Archive | ตุลาคม 2013

ประวัติเฟอร์นิเจอร์จีน

ก่อนสมัยราชวงศ์ถังวัฒนธรรมการอยู่อาศัยของชาวจีนก็เชกเช่นเดียวกับวัฒนธรรมของชนชาติเอเชียทั้งหลายคือ  นั่งคุกเข่าหรือนั่งขนาดสมาธิบนพื้นเสื่อ  เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในบ้านชาวจีนส่วนใหญ่ส่วนมากจึงเป็นโต๊ะตัวเตี้ย ๆ ที่พักแขน  ฉากกั้นที่เรียบง่ายแต่สวยงาม  สื่อความหมายถึง  ความเพียงพอที่ตกแต่งแต่น้อยแต่ให้ความรู้สึกมาก

ประมาณคริสต์ศักราช  618 – 907  ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มมีการประดิษฐ์เก้าอี้นั่งแบบสูงขึ้นสำหรับกลุ่มผู้ดี  ใช้และเริ่มแผ่ขยายไปในวงกว้างแต่ไม่มีหลักฐานว่าทำไมชาวจีนจึงคิดริเริ่มที่จะนั่งเก้าอี้ที่สูงขึ้น  คาดว่าน่าจะมาจากการแสดงฐานะทางสังคมว่าการนั่งสูงจากพื้นมากเท่าไร  ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงฐานะที่สูงขึ้นมากเท่านั้น  น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญและเมื่อมีเก้าอี้สูงเกิดขึ้นก็ทำให้มีการประดิษฐ์เฟอร์นิเจอร์ชนิดอื่นๆ เกิดขึ้นตาม  ทั้งม้านั่งยาว  โต๊ะสี่เหลี่ยม  ฉากกั้นแบบม้วนเก็บได้

ในศตวรรษที่  12  การนั่งบนพื้นแทบจะไม่มีปรากฏอีกแล้วในประเทศจีน  ซึ่งต่างจากชาติอื่นในเอเชียที่ยังคงนั่งกับพื้นกันเหมือนเดิมในประเทศจีน  เก้าอี้โดยเฉพาะเก้าอี้แบบม้านั่งไม่มีพนักถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในบ้าน  ทั่วทั้งประเทศจีนและในชั่วเวลาหนึ่งศตวรรษชาวจีนก็ได้สร้างสรรค์  เฟอร์นิเจอร์ด้วยดีไซน์ที่สร้างสรรค์และประณีตมากขึ้น  ซึ่งเป็นช่วงราชวงศ์หมิง (คริสต์ศักราชที่  1368 – 1644)  ซึ่งถือเป็นยุคทองของเฟอร์นิเจอร์จีน  ในช่วงเวลานี้ชาวจีนมั่งคั่งอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองด้านชายฝั่ง  ความต้องการเครื่องเรือนที่หรูหราบ่งบอกถึงฐานะจึงเติบโตขึ้นสูงมาก  เฟอร์นิเจอร์ในยุคราชวงศ์หมิงนี้แสดงถึงความเรียบง่าย  แต่หรูหรา  ความโค้งมนที่สวยงามและฝีมือการแกะสลักอันยอดเยี่ยม  คุณภาพและความแม่นยำของข้อต่อนั้นเที่ยงตรงมากซึ่งตะปูกับกาวจะใช้เป็นส่วนเสริมเท่านั้น  งานเหล็กเช่นที่จับประตู บานพับและล็อกถูกออกแบบมาเพื่อเสริมแต่งความหรูหราของชิ้นงานแต่ละชิ้น  ไม่มีการทำเฟอร์นิเจอร์แบบง่ายๆ เพื่อมุ่งหวังจะใช้งานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นจะต้องสวยงามหรูหราและความเรียบหรูที่อยู่เหนือกาลเวลายังบ่งบบอกถึงความสง่างามแม้จะถูกวางอยู่ในบ้านสมัยใหม่

