plate resonator คือ  มีเจ้า resonator 3  แผ่น  และแบบ single – resonator คือ  มี resonator แผ่นเดียวนั่นเอง  โครงสร้างโดยส่วนใหญ่จะทำด้วยโลหะ  สำหรับกีตาร์ประเภทนี้มักจะเล่นกับเพลงบลูส์ที่ใช้สไลด์  เช่น  พวกเดลต้าบลูส์หรือประเภทบลูกลาส (bluegrass)  โดยใช้ไสลด์กีตาร์หรือเล่นกับเพลงแบบฮาวาย

3.              กีตาร์ steel หรือ pedal steel guitar  หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับเจ้ากีตาร์แบบนี้เท่าไรนัก  ส่วนใหญ่กีตาร์แบบนี้จะเล่นในเพลงประเภทเพลง country และแบบฮาวายเป็นส่วนมากเวลาเล่นจะเล่นด้วยสไลด์

s10d10db

d10rosew

1.              กีตาร์แบบอื่น ๆ นอกจากกีตาร์ประเภทต่าง ๆ ที่กล่าวมาด้านบนแล้ว  ยังมีกีตาร์แบบพิเศษอื่น ๆ ซึ่งอาจจะทำขึ้นมาเพื่อประโยชน์เฉพาะประเภทหรือเล่นเป็นพิเศษกับเพลงนี้โดยเฉพาะ  เราจะไม่ค่อยเห็นมากนัก  เช่น  กีตาร์ที่มีจำนวนสายแปลก ๆ มีรูปร่างแปลก ๆ เช่น  กีตาร์  7  สาย  กีตาร์ Harmony Sovereigh แบบ  9  สาย  กีตาร์ที่ใช้สายของกีตาร์เบสประกอบด้วยกีตาร์  2

ส่วนประกอบของกีตาร์

คราวนี้เราจะมาศึกษาในด้านของส่วนประกอบต่าง ๆ ของกีตาร์ชื่อที่ใช้เรียกและเกร็ดความรู้ เกี่ยวกับชิ้นส่วนต่าง ๆ กันครับ  ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งได้  3  ส่วนใหญ่ ๆ

detail

หมายเหตุ

คุณสามารถเลื่อนเม้าส์ไปที่จุดต่าง ๆ ของรูปแล้วคลิ๊กเพื่อไปยังรายละเอียดได

1.              ส่วนหัว ประกอบด้วย

1.1      ชุดลูกบิด  โดยทั่วไปที่เราพบเห็นก็จะมี  2  แบบ  ได้แก่  แบบที่ตัวลูกบิดหันไปด้านหลังตั้งฉากกับตัวกีตาร์แกนหมุนสายเป็นพลาสติกซึ่งจะใช้กับกีตาร์คลาสสิกหรือกีตาร์ฝึก (แต่จะเป็นแบบที่แกนหมุนสายเป็นเหล็กใช้กับกีตาร์ราคาไม่สูงนัก)  และอีกแบบจะขนานกับตัวกีตาร์หรือแกนหมุนสายตั้งฉากกับตัวกีตาร์ซึ่งใช้กับกีตาร์โฟล์คหรือกีตาร์ไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปที่เราเห็นนั่นเอง  แต่ละบริษัทที่ผลิตลูกบิดกีตาร์นั้นจะมีระบบเป็นของตัวเอง  เช่น  ระบบล็อคกัน  สายคลายเวลาดีด  อะไรเหล่านี้เป็นต้น

H'birdCustomhs

Foto042

 

1.1      นัท (nut)  บางคนอาจเรียกว่า  หย่องหรือสะพานสายบน  แต่เราจะเรียกว่า  นัทจะดีกว่า  มันจะติดอยู่ปลายบนสุดของฟิงเกอร์บอร์ดเพื่อรองรับสายกีตาร์ให้ยกสูงจากฟิงเกอร์บอร์ด  ซึ่งระยะความสูงของสายกับฟิงเกอร์บอร์ดดังกล่าวนี้เรียกว่า action มีความสำคัญมากเพราะถ้ามันตั้งความสูงไว้ไม่เหมาะสมแล้วจะทำให้การเล่นกีตาร์ลำบากมากคือ  ถ้าระยะดังกล่าวสูงไปคุณต้องออกแรงกดสายมากขึ้นก็จะเจ็บนิ้วมากขึ้น  แต่ถ้ามันตั้งไว้ต่ำไปก็จะทำให้เวลาดีดความสั่นของสายจะไปโดนเฟร็ตทำให้เกิดเสียงแปลก ๆ ออกมา การปรับแต่งนั้นคุณสามารถที่จะทำได้ด้วยตัวเองโดยการถอดมันออกมาและใช้ตะไบถูกับฐานของมันหรือเซาะร่องทั้ง  6  ให้ลึกลงไป (วิธีหลังเราไม่แนะนำเท่าไรเพราะถ้าคุณเซาะร่องไม่ดีจะมีผลกับเสียงกีตาร์ของคุณ)  กรณีที่สูงเกินไปตรงกันข้ามถ้าต่ำไปก็หาเศษกระดาษหนา ๆ หรือเศษไม้มารองได้นัทจนได้ความสูงที่คุณพอใจ  โดยปกติประมาณ  2  มิลลิเมตร  สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าบางรุ่น (โดยเฉพาะที่มีชุดคันโยก)  มักจะมีนัทแบบที่ล็อคสายกีตาร์ได้คือ  จะมี  6  เหลี่ยม  ขันอัดให้โลหะชิ้นเล็ก ๆ ไปกดสายกีตาร์เพื่อกันสายคลายเมื่อเล่นคันโยก

