Archive | พฤศจิกายน 2013

ฟ้องท่านเปา – T-Skirt

*จะต้องไปฟ้องท่านเปาละงานนี้                    ฉันยิ่งใจดี  แต่ดูเธอยิ่งได้ใจ

ผิดประมาณเนี้ยะ  ท่านเปาไม่เอาไว้               ถ้ายังลวดลาย  ให้จัดการประหารเธอเลยยิ่งดี

ปล่อยมาตั้งนาน  เธอก็ยังทำตัวอย่างนี้          เตือนให้คอยระวังให้ดี  กี่ทีไม่เคยรับฟัง

เจอะเธอเดินควงกับใครเต็มสองตา                ยังมีหน้ามาบอกเพื่อนกัน

เก่งแต่ตบตาอย่างนั้น                                         เห็นทีต้องเรื่องยาว

(ซ้ำ  *)

หากไม่เชื่อฟัง  ยังดื้อรั้นหลอกกันต่อไป        อย่าบอกว่าฉันไม่เห็นใจ  ก็ทำตัวเองนี่นา

**จะให้เธอลองแก้ตัวอีกซักที                          ทำตัวให้ดีให้เข้าตา

หากว่ายังเป็นอย่างเงี๊ยะ                                     ต้องเคลียร์กับท่านเปา

(ซ้ำ  *,**,*)

(พฤติกรรมเหี้ยมโหด  ยากจะให้อภัย             ต้องตายสถานเดียวเท่านั้น)

(ซ้ำ  *)

 (ประหาร)

วันวชิราวุธ

5

เหล่าข้าราชการและลูกเสือย่อมจะไม่ลืมวันที่  25  พฤศจิกายนของทุกปี  เพราะวันดังกล่าวนี้ตรงกับวันวชิราวุธ  ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  6  ผู้ทรงริเริ่มกิจการลูกเสือในประเทศไทย  วันนี้กระปุกจึงนำเกร็ดความรู้ในวันสำคัญนี้มาฝากกันค่ะ

ความเป็นมาของวันวชิราวุธ

วันวชิราวุธตรงกับวันที่  25  พฤศจิกายนของทุกปี  สาเหตุที่กำหนดให้เป็นวันนี้เนื่องจากตรงกับวันคล้ายวันสวรรคต  พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  6  ซึ่งทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่เป็นประโยชน์

อย่างมากมายมหาศาลต่อประเทศชาติ  ทั้งในด้านการคมนาคม  การปกครอง  กิจการเสือป่าและลูกเสือ  รวมทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมและด้านวรรณคดี  เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต  ทางการจึงกำหนดให้วันที่  25  พฤศจิกายนของทุกปี  เป็นวันวชิราวุธเพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน  ทั้งนี้ภายหลังมีหลักฐานยืนยันว่าวันสวรรคตจริงตรงกับเช้ามืดช่วงตี  1  ของวันที่  26  พฤศจิกายน  แต่ทางราชการยังคงถือว่าวันที่  25  พฤศจิกายน  เป็นวันวชิราวุธ

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ  พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่  6  แห่งราชวงศ์จักรี  ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่  29  ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  5  และองค์ที่  2  ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนี  พระพันปีหลวง (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี)  พระราชสมภพเมื่อวันที่  1  มกราคม  พ.ศ.2423  มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมพระมารดารวม  8  พระองค์  ซึ่งมีพระอนุชาองค์เล็กคือ  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  7

เมื่อพระชนมพรรษาเจริญครบเดือน  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้พระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ” ในปี  พ.ศ.2431  เมื่อมีพระชนมพรรษา  8  พรรษา  ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้า “กรมขุนเทพทวาราวดี” ให้ทรงมีพระเกียรติยศเป็นชั้นที่  2  รองจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  สยามมกุฎราชกุมารและได้มีพระราชพิธีโสกันต์ในเดือนธันวาคม  พุทธศักราช  2435

ขณะทรงพระเยาว์  พระองค์ได