ดีไซน์หลายแบบต่างๆที่ปรากฏในยุคราชวงศ์หมิงนี้ในปัจจุบันก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปแม้เวลาจะผ่านไปกว่าร้อยปีแล้วก็ตาม  การวาดแบบในกระดาษนั้นแทบจะไม่จำเป็น  แต่เป็นการสั่งสอนกันด้วยคำพูดจากรุ่นสู่รุ่นรวมทั้งฝีมือในการแกะสลักที่สืบทอดกันต่อไป  ศิลปะในการสร้างสรรค์เครื่องเรือนของจีนในช่วงนี้เหนือชั้นกว่าศิลปะเครื่องเรือนของยุโรปในช่วงเวลาเดียวกันหลายเท่าตัว  ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายคือเทคนิคสูงส่งในการทำพนักพิงแบบโค้งซึ่งนอกจากจะสวยงามแล้วยังนั่งสบาย  ลักษณะแบบนี้ไม่ปรากฏในการทำเครื่องเรือนยุโรปจนศตวรรษหลัง ๆ เฟอร์นิเจอร์  ในยุคหมิงส่วนใหญ่แล้วจะสร้างจากไม้พื้นเมือง  เช่น  ไม้สน  ไม้เอม  ไม้เซลโควา (หรือที่รู้จักกันในนามไม้เอมใต้)  อย่างไรก็ดีการห้ามการนำเข้าไม้ในปี  1567  แต่การค้าขายทางทะเลกลับขยายตัวมากขึ้นทำให้ต้องหันไปใช้ไม้เนื้อแข็งเขตร้อนแทนซึ่งมักนำเข้ามาจากแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งรวมถึงไม้เนื้อแข็งมวลหนาที่มีค่ามากอย่างเช่น  ซิทานและฮวง  ฮัวหลี่

เฟอร์นิเจอร์ในยุคสมัยราชวงศ์หมิงนี้มีทั้งการแกะสลักแบบเคลือบเงา  บางทีก็เลี่ยมออกจากเบ้าไข่มุกหรือตัวหล่อใช้แลกเกอร์สีแดงอ่อนหรือสีดำเคลือบเงาและสีที่ทำจากธรรมชาติ  แลกเกอร์ทำให้เนื้อไม้เด่นและไม้ดูสวยงามเป็นจุดสนใจที่เด่นที่สุดของชิ้นงาน  ตรงกันข้ามกับเครื่องเรือนไม้ยุโรปที่มักจะทาสีและลงแลกเกอร์เพื่อปิดบังเนื้อไม้  จากหลักฐานเชื่อว่านักปราชญ์และข้าราชการผู้มั่งคั่งของจีนในช่วงเวลานั้น  ชื่นชอบงานไม้แบบที่ประณีตและเคลือบน้ำยา  เมื่อการออกแบบเครื่องเรือนในสมัยราชวงศ์หมิงไปถึงสายตาของชาวยุโรปก็ทำให้ชาวยุโรปประทับใจอย่างยิ่งและสร้างอิทธิพลต่อการออกแบบเครื่องเรือนแบบจะตะวันตกอย่างมาก  งานเฟอร์นิเจอร์ยุคหมิงนั้นสวยงามเหนือกาลเวลา  ไม่ว่าจะวางไว้มุมไหนของบ้านและแม้ว่าจะเป็นบ้านแบบทันสมัย  เครื่องเรือนยุคหมิงก็ยังคงสง่างามด้วยความโดดเด่น

เฟอร์นิเจอร์ที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644 – 1911)  นั้นคล้ายคลึงกับเฟอร์นิเจอร์ในยุคหมิงและยังคงให้ความรู้สึกคลาสสิคแบบเรียบหรู  อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนสไตล์ก็ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อยและเมื่อถึงช่วงปลายศตวรรษที่  18  ความบริสุทธิ์งดงามของเครื่องเรือนแบบหมิงก็ถูกแทนที่ด้วยการเข้ามุมและการแกะสลักอย่างวิจิตรพิสดาร  อย่างไรก็ดีเฟอร์นิเจอร์ของชาวจีนในเมืองและชาวบ้านในสมัยราชวงศ์ชิงก็ยังคงเป็นเฟอร์นิเจอร์สไตล์เรียบ ๆ และมักจะเคลือบเงาด้วยแลกเกอร์สีแดงหรือไม่ก็ดำ แกะสลักลายทิวทัศน์ธรรมชาติหรือไม่ก็สัญลักษณ์อันเป็นมงคล  เฟอร์นิเจอร์ลักษณะนี้ยังคงทำกันต่อเนื่องไปจนถึงตอนต้นศตวรรษที่  20  ด้วยสไตล์การแกะสลักที่มีเอกลักษณ์เป็นเฉพาะตัวจากแต่ละท้องถิ่นและเฟอร์นิเจอร์เหล่าก็นั้นยังคงเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมที่อยู่ในบ้านของชาวจีนทั่วประเทศจนตราบเท่าถึงทุกวันนี้