กรณีที่คุณต้องเปลี่ยนนัท  เช่น  มีการแตกหัก  คุณจะต้องเช็คขนาดของนัทของคุณให้ดีก่อนไปซื้อเพราะนัทมีขายหลายขนาด  แต่ถ้าเป็นกีตาร์ระดับราคาไม่สูงนักคิดว่าคงไม่มีปัญหา

2.              ส่วนคอกีตาร์  ประกอบด้วย

2.1      คอกีตาร์  คือ  ส่วนที่เราใช้จับคอร์ดเล่นโน๊ตต่าง ๆ มีความสำคัญมากสำหรับกีตาร์ก่อนซื้อคุณจะต้องดูให้ดีดังที่แนะนำในหัวข้อการเลือกซื้อกีตาร์  คอกีตาร์ควรจะทำมาจากไม้มะฮอกกานีหรือไม้ซีดา หลักการที่สำคัญที่สุดคือ  คอกีตาร์ต้องตรง  ไม่มีรอยแตกหรือปริของเนื้อไม้

2.2      fingerbord เป็นแผ่นไม้ที่ติดลงบนคอกีตาร์อีกชั้น  เป็นตัวที่ใช้ยึดเฟร็ตหรือลวดลายมุกประดับต่าง ๆ และเราก็จะเล่นโน๊ตต่าง ๆ ของกีตาร์บนหน้าฟิงเกอร์บอร์ดนั่นเอง  ไม้ที่นิยมใช้จะเป็นไม้โรสวูดหรือไม้อีโบนี  ซึ่งมีเนื้อไม่แข็งเกินไป  มีแบบที่แบนเรียบของกีตาร์คลาสสิกและกีตาร์โฟล์กับกีตาร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะโค้งเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับนิ้วเวลาทาบบนคอ

2.3      เฟร็ต (fret)  ทำมาจากโลหะฝังอยู่บนคอกีตาร์เป็นตัวที่จะกำหนดเสียงของโน๊ตดนตรีจากการกดสายกีตาร์ลงบนเฟร็ตต่าง ๆ ซึ่งทำให้สายมีความสั้นยาวต่างกันไปตามการกดสายของเราว่ากดที่ช่องใดระยะสายที่เปลี่ยนไปก็คือ  ระดับเสียงที่เปลี่ยนไปด้วย  สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ  ระยะระหว่างเฟร็ตแต่ละตัวต้องได้มาตรฐาน  มิฉะนั้นจะทำให้เสียงเพี้ยนได้แต่เราไม่สามารถเช็คระยะดังกล่าวได้เราอาจ  เช็คคร่าว ๆ จากฮาโมนิค  จำนวนของเฟร็ตก็จะขึ้นกับความยาวของคอกีตาร์ซึ่งแต่ละผู้ผลิตก็จะต่างกันไป  ปกติกีตาร์คลาสสิกจะมีประมาณ  18  ตัว  กีตาร์โฟล์คประมาณ  20  ตัว  แต่กีตาร์ไฟฟ้าซึ่งมักจะมีการเล่นโซโลจึงมีช่องให้เล่นโน๊ตมากขึ้นประมาณ  22 – 24  ตัว  และกีตาร์คลาสสิกซึ่งคอกีตาร์แบนราบ  เฟร็ตก็จะตรง  แต่กีตาร์โฟล์คหรือกีตาร์ไฟฟ้านั้นส่วนใหญ่จะมีคอที่โค้งเล็กน้อยก็จะมีเฟร็ตที่โค้งตามไปด้วย

2.4      มุกประดับ จุดประสงค์คือให้ใช้สังเกตตำแหน่งช่องกีตาร์ปกติจะฝังที่ช่อง (1), 3, 5, 7, 9, (10), 12, 14, 17, 19, 21 (ไม่แน่นอนตายตัวขึ้นกับผู้ผลิต)  กีตาร์คลาสสิกจะไม่มีมุกประดับฝังบนหน้าฟิงเกอร์บอร์ดแต่จะฝังด้านข้างแทน  แต่กีตาร์โฟล์คและกีตาร์ไฟฟ้าจะฝังไว้ทั้ง  2  ส่วน (บางรุ่นก็มีแต่ด้านข้าง)  ทั้งนี้ขึ้นกับแต่ละผู้ผลิตจะออกแบบ  โดยทั่วไปจะเป็นรูปวงกลม  บางทีก็รูปข้าวหลามตัดหรือที่แพงหน่อยก็จะเป็นลายพวกไม้เลื้อย  เลื้อยไปตามหน้าฟิงเกอร์บอร์ด

2.5      ก้านเหล็กปรับแต่งคอ (Truss Rod)  ในกีตาร์ที่อยู่ในระดับกลางขึ้นไปจะมีแท่งเหล็กฝังอยู่ตามความยาวคอกีตาร์ด้วย  เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับกีตาร์ป้องกันการโก่งตัวของคอกีตาร์  ซึ่งสามารถปรับแต่งได้เมื่อคอกีตาร์เกิดโก่งงอไปแต่การปรับแต่งนั้นถ้าไม่แน่ใจอย่าเสี่ยง  เพราะถ้าคุณฝืนมันมากไปอาจทำให้คอกีตาร์เสียหายก็ได้  ให้ผู้ที่เขาชำนาญทำดีกว่า