ที่มา : http://www.chinesefurniture.in.th/history

Advertisements

ประวัติความเป็นมาของลูกคิด

มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้นิ้วมือและนิ้วเท้าของตนเพื่อช่วยในการคำนวณและพัฒนามาใช้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น  ลูกหิน  ใช้เชือกร้อยลูกหินคล้ายลูกคิดจนมาถึงลูกคิดประวัติความเป็นมาของลูกคิดเท่าที่ค้นหาได้ แบ่งออกเป็น  2  แนวทางคือ

แนวทางที่  1  กล่าวว่าจากหลักฐานประวัติศาสตร์พบว่าลูกคิดเป็นเครื่องคำนวณที่ชาวจีนใช้กันมากว่า  7,000  ปี  และใช้กันในอียิปต์โบราณมากว่า  2,500  ปี

แนวทางที่  2  กล่าวว่าในระยะ  5,000  ปีที่ผ่านมามนุษย์เริ่มรู้จักการใช้นิ้วมือและนิ้วเท้าของตนเพื่อช่วยในการคำนวณและพัฒนามาใช้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น  ลูกหิน  ใช้เชือกร้อยลูกหินคล้ายลูกคิด  ต่อมาประมาณ  2,600  ปีก่อนคริสตกาล  ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง  เรียกว่า  ลูกคิด

ลูกคิดเป็นเครื่องคำนวณเครื่องแรกที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา  ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ใช้ช่วยการคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและคงยังใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน  พัฒนาการของอุปกรณ์ในปัจจุบันที่มีพื้นฐานมาจากลูกคิดก็คือ  เครื่องคิดเลขและคอมพิวเตอร์

ลูกคิดที่ยังมีใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบันนี้  คือ  ลูกคิดจีนและลูกคิดญี่ปุ่น  ลักษณะลูกคิดของจีนมีตัวนับข้างบน  2  แถว  ข้างล่าง  5  แถว  ขณะที่ลูกคิดของญี่ปุ่นมีตัวนับข้างบน  1  แถว  ข้างล่าง  4  แถว  แม้ลูกคิดจะเป็นอุปกรณ์คำนวณสมัยเก่า  แต่ก็มีความสามารถในการคำนวณเลขได้ทุกระบบ

แบบโบราณจากเกาะกรีกของชาวซาลามิสเป็นแผ่นหินอ่อนขนาดยาว  1.5  เมตร  เชื่อกันว่าพวกแลกเปลี่ยนเงินตรานำไปใช้ในโบสถ์  ข้อความที่จารึกไว้บนแท่งหินแสดงรายการ  ราคาและชื่อของเหรียญต่าง ๆ เช่น  แดร็กมา  แทลเลนส์และโอโบล  เป็นต้น

ที่มา : http://www.kiddsquare.com

คนมันรัก – ไอซ์ ศรัณยู

เธอไม่รักฉันไม่รู้  ที่เธอไม่รักฉันไม่รู้            แต่ที่รู้ฉันนั้นรักเธอมาตั้งนาน

เธอไม่คิดฉันจะคิด  ว่าเธอคนนี้ใช่ในฝัน   เข้ากันได้นะเท่าไหร่

เธอจะร้อนฉันก็รัก  จะยังเป็นน้ำฉันก็รัก      เธอจะรั้งฉันจะรักเธอไว้ด้วยใจ

ถ้าเธอหนีฉันจะตาม  จะดำลงน้ำข้ามไปไหน              จะไปให้ถึงใจเธอ

ก็คนมันรอเธอมาตั้งนานข้างเดียว               แค่อยากจะเกี่ยวเธอมาไว้

กอดทั้งตัวและใจ                                              ไม่ให้รักฉันจะรักไม่ให้สน

ฉันจะสนก็เป็นเหตุผลของใจ                         ก็อย่าลำบากกับใจฉันเลยนะเธอ

แค่อยากให้เธอเผื่อใจให้ฉันได้ไหม               คนมันรักห้ามได้ไหม

ใจมันรักห้ามไม่ไหวเปิดใจได้ไหมคนดี          ถ้าไม่รักคงไม่ตื้อ  ก็เธออย่าถือฉันเลยนะ

เธอชนะฉันอยู่แล้วหมดทั้งหัวใจ                                     ถ้าเธอพร้อมฉันก็พร้อม

จะยอมอ่อนใจให้วันไหน                                                  จะไปคล้องแขนเลยเธอ

ก็คนมันรอเธอมาตั้งนานข้างเดียว                                   แค่อยากจะเกี่ยวเธอมาไว้

กอดทั้งตัวและใจ                                                 ไม่ให้รักฉันจะรักไม่ให้สน

ฉันจะสนก็เป็นเหตุผลของใจ                                           ก็อย่าลำบากกับใจฉันเลยนะเธอ

แค่อยากให้เธอเผื่อใจให้ฉันได้ไหม                 คนมันรักห้ามได้ไหม

ใจมันรักห้ามไม่ไหวเปิดใจได้ไหมคนดี                         ก็คนมันรอเธอมาตั้งนานข้างเดียว

แค่อยากจะเกี่ยวเธอมาไว้                                                   กอดทั้งตัวและใจ

ไม่ให้รักฉันจะรักไม่ให้สน                                               ฉันจะสนก็เป็นเหตุผลของใจ

ก็อย่าลำบากกับใจฉันเลยนะเธอ                                       แค่อยากให้เธอเผื่อใจให้ฉันได้ไหม

คนมันรักห้ามได้ไหม                                                         ใจมันรักห้ามไม่ไหวเปิดใจได้ไหมคนดี

วันออมแห่งชาติ

วันออมแห่งชาติเป็นวันที่คณะรัฐมนตรีตั้งขึ้นตรงกับวันที่  31  ตุลาคมของทุกปี  จุดประสงค์เพื่อให้คนไทยรักการออมเงิน  เพื่ออนาคตที่มั่นคง

ต้องยอมรับว่าเงินเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการดำรงชีวิตมาทุกยุคทุกสมัย  เพราะถ้าหากไม่มีเงิน  เราก็ไม่สามารถซื้ออาหารเพื่อเลี้ยงปากท้องของตัวเองได้  ไม่สามารถซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก  ช่วยให้ตัวเองใช้ชีวิตได้อย่างสบายได้

อย่างไรก็ตามนอกจากการ “หาเงิน” ให้มาก  เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้  สิ่งที่สำคัญกว่านั่นคือ “การออม” เพื่อรักษาเงินที่ได้มานั้น  ทำให้มีชีวิตที่มั่นคง  สามารถเอาไปใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน  เช่น  การรักษาจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย  การใช้จ่ายกับค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง  เป็นต้น  อีกทั้งยังเป็นการฝึกทักษะการบริหารจัดการเงินอีกด้วย

ดังนั้นเรื่องการออมเงินจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ  ซึ่งทางภาครัฐก็ไม่ได้ละเลยถึงเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใดในปี  2541  จึงได้กำหนดให้วันที่  31  ตุลาคม  ของทุกปี  เป็นวันออมแห่งชาติ  เพื่อส่งเสริมให้คนไทยรักการออมและตระหนักถึงความสำคัญของการออมเงิน

สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นในวันออมแห่งชาตินั้น  ในแต่ละปีที่ผ่านมา  ธนาคารแห่งประเทศไทย  ธนาคารออมสิน  ตลอดจนชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ภาคต่าง ๆ มักจะจัดกิจกรรมเชิญชวนให้ประชาชนมาฝากเงินในดอกเบี้ยอัตราพิเศษ  พร้อมรับของที่ระลึก  นอกจากนี้ก็มีการจัดงานนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ด้านการออม  การประกวดคำขวัญ  รวมทั้งกิจกรรมบันเทิงอีกมากมาย

ส่วนปี  2556  นี้  ทางชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.)  ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ  ก็ได้กำหนดจัดงานวันออมแห่งชาติขึ้น  วันที่  2  พฤศจิกายน  2556  ณ  มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา  จังหวัดนครสวรรค์  โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

  1. การประกวดคำขวัญวันออมแห่งชาติ
  2. กิจกรรมระดมเงินออม  ชสอ.  และของสหกรณ์ออมทรัพย์
  3. กิจกรรมการออมความดี  มีวินัยในการออมทรัพย์
  4. การเดินรณรงค์วันออมแห่งชาติ
  5. สัมมนาวิชาการเกี่ยวกับวันออมแห่งชาติ