3.              ส่วนลำตัวกีตาร์  ประกอบด้วย

3.1      ลำตัวกีตาร์ (body)  หมายถึง  3  ส่วน  ได้แก่  ด้านหน้า (top)  ควรทำมาจากไม้อัลพาย  สปรูซ (alpine spruce)  ด้านหลัง (back)  และด้านข้าง (side)  ควรเป็นไม้โรสวูด (rosewood)  และที่สำคัญคือ  ลักษณะของไม้ต้องไม่มีรอยแตก  ไม่มีตาไม้และมีลายไม้ที่ละเอียดไปตามความยาวจึงมีคุณภาพดี  ส่วนที่เว้าของ body บางทีเราก็เรียกว่า  เอว

การยึดโครงไม้ด้านใน (internal bracing)  มีความสำคัญมากอีกเช่นกันเพราะไม้ที่ทำ body กีตาร์นั้นบางแต่ต้องรับแรงดึงที่สูงมาก  ถ้าโครงยึดดังกล่าวไม่ดีหมายถึง  กีตาร์คุณก็จะพังในเร็ววันแน่นอน รูปแบบการยึดจะแตกต่างกันตามเคล็ดลับของแต่ละผู้ผลิตและกีตาร์แต่ละรุ่นแต่ละประเภท  โดยทั่วไปลักษณะเป็นรูปพัด (ในรูปเป็นตัวอย่างโครงยึดด้านในของกีตาร์คลาสสิก)  ไม่รวมถึงกีตาร์ไฟฟ้าซึ่งเป็นทรงตันหรือsolid body

3.2       โพรงเสียง (sound hole)  ก็คือ  รูกลม ๆ หรือบางทีก็ไม่กลมที่อยู่บนด้านหน้าของ body นั่นเอง  มีหน้าที่รับเสียงจากการสั่นของสายกีตาร์ทำให้เกิดเสียงก้องดังขึ้น  ซึ่งอาจจะมีลายประดับต่าง ๆ อยู่รอบ ๆ โพรงเสียงเพื่อความสวยงามอีก

HbirdCustompg

 

1.1       สะพานสาย (bridge)  เป็นตัวที่ยึดสายให้ติดกับ body มักทำมาจากไม้โรสวูดหรือไม้อีโบนี  ถ้าเป็นกีตาร์คลาสสิกจะเจาะรูในแนวขนานกับ body กีตาร์  6  รูไว้ใช้พันสายกีตาร์  แต่ถ้าเป็นกีตาร์โฟล์คจะเจาะรูในแนวตั้งฉากกับ body และยึดสายด้วย

หมุดยึดสาย (pin)  แต่บางรุ่น  เช่น  ของ Ovation ไม่ใช้หมุดแต่สอดสายจากด้านล่างของบริดจ์คล้าย ๆ กับกีตาร์คลาสสิกแต่ไม่ต้องพันสาย  เพราะสายโลหะจะมีหมุดล็อคอยู่ที่ปลายสาย  สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าจะทำจากโลหะเป็นส่วนใหญ่มีทั้งแบบธรรมดาคือ  มีหน้าที่ยึดสายอย่างเดียวและอีกแบบคือ  เป็นแบบคันโยกทั้งแบบเดิมและแบบใหม่ที่เรียกกันติดปากว่า  ฟรอยโรส  การใส่สายจะยุ่งขึ้นมาอีกเล็กน้อย

1.2       หย่อง (saddle)  จะฝังหรือยึดอยู่กับสะพานสาย  เพื่อรองรับสายกีตาร์ทั้ง  6  สาย  มีทั้งแบบตรงสำหรับกีตาร์คลาสสิกและแบบโค้งสำหรับกีตาร์โฟล์ค  บางแบบก็แยกเป็น  2  ชิ้น  แล้วแต่การออกแบบของแต่ละรุ่น  บางรุ่นสามารถปรับความสูงของตัวมันได้  แต่ทั่ว ๆ ไปถ้าเรารู้สึกว่ามันสูงไปเราก็สามารถจะถอดมาแล้วใช้ตะไบหรือกระดาษทรายขัดที่ฐานของมันให้ความสูงลดลง  แต่ถ้าต่ำไปก็หาเศษไม้หรือกระดาษมาเสริมให้สูงตามความพอใจ

1.3       ปิคอัฟ (pick up)  โดยทั่วไปจะเห็นชัดบนกีตาร์ไฟฟ้ามากกว่าแต่ปัจจุบันกีตาร์โปร่งบางรุ่นก็มีการประกอบปิคอัฟไว้กับกีตาร์เลย  เช่น  ประกอบไว้ที่ใต้บริดจ์หรือใต้หย่องหรือเป็นปิคอัฟที่ซื้อมาประกอบต่างหากก็มีสำหรับกีตาร์ไฟฟ้าจะมีความสำคัญมาก  เพราะมันจะรับแรงสั่นสะเทือนของสายไปแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าส่งไปยังแอมป์แล้วขยายเสียงต่อไปทำให้สามารถปรับแต่งเสียงได้มากมายหลายรูปแบบแล้วแต่คุณต้องการรายละเอียดดูในอุปกรณ์เสริมสำหรับกีตาร์ได้