ทั้งหมดนี้ก็คือ  ประวัติของวันออมแห่งชาติ  พร้อมกิจกรรมประจำปี  2556  ซึ่งช่วยทำให้คนไทยตระหนักถึงการออมเพื่ออนาคตมากขึ้น

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/92410

ประวัติความเป็นมาของนามสกุล

2013-01-09151804_zps67bb4c6b

คนไทยทุกคนต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุลจะไม่มีหาได้ไม่  คำว่า  สกุลหรือตระกูลเป็นคำที่มีคำแปลอย่างเดียวกัน  ในพจนานุกรม  แปลว่า  วงศ์  เชื้อสาย  เผ่าพันธุ์  แต่คำว่า  สกุลยังหมายถึง  ผู้มีเชื้อวงค์เป็นผู้ดีด้วย

ในปัจจุบันนี้อนุชนไทยเราส่วนมากนั้นจะล่วงรู้ที่มาของการเริ่มใช้ชื่อสกุลว่าเริ่มต้นเมื่อใด  ในยุคใด  สมัยใด  ใครเป็นผู้ริเริ่มกำหนดให้มีชื่อประจำ  สกุลสำหรับคนไทยใช้แต่ครั้งใดกันบ้างหรือไม่  อย่างไรก็ดีอาจจะมีท่านผู้รู้เป็นอันมากที่ไม่รู้สึกแปลกในเรื่องนามสกุลของไทยว่ามีหรือไม่มีจะมาจากที่ใดอย่างไรก็ไม่สำคัญ  เพราะปัจจุบันนี้ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญในทางสายโลหิตและนามสกุลที่ใช้อยู่เวลานี้อาจจะเปลี่ยนสักกี่ครั้งกี่หนหรือจะร่วมกับผู้ใดที่มิใช่เป็นผู้สืบสายโลหิตหรือร่วมญาติกันมาก็ได้  ซึ่งทำให้ความรู้สึกในด้านความเป็นผู้สืบสายโลหิตเดียวกันน้อยลงไป  แต่ถ้าจะคำนึงดูว่ามีคนอีกจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่ไม่เคยมีโอกาสจะรู้  โดยเฉพาะในระหว่างอนุชนชายหญิงที่เกิดมาภายหลัง  หากจะได้รับทราบไว้เป็นแนวทางประดับความรู้บ้างก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเหตุที่ต้องมีสกุล

ในสมัยโบราณ  ตั้งแต่สมัยสุโขทัยลงมา  ไทยเราไม่มีนามสกุลใช้กัน  คงนิยมใช้เรียกชื่อตัว   ชื่อบิดา – มารดา  หรือผู้มีอาวุโสจะคิดตั้งนามให้  เช่น  ผู้ชายเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า “พ่อมี” “เจ้ามา” “ตาสี” “ตาสา” หรือถ้าเป็นผู้หญิงก็เรียกกันว่า “แม่เป้า” “แม่ปุก” หรือตามภาษาราชการในที่ต่าง ๆ ก็ระบุว่า  นายนั่น  อำแดงนี่เหล่านี้  เป็นต้น  ต่างกับชาวต่างประเทศ  เช่น  ชาวจีน  เขานิยมใช้แซ่และชื่อรวมกันไป  เช่น  ใช้ว่านายเม้ง   แซ่ตัน  ก็เป็นเครื่องชี้ชัดว่าคนนี้ชื่อสกุลนี้หรือถ้าเป็นชาวตะวันตกก็นิยมใช้นามสกุล   สำหรับบอกให้รู้ว่าใครเป็นใคร  ในวงศ์วานหว่านเครือไหนและนิยมใช้กันมาจนทุกวันนี้  เนื่องจากคนในแต่ละประเทศ แต่ละเมืองและแต่ละหมู่บ้านย่อมมีมากด้วยกัน  ถ้าไม่มีนามสกุลใช้ก็ย่อมทำให้ไม่สามารถรู้เทือกเถาเหล่ากอของแต่ละคน  แต่ละครอบครัวว่าใครจะสืบเชื้อสายจากใครก็ไม่อาจทราบได้  ถ้าจะบอกก็ต้องอ้างขึ้นไปถึงชื่อพ่อ – แม่ – ปู่ – ย่า – ตา  ตามลำดับ  เพราะเป็นวิธีเดียวที่ป้องกันความเข้าใจผิดได้  เช่น  ในสมัยสุโขทัย  พ่อขุนรามคำแหงก็ยังประกาศพระนามของพระองค์เองไว้ในศิลาจารึก  โดยอ้างถึงพระนามพระชนกชนนีไว้ด้วย  มิฉะนั้นเราก็คงไม่รู้ว่าพระองค์เป็นใคร  ดังปรากฏว่า “พ่อกูชื่อขุนศรีอินทราทิตย์  แม่กูชื่อนางเสือง” และในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็เช่นกัน  เช่น  ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน  มักจะเรียกชื่อว่าพลายแก้ว  พลายงาม  เป็นต้น

การไม่มีชื่อสกุลประจำตระกูลนี้เป็นเหตุให้เกิดความขัดข้องยุ่งยากต่าง ๆ นานปการ  ไม่ว่าทางราชการหรือทางส่วนตัวหรือในการปกครองบ้านเมืองก็ดี  ในระหว่างสังคมมนุษย์ย่อมสับสนอลเวงเป็นอันมาก  ถ้าญาติผู้น้อยไม่รู้จักญาติผู้ใหญ่  ใครอาวุโสทางศักดิ์ญาติก็แทบนับกันไม่ถูกหรือไม่รู้จักลำดับสูงต่ำในสกุลกำเนิดของตนเองที่ควรใกล้ชิดกลมเกลียวกันก็เป็นเหินห่าง  ไม่อาจรวมกันติด  ไม่มีการติดต่อรวบรวมกันเป็นหมู่เหล่าต่างครอบครัว  ต่างตั้งตนเป็นเอกเทศหมด  ไม่มีใครรักใคร่นับถือเชิดชูใคร  ใครก็ไม่ช่วยเหลือใครนาน ๆ เข้าก็อาจถึงกับกลายเป็นอื่นกันไปทั้งสิ้นหรือกลับไปรวมอยู่  แต่กับสิ่งใกล้ชิดที่ไม่มีสายสัมพันธ์กันเลย  เช่น  ไปใกล้หมู่บ้านคนจีนก็ถือเอาความใกล้ชิดสนิทสนมไปมาหาสู่จนกลายเป็นคนจีนไปอยู่ใกล้บ้านเขมรก็เอาอย่างเขมร  แล้วก่อความสัมพันธ์กันขึ้นเองตามวิสัยสันดานเดิม  โดยไม่เคยคำนึงถึงการสืบสกุลรุนชาติ  นานหนักเข้าก็อาจทำให้ชาติไทยแตกแยกกันทีละน้อย ๆ จนถึงสลายตัวไปในที่สุด  นอกจากนั้นในทางปกครองหรือทางศาล  ซึ่งเกี่ยวกับจะต้องให้ความคุ้มครอง  ความยุติธรรมตลอดจนการลงโทษหรือในกรณีอื่น ๆ ทั่วไปก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีวิธีการจำกัดสำหรับจัดการกับประชาชนทั่ว ไป  จึงจะสะดวกและเรียบร้อย  เหตุดังกล่าวนี้แหละจึงต้องมีนามสกุลไว้  ยืนเป็นหลักฐานกำเนิดนามสกุลของไทยด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้ว  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  6  จึงได้ทรงดำริให้ คนไทยทุกคนต้องมีทั้งชื่อตัวและชื่อสกุล  ให้แพร่หลายทั่วถึงพลเมืองตลอดทั่วพระราชอาณาจักรก็เพื่อที่จะทราบตำหนิ  รูปพรรณสันฐานบุคคลและเทือกเถาเหล่ากอ  สืบมาแต่บิดามารดาใด  เพื่อจะได้จัดทำทะเบียนคนเกิด  คนตายและการจดทะเบียนสมรสไว้เป็นหลักสืบไป  พระองค์ได้วางหลักสำคัญในการสืบสกุลไว้โดยถือเอาสายสัมพันธ์ทางบิดาผู้ให้กำเนิดแต่ฝ่ายเดียว  พระองค์ได้ออกพระราชบัญญัติขนามนามสกุล  พระพุทธศักราช  2546  ขึ้น  ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับนามสกุลฉบับแรก  เพื่อเป็นหลักให้บุคคลทุกคนได้มีชื่อตัวและชื่อสกุล