1.4       ชุดคันโยก (tremolo bar)  ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของกีตาร์ไฟฟ้าเลยทีเดียวแบบเก่าที่เห็นใน fender stratocaster รุ่นเก่า ๆ ซึ่งจะกดลงได้อย่างเดียวหรือคันโยกแบบ Bigsby ซึ่งมักพบในกีตาร์แบบ archtop หรือ semi acoustic electric ซึ่งใช้เล่นเพลงแจ๊สหรือคันทรีเป็นต้นและปัจจุบันวงการกีตาร์ไฟฟ้าก็ได้พัฒนาไปอีกระดับกับคันโยกที่เราเรียกกันตามชื่อผู้ผลิตคือ  ฟลอยโรสหรือคันโยกอิสระนั่นเอง  ซึ่งสามารถโยกขึ้นลงได้อย่างอิสระช่วยให้นักกีตาร์สามารถสร้างสรรค์สำเนียงดนตรีในแบบใหม่ ๆ ได้ไม่สิ้นสุด

 คันโยก Bigsby แบบต่าง ๆ

bigsby_vibrato

bigsby

bigsby2

bigsby3

bigsby4

bigsby7

bigsby5

bigsby6

 

คันโยกแบบ Floyd Rose

frt

MUAE9LBO

 

1.1       สวิทช์เปลี่ยนปิคอัฟ  มักมีในกีตาร์ไฟฟ้าที่มีปิคอัฟหลาย ๆ ตัว  เช่น  2  หรือ  3  ตัว  ใช้ในการเปลี่ยนไปใช้ปิคอัฟตัวต่าง ๆ ซึ่งเสียงก็จะต่างกันไปด้วย  เช่น  ต้องการเล่น rythym อาจใช้ตัวกลางหรือตัวบนเมื่อจะ lead ก็เปลี่ยนมาใช้ตัวล่างที่ติดกับบริดจ์เพราะให้เสียงที่แหลมกว่า  เป็นต้น

1.2       ปุ่มควบคุ่มเสียงโดยทั่วไปจะมี  2  ชุด  คือ  ชุดควบคุมความดังเบา (volume control)  และชุดควบคุมเสียงทุ้มเสียงแหลม (tone control)

1.3       ช่องเสียบสายแจ็คไปยังแอมป์  ใช้เสียบแจ็คเพื่อต่อสายไปยังแอมป์หรือผ่านเข้ายังชุดเอฟเฟ็คต่าง ๆ ของคุณ

1.4             ที่ใส่สายสะพายกีตาร์  ไว้ใส่สายสะพายกีตาร์เพื่อเวลาคุณยืนเล่น

1.5             ปิคการ์ด (pick guard)  สำหรับกีตาร์คลาสสิกซึ่งมักไม่ใช่ปิคในการเล่นจึงไม่มีปิคการ์ด  แต่กีตาร์โฟล์คมักใช้ปิคเล่นจึงมีปิคการ์ดไว้ป้องกันปิคขูดกับ body กีตาร์

ที่มา : http://suttinee-1.blogspot.com/

กำเนิดน้ำยาล้างจาน

ในสมัยก่อนก่อนจะมีน้ำยาล้างจาน  เราใช้เริ่มสบู่ล้างจานมาก่อนแล้วก็กลายเป็นครีมล้างจาน  กำเนิดสบู่ล้างจานในไทยที่มียี่ห้อนั้น  แรกเริ่มมาจากบริษัทข้ามชาติที่เข้าสู่ไทยเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมามีบริษัทยูนิลีเวอร์หรือลีเวอร์ไทยในอดีต  ดำเนินธุรกิจในไทยมา  72  ปี  แต่เป็นผู้ส่งสินค้าเข้ามาขายในไทยผ่านดิสตริบิวเตอร์ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่  6

ปี  2547  เป็นปีที่ยูนิลีเวอร์ทำธุรกิจในไทยครบ  72  ปี  แม้ยูนิลีเวอร์จะไม่ใช่บรรษัทข้ามชาติ (MNC)  บริษัทแรกที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย  แต่ก็เป็นบริษัทคอนซูเมอร์โปรดักต์  สินค้ายูนิลีเวอร์มีการนำเข้ามาขายก่อนหน้านั้นแล้ว  เมื่อครั้งรัชกาลที่  6  ก็มีผลิตภัณฑ์ของยูนิลีเวอร์อย่างสบู่ลักส์ขายในไทยแล้ว

ยูนิลีเวอร์เข้ามามีบทบาทมากในการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคในไทยที่ชัดเจนคือพฤติกรรมการชำระล้างทำความสะอาด  ในอดีตการทำความสะอาด  ซักผ้า  ล้างจานชาม  อาบน้ำ  ของไทย  ใช้น้ำหรือนำพืชพันธุ์ธรรมชาติมาดัดแปลงใช้เป็นวัสดุในการทำความสะอาด  ต่อมาก็มีการนำสบู่กรดมาใช้ในการทำความสะอาดซักผ้า

เมื่อยูนิลีเวอร์เข้าสู่ตลาดยูนิลีเวอร์ได้วางตลาดสบู่ซันไลท์  ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นสบู่อเนกประสงค์ใช้ฟอกตัวก็ได้  ล้างจานก็ได้  ซักผ้าก็ได้  วางขายในราคาที่ผู้บริโภคสามารถซื้อไปใช้ได้  ทำให้ผู้บริโภคในไทยเปลี่ยนพฤติกรรม  รู้จักการใช้สบู่ซักผ้า  ล้างจาน  อาบน้ำ  ในวงกว้างจนกระทั่งผงซักฟอกเข้ามาแทนบทบาทของสบู่ในการซักผ้าเมื่อเกือบ  50  ปีที่ผ่านมา