ในกระราชบัญญัติฉบับนี้ได้วางหลักการมีชื่อตัวและชื่อสกุลไว้เป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเวลานั้นโดยเฉพาะ  มีอยู่มาตราหนึ่งคือ  ในมาตรา  13  กำหนดให้เสนาบดีมีหน้าที่คิดชื่อสกุลและพิมพ์เป็นเล่มให้นายอำเภอทุกท้องที่  เพื่อเป็นตัวเค้าให้ราษฎรได้เลือกถือชื่อสกุลที่เหมาะสม  นอกจากพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว  พระองค์ก็ยังได้วางหลักการสำหรับผู้ร่วมสกุลกันและใช้นามสกุลร่วมกันได้  ลงวันที่  15  มกราคม  พุทธศักราช  2457  ประกาศห้ามไม่ให้เอานามพระนครและห้ามไม่ให้เอาศัพท์ที่ใช้เป็นบรมนามาภิไธย  มาใช้เป็นนามสกุลลงวันที่  2  มีนาคม  พุทธศักราช  2458  ประกาศเพิ่มเครื่องหมายนามสกุล  ราชตระกูลลงวันที่  1  มกราคม  พุทธศักราช  2458

ที่มา : http://reddevilsklong9.net/KNOWLEDGE/index.php?topic=623.0

ฮาโลวีน (Halloween)

ฮาโลวีน (สะกดได้อีกแบบหนึ่งคือ  ฮันโลวีน  ฮัลโลวีน  ฮาโลวีน)  เป็นวันหยุดประจำปีซึ่งฉลองในวันที่  31  ตุลาคม  วันฮาโลวีนมีรากฐานมาจากเทศกาลของเซลติคที่ชื่อว่า Samhain และวันศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสเตียนในการระลึกถึงนักบุญออนเซ็นต์  ในวันนี้มีการเฉลิมฉลองทางโลก  แต่อีกนัยหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับศาสนาด้วย  ซึ่งชาวไอริชที่ประสบปัญหาข้าวยากหมากแพงในประเทศของตน  ได้อพยพย้ายถิ่นเข้ามาที่ทวีปอเมริกาเหนือช่วงทศวรรษที่  1840  เป็นผู้นำประเพณีนี้เข้ามาเผยแพร่

สีส้มและดำเป็นสีประจำของวันฮาโลวีนและมีตัวแจ็คโอแลนเทิร์นเป็นสัญลักษณ์  ส่วนกิจกรรมประจำเทศกาลก็จะมีการเล่น “ทริค  ออ  ทรีท” มีการแต่งตัวเป็นผีไปร่วมงานปาร์ตี้  เล่นเกมทดสอบความกล้า  เล่นรอบกองไฟ  ผจญภัยในสถานที่สยองขวัญ  เล่นพิเรน  อ่านเรื่องสยองขวัญและชมภาพยนต์สยองขวัญ

ประวัติวันฮาโลวีน

วันฮาโลวีนมีจุดกำเนิดมาจากเทศกาลของชาวเซลติคโบราณซึ่งรู้จักในชื่อ Samhain มีที่มาจากชาวไอริชโบราณ  ถือกันว่าเป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน  ซึ่งชาวบริตอนโบราณก็มีประเพณีคล้ายกันนี้  เรียกว่า Calan Gaeaf เทศกาล Samhain นั้น  มีขึ้นเพื่อฉลองจุดสิ้นสุดของช่วงสว่างแห่งปีและเข้าสู่ช่วงมืดของปี  ทั้งยังถือกันว่าเป็นวันปีใหม่ของชาวเซลติคอีกด้วย

เทศกาลนี้ชนบางกลุ่มก็ใช้ชื่อว่าเทศกาลแห่งความตาย (Festival of the dead)  ชาวเซลท์  โบราณเชื่อว่าเป็นวันที่โลกนี้และโลกหน้า  โคจรมาอยู่ใกล้กันมากที่สุด  ทำให้เหล่าวิญญาณ (ทั้งที่มีอันตรายและไม่มีอันตราย)  สามารถผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ  ซึ่งวิญญาณของบรรพบุรุษที่เคารพจะได้รับการต้อนรับกลับบ้าน  ในขณะที่วิญญาณร้ายจะถูกขับไล่  โดยมีความเชื่อกันว่าการที่จะสามารถขับไล่วิญญาณร้ายได้นั้น  สามารถทำได้ด้วยการสวมชุดและหน้ากากผี  ซึ่งมีจุดประสงค์คือการแฝงตัวเป็นวิญญาณร้ายซะเอง  เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย  ในสก๊อตแลนด์  ผู้ชายวัยรุ่นจะแต่งตัวเลียนแบบผีด้วยการสวมชุดขาว  สวมหน้ากาก  สวมผ้าคลุมหน้าหรือทาหน้าเป็นสีดำ

เทศกาล Samhain ยังเป็นวันแห่งการตุนอาหารไว้สำหรับฤดูหนาวและมีการเล่นรอบกองไฟในหลายพื้นที่ไฟและแสงสว่างประเภทอื่นจะถูกดับลงและบ้านแต่ละหลังจะจุดไฟในเตาโดยใช้เชื้อไฟจากกองไฟ  ส่วนกระดูกของสัตว์ที่ใช้เป็นอาหาร  จะถูกโยนเข้าไปในเปลวเพลิงนี้  บางครั้ง  กองไฟ  2  กองจะถูกจุดไว้ข้าง ๆ กัน  แล้วผู้คนกับสัตว์ที่เลี้ยงไว้เป็นอาหารจะเดินวนระหว่าง  2  กองไฟ  ถือเป็นพิธีการชะล้าง

ที่มา : http://www.educatepark.com/story/halloween.php

คนที่คิดถึง – เบน ชลาทิศ

รู้ไหม  ทุกครั้งที่ฉันนั้นมีเรื่องหนักหัวใจ      เรื่องที่ไม่สามารถจะไปปรึกษาใคร

ฉันจะคิดถึงใครก่อน                                     และรู้ไหม  ไม่ว่าฉันนั้นจะมีความสุขเท่าไร

ไม่ว่าชีวิตฉันจะไปอยู่จุดไหน                       ฉันจะคิดถึงใครก่อน

คน ๆ เดียวที่ฉันจะรออยู่                               เฝ้ารอด้วยใจเว้าวอน

ก็คือเธอคนดี                                                 และจะมีเพียงคนเดียว  แน่นอน

คนที่ฉันจะรัก ที่จะคิดถึง                              ที่จะยังคงซึ่งความเข้าใจ

และยกให้เธอได้เป็นที่หนึ่ง  ทุก ๆ อย่าง     อยากให้เธอรู้  ไม่ว่าเมื่อไร

ไม่ว่าเรานั้น  ต้องไกลแสนไกล                    แต่ว่าในหัวใจใกล้กันอยู่

จึงขอมอบเพลง  นี้เพื่อให้เธอรับรู้                ฉันจะรอเธอเป็นคู่

และฉันเฝ้ารออยู่  ชั่วชีวิต                              ถึงแม้  จากนี้เรานั้นจะต้องอยู่ห่างแสนไกล

แหละยังไม่รู้จะเจอกันอีกเมื่อไร                   แต่ฉันจะคิดถึงเธอก่อน

เธอคนเดียวที่ฉันจะรออยู่                              เฝ้ารอด้วยใจเว้าวอน

ก็คือเธอคนดี                                                   ที่จะมีเพียงคนเดียว  แน่นอน

คนที่จะรัก  ที่จะคิดถึง                                     ที่จะยังคง  ซึ่งความเข้าใจ

และยกให้เธอได้เป็นที่หนึ่ง  ทุก ๆ อย่าง       อยากให้เธอรู้  ไม่ว่าเมื่อไร

ไม่ว่าเรานั้น  ต้องไกลแสนไกล                      แต่ว่าในหัวใจใกล้  กันอยู่

จึงขอมอบเพลงนี้เพื่อให้เธอรับรู้                    ฉันจะรอเธอเป็นคู่

และฉันเฝ้ารออยู่ ชั่วชีวิต                                 โอ้.เธอที่ฉันรัก ที่จะคิดถึง

ที่จะยังคงซึ่งความเข้าใจ                                 และยกให้เธอได้เป็นที่หนึ่ง ทุกๆอย่าง

อยากให้เธอรู้ ไม่ว่าเมื่อไร                              ไม่ว่าเรานั้น ต้องไกลแสนไกล

แต่ว่าในหัวใจใกล้ กันอยู่                                 จึงขอมอบเพลง นี้เพื่อให้เธอรับรู้

ฉันจะรอเธอเป็นคู่                                              และฉันเฝ้ารออยู่ ตลอดชีวิต ตลอดชีวิต