จากสบู่ซันไลท์สบู่ซันไลท์ก้อนแรก ๆ ของโลกเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ปี  1884  แต่เรคกิตต์  บลู  เป็นผลิตภัณฑ์ก้อนสี่เหลี่ยมสีลายใช้สำหรับทำเสื้อผ้าให้ขาวขึ้น  ตระกูลเรคกิตต์ผลิตเพื่อจำหน่ายทั่วโลกตั้งแต่ปี  1852

จากสบู่ซันไลท์ก็กลายมาเป็นครีม  แล้วก็กลายเป็นน้ำยาล้างจานซันไลท์ ในช่วงหลัง ๆ แต่ไม่ทราบว่าเมื่อใด  คงต้องสอบถามไปที่บ.ยูนิลีเวอร์ก็น่าจะทราบดีค่ะ  แต่คิดว่าอยู่ในช่วง  20 – 30  ปีมาแล้วค่ะ  เพราะว่าพวกเราตอนเด็ก ๆ 10  กว่าขวบ  ยังมีแต่สบู่ซันไลท์ให้เห็น  เพิ่งจะมามีน้ำยาล้างจานซันไลท์ทีหลังค่ะ

 

ที่มา : http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080723052518AA71EjY

กำเนิดของหุ่นกระบอก

กำเนิดของหุ่นกระบอกตลอดจนความเป็นมาของการเล่นหุ่นกระบอกเป็นเครื่องมหรสพในประเทศไทยนั้น  มีหลักฐานระบุว่า “หุ่นไหหลำ” แต่นำมาประยุกต์ดัดแปลงใหม่เหมาะแก่ความนิยมของคนไทย

หลักฐานลายลักษณ์อักษรที่ระบุไว้อย่างชัดเจนนั่นคือ  หนังสือสาส์นสมเด็จ  ลายพระหัตถ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพและสมเด็จฯ  เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ซึ่งทั้งสองพระองค์ใช้เวลาที่ว่างโต้ตอบวิจารณ์ประทานคำอธิบายเกี่ยวกับวิทยาการต่าง ๆ เช่น  ประวัติศาสตร์  โบราณคดี  วรรณคดีและศิลปะ  ฯลฯ  โดยเริ่มตั้งแต่ปี  พ.ศ.2475  ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระเจ้าบราวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จออกไปประทับอยู่  ณ  บ้านชินนามอน  เกาะปีนัง

สมเด็จฯ  เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กล่าวถึงหุ่นกระบอกในจดหมายลายพระหัตถ์จากพระตำหนักปลายเนินคลองเตย  วันที่  12  กันยายน  2579  กราบทูลถามสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  กราลทูลได้อย่างง่าย ๆ ว่าตาคนที่เล่นเพลงพาลืมตัวไปได้นั้นคือ  ตาคนที่มีชื่อลือชาเรียกกันโดยสมญาว่าตาสังขารา  ทำนองร้องของแกก็ไพเราะไปในทางร้องและความก็ดีด้วย  ส่วนทางซอก็ไพเราะไปในทางดนตรีอีกทางหนึ่ง  แต่ทั้ง  2  ทาง  เข้ากันสนิทสนมกลมเกลียวดีเหลือเกิน  ติดใจจนกระทั่งสึกออกมาแล้วลองทำดูบ้างไม่ยักได้  ถ้าสีซอเหมือนร้องไห้แล้วทำได้แต่ร้องไห้ไปทางร้องสีซอไปทางซอทำไม่ได้  ทำให้รู้สึกว่าตาสังขารานั้นเป็นคนเลิศประเสริฐมนุษย์  แกแบ่งใจให้เป็น 2 ภาค เล่น 2 อย่างพร้อมกันได้  เราแบ่งไม่ได้จึงเล่นไม่ได้

อาจกล่าวได้ว่าหนังสือ  สาส์นสมเด็จ  เป็นกลักฐานชั้นแรกที่มีการบันทึกเกี่ยวกับการเรียกชื่อและประวัติความเป็นมาของหุ่นกระบอกแสดงให้เห็นว่าในปี  ร.ศ.112  หรือ  พ.ศ.2436  ได้มีหุ่นเลียนอย่างเมืองเหนือแสดงในงานเฉลิมพระชนมพรรษาที่พระราชวังบางปะอิน

ดังนั้นประวัติความเป็นมาของหุ่นกระบอกไทยจึงสืบได้ไกลสุดแค่เพียงนายเหน่ง  คนขี้ยา  อาศัยวัดอยู่เมืองสุโขทัย  นำหุ่นไหหลำมาดัดแปลงเป็นหุ่นไทยและออกเชิดร้องเล่นหากินและต่อมาจนถึงหม่อมราชวงศ์เถาะ  มหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ผู้เคยได้ตามเสด็จสมเด็จฯ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพไปเห็นหุ่นกระบอกที่เมืองอุตรดิตถ์และได้กลับมาสร้างหุ่น  ตั้งคณะหุ่นกระบอกขึ้นเป็นคณะแรกในกรุงเทพมหานครเมื่อปี  พ.ศ.2436  ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  สำหรับประวัติความเป็นมาของครูเหน่ง  จากคำบอกเล่าของบุญช่วย  เปรมบุญ  ผู้เป็นหลานของครูเหน่งได้เล่าให้จักรพันธุ์  โปษยกฤต  ฟังว่าครูเหน่งเดิมเป็นชาวจังหวัดนครสวรรค์  อาศัยยู่ในหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อหมู่บ้านบางมะฝ่อ  อำเภอโกรกพระ  เดิมครูเหน่งมีชื่อว่า “นายรื่น” เป็นผู้มีความสามารถเชิงการช่างประณีตศิลป์  ฝีมือดีทั้งการแกะสลักและเขียนรูปโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสามารถทางแกะหน้าบัน  ด้วยฝีมือทางการช่างนี้เองเป็นเหตุให้ครูเหน่งต้องหลบหนีการจับกุมของบ้านเมืองเนื่องจากว่ามีผู้ว่าจ้างให้แก่แม่พิมพ์ประกบกัน  2  ข้าง  แล้วใช้ตะกั่วหลอมเทแทนเงิน  การกระทำเช่นนี้ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายบ้านเมืองมีโทษรุนแรงถึงขั้นขันชะเนาะตอกเล็บ  เมื่อได้กระทำความผิดนายรื่นจึงต้องหลบหนีจากถิ่นบ้านเดิมคือ  จังหวัดนครสวรรค์  หลบซ่อนตัวลงไปทางใต้  ระหว่างที่หลบหนีการจับกุมของบ้านเมือง ทำให้ได้เห็นการแสดงหุ่นจีนไหหลำจนติดใจในความสวยงามของหุ่น  จึงคิดแกะหัวหุ่นขึ้นโดยดัดแปลงให้มีหน้าตาลักษณะเป็นหุ่นไทยและประดิษฐ์ทำตัวหุ่นเลียนแบบหุ่นจีนไหหลำ  ในตอนแรกก็ใช้มันเทศ  ซึ่งเป็นวัสดุพื้นบ้านราคาถูกและหาได้ง่ายมาประดิษฐ์เป็นตัวหุ่น  พอหัวหุ่นเน่าเสีย  นายรื่นก็แกะขึ้นเล่นใหม่ได้ทันทีเพราะฝีมือทางการช่างแกะสลัก

ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป  คดีความที่ได้กระทำไว้ได้ซาลง  นายรื่นจึงย้ายที่อยู่โดยขึ้นมาอยู่ทางเหนือที่เมือสุโขทัยและใช้ชื่อว่า “นายเหน่ง” ด้วยเป็นคนศีรษะล้านและในช่วงระยะเวลาที่นายเหน่งอาศัยอยู่ที่สุโขทัยท่านก็ได้นำหุ่นที่ประดิษฐ์ขึ้นออกเล่นให้คนดูเป็นเรื่องบันเทิงจนเป็นที่รู้จักในหัวเมืองทางเหนือ

“หุ่นครูเหน่ง” ออกรับงานแสดงตามบ่อนอยู่ช้านาน  กระทั่งได้ย้ายมาแสดงที่ศาลเจ้าปากคลองบางมะฝ่อ  อำเภอโกรกพระ  จังหวัดนครสวรรค์  ซึ่งเป็นบ้านเดิมแม้เมื่อครูเหน่งถึงแก่กรรม  บุตรสาวทั้ง  3  ก็ยังคงยึดอาชีพแสดงหุ่นกันต่อไป  ปัจจุบัน “หุ่นครูเหน่ง” อยู่ในความดูแลของ “แม่เชวง” ผู้เป็นหลาน

คำว่า  หุ่นกระบอก  ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มมีใช้ประมาณ  ร.ศ.113  หรือปี  พ.ศ.2437  แรกทีเดียวคงใช้เรียกด้วยภาษาปากกันมานานจนถ้อยคำที่ใช้เรียกชื่อศิลปะการ

แสดงชนิดนี้เป็นที่เข้าใจและรู้จักอย่างแพร่หลายแล้ว  จึงได้รับการบันทึกเป็นภาษาเขียนโดยปรากฏครั้งแรกในบันทึกทางราชการชื่อว่า “ราชกิจจานุเบกษา  เล่ม  11” หน้า  473  ตอนที่กล่าวถึงงานพระเมรุพระเจ้าลูกเธอ  พระองค์เจ้าอิศริยาภรณ์และพระเจ้าลูกเธอ  พระองค์เจ้าลดาวงศ์  ในงานพระเมรุพระเจ้าลูกเธอ  การมหรสพแสดงต่าง ๆ รวมถึงหุ่นกระบอกความว่า

“…การมหรสพสมโภชมีตั้งแต่วันนี้ไปคือ  โขน  1  โรง  หุ่น  1  โรงงิ้ว  1  โรง  มอญรำ  1  โรง  หนัง  2  โรง  หุ่นกระบอก  1  โรง  และญวน  6  สิงโต  มังกร  รำโคมตามเคย..”

มีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งว่าหุ่นกระบอกในระยะแรกเริ่มคือ  ประมาณปี  ร.ศ.112  หรือปี  พ.ศ.2436 – พ.ศ.2438  มักนำมาเล่นเป็นเครื่องมหรสพเฉพาะงานในเมรุสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเท่านั้น  สำหรับหุ่นกระบอกที่นำมาแสดงในงานพระเมรุพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าอิสริยาภรณ์และพระเจ้าลูกเธอ  พระองค์เจ้าลดาวงศ์  คงหมายถึง  หุ่นกระบอกคณะหม่อมราชวงศ์เถาะ  พยัคฆ์เสนา  หม่อมราชวงศ์เถาะ  พยัคฆ์เสนา เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งคณะหุ่นกระบอกขึ้นเป็นคณะแรกในกรุงเทพฯ  เมื่อปี  พ.ศ.2436  เชื่อกันว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้มีหุ่นกระบอกคณะใดถือกำเนิดขึ้นในกรุงเทพฯ  เลย  ทั้ง ๆ ที่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ได้มีการเล่นหุ่นกระบอกกันแพร่หลายมากแล้ว  โดยเฉพาะหัวเมืองฝ่ายเหนือ  หุ่นกระบอกหม่อมราชวงศ์  พยัคฆ์เสนาหรือที่ประชาชนสมัยนั้นเรียกและรู้จักกันทั่วไปว่า “หุ่นคุณเถาะ” คงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในยุคนั้น  เนื่องจากหุ่นกระบอกของหม่อมราชวงศ์เถาะเป็นของใหม่สำหรับคนในพระมหานคร  จากการศึกษาประวัติความเป็นมาของหุ่นกระบอกของหม่อมราชวงศ์เถาะ  โดยจักรพันธุ์  โปษยกฤต  ทำให้ทราบว่าหม่อมราชวงศ์เถาะได้เคยสร้างหุ่นกระบอกขึ้นถวายสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ  กรมหลวงนครราชสีมา  เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์  ในขณะนั้นยังคงประทับอยู่  ณ “ที่บน” ในเขตพระราชฐานพระบรมมหาราชวัง  หุ่นกระบอกที่หม่อมราชวงศ์เถาะประดิษฐ์ถวายนั้นปรากฏว่าเป็นที่โปรดปรานของ ทูลกระหม่อมอัษฎางค์เป็นอย่างมาก  สันนิษฐานว่าหุ่นดังกล่าวคงไม่ได้สร้างถวายเป็นชุดทั้งโรงจนครบตัวละคร  แต่คงจะสร้างถวายเฉพาะความคิดริเริ่มก่อตั้งคณะหุ่นกระบอกของหม่อมราชวงศ์  เถาะก่อให้เกิดยุคทองของการเล่นหุ่นชนิดนี้ขึ้น  เพราะในสมัยเดียวกันและต่อมาภายหลังได้มีคณะหุ่นกระบอกเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากและเป็นมหรสพที่นิยมในหมู่ประชาชน  อย่างไรก็ตามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีเหตุการณ์ที่นำความเจริญมาสู่ประเทศไทยมากมาย  หนึ่งในนั้นคือ  การเสด็จประพาสยุโรป  เมื่อเสด็จนิวัติพระนครจึงเกิดงานเฉลิมฉลองการเสด็จนิวัติครั้งแรกในปี  ร.ศ.116  หรือปี  พ.ศ.2440  อย่างเอิกเกริกและได้จัดให้มีหุ่นกระบอกเป็นการแสดงบันเทิงอย่างหนึ่งในการเฉลิมฉลองครั้งนี้ด้วย

ดังมีข้อความปรากฏเป็นหลักฐานในจดหมายเหตุเรื่องรับเสด็จสมโภชพระบามทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อเสด็จกลับจากยุโรปครั้งแรกใน  พ.ศ.2440  หน้า  24  ความว่า

“ …มีงานรื่นเริงในบริเวณพระบรมมหาราชวังที่สนามหญ้าหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  ได้ตกแต่งจุดโคมไฟฟ้าแลโคมญี่ปุ่น  แลมีแตรวงเป่าที่สนามหญ้าด้วย  2  วง  และนอกประตูพิมานไชยศรีก็ตกแต่งจุดโคมญี่ปุ่นแลโคมต่าง ๆ ทั่วไปและมีการเล่นต่าง ๆ คือ  สนามหญ้าหน้าศัลลักษณะสถาน (ปัจจุบันคือ  สหทัยสมาคม)  ได้มีเสภารำที่ริมศาลาลูกขุน  มีพิณพาทย์  2  วง  แลหน้าหอรัษฎากรพิพัฒน์มีหุ่นกระบอกเป็นที่รื่นเริงตลอดคืน..” นอกจากหุ่นกระบอกแล้วยังมีหุ่นของชาติอื่น ๆ มาแสดงถวายด้วยอาทิ  หุ่นพม่า  หุ่นฝรั่ง  แสดงให้เห็นความนิยมของประชาชนที่มีต่อการมหรสพประเภทหุ่นกระบอกและหุ่นชนิดอื่น ๆ ที่มีเป็นอันมาก

สำหรับหุ่นฝรั่งซึ่งถือเป็นหุ่นต่างภาษามาเล่นในงานสมโภชด้วยนั้น  ปรากฏเนื้อความในหนังสือ “รับเสด็จฯ  ร.ศ.116” (พ.ศ.2440)  พระนิพนธ์ของหม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม  ดิศกุล  มีความว่า

“ในปีนั้นฝรั่งได้นำหุ่นชัก (หุ่นชักโดยสายโยงจากข้างบนแบบที่เรียกว่า Marionette ในภาษาอังกฤษ)  เข้ามาแสดง  คนแตกตื่นมากด้วยไม่เหมือนหุ่นไทยที่ใช้เชิด  สมเด็จพระราชินีนาถโปรดให้นำเข้าไปเล่นในวังเพื่อฝ่ายในจะได้ดูการแสดงหุ่นของฝรั่งนั้นตัวหุ่นขนาดเท่าคนธรรมดาสมรสายใยเป็นเชือกชักอยู่ข้างบน  ใช้เชือกมากมายหลายเส้น  ผู้ที่ชักจะต้องมีความสามารถและสันทัดมาก  การเล่นนั้นก็มีเป็นชุด  เช่น  ชุดดนตรีผี  ตัวแสดงมีแต่โครงเป็นผีหัวกะโหลกหลับกลอก  แขนขาเคลื่อนไหว  ออกมาเล่นดนตรีในท่าต่าง ๆ ประกอบเครื่องดนตรีจัดว่าเป็นวงดนตรีผี  ชุดแหม่มแก่ออกมาเต้นตัวหุ่นที่สวยงาม  เช่น  ตัวพระ  ตัวนาง  ฯลฯ  จังหวะเพลงสักครู่ก็สลัดแขนออกทีละข้าง  แขนที่สลัดออกมาผลุบก็กลับกลายเป็นเด็ก  2  คน  ต่อมาก็สลัดขาอีก  2  ข้าง  กลายเป็นเด็กอีก  2  คน  แล้วก็สลัดหัวออกมากลายเป็นเด็กอีกคนหนึ่ง  รวม  5  คน  เหลือแต่กลางตัวแล้วกลับตัวกลายเป็นหญิงหลังค่อมไล่ต้อนเด็กทั้ง  5  คน  เข้าโรงไปในชุดแหม่มมีแปลกอีกตอนหนึ่ง  แหม่มตัวโตออกมากลางโรงแล้วดึงเอาลูกออกจากกระเป๋าทีละคน  รวมแล้วสัก  6  คน  ได้หุ่นแต่ละตัวที่แสดงล้วนใช้สายใยชักข้างยนต์ที่แสดงเรื่อง Blue beard น่าหวาดเสียวเพราะมีการฆ่าเสียเรื่อย  แต่มีหุ่นคราวนั้นคราวเดียวแล้วก็ต่อมาก็หามีเข้ามาอีกไม่มีแต่หุ่นจีนมาเล่นกลและก็โปรดให้เข้าไปเล่นในวังด้วย”

หุ่นกระบอกได้มีวิวัฒนาการทางการแสดงอย่างรวดเร็ว  นอกจากการเชิดแสดงหุ่นกระบอกอย่างเป็นเอกเทศแล้ว  ยังนิยมนำหุ่นกระบอกไปเล่นแสดงซ้อนในโขนและละครด้วย  หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชกล่าวถึงลักษณะการแสดงดังกล่าวไว้ดังนี้

“..หุ่นสมัยหนึ่งที่เคยดูเมื่อ  50  กว่าปีมาแล้ว  คืนนั้นโขนหลวงกรมมหรสพเล่นตอนพระรามคืนเมือง  บนเวทีมรการฉลอง  มีโขนซ้อนโขน  มีหนังและมีหุ่นตามธรรมเนียมของการฉลองแบบไทย  หุ่นที่เล่นอยู่บนเวทีนั้นเล่นเรื่องพระอภัยมณี  ตัวอุศเรนที่เป็นฝรั่งนั้นเอาลูกฝรั่งจริงมาทำหัว  นายเกริ่นและนายผัน  ตลกหลวงแสดงเป็นนักเลงโตออกเดินเที่ยวงานนุ่งผ้าลอยชายมีผ่าแพรเพราะสีดำพาด  ไหล่  คนหนึ่งถือพลอง  อีกคนหนึ่งถือมีดโต้  พอออกมาก็เที่ยวอาละวาดตามหน้าโรงมหรสพเรื่อยมาจนถึงหน้าโรงหุ่น  ดูไปดูมาไม่ถูกใจ  หยิบเอาหัวอุศเรนออกมา  เอามีดโต้เฉาะกินเล่นเสียอย่างนั้นแหละ..” จากคำบอกกล่าวของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์  ปราโมช  แสดงว่าหุ่นที่ใช้เล่นซ้อนในโขนและละครที่มีมาแต่เดิมนั้นคือ  หุ่นกระบอกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  นอกจากจะมีหุ่นกระบอกคณะหม่อมราชวงศ์เถาะ  พยัคฆ์เสนาแล้ว  ยังมีหุ่นกระบอกคณะอื่น ๆ เกิดขึ้นตามมาในระยะเวลาไล่เลี่ยกันมากมายหลายคณะ  ได้แก่  หุ่นพระองค์เจ้าอนุสรณ์  หุ่นกระบอกของพระบรมวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าอนุสรณ์ศิริประสาธน์  ผู้เป็นพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเกสร  เกิดขึ้นเนื่องในโอกาสที่พระองค์เจ้าอนุสรณ์ศิริประสาธน์ยังทรงพระเยาว์ราว  3  หรือ  4  ชันษา  โปรดหุ่นกระบอกและต้องพระประสงค์ที่จะมีหุ่นกระบอกไว้เป็นของพระองค์เอง  เมื่อพระเจ้าลูกเธอ  พระองค์เจ้าอนุสรณ์ศิริประสาธน์สิ้นพระชนม์ลงในปี  พ.ศ.2443  ด้วยพระชนมายุเพียง  9  พระชันษา  หุ่นกระบอกชุดนี้ได้ตกมาอยู่ในความดูแลของคุณยายเยื้อน  รัตนชัยและต่อมาในที่สุดได้ขายให้แก่ชาวจีนผู้มีอาชีพค้าของเก่าไปทั้งหมดในราคา  30  บาท

 

ที่มา : http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/puppetry/07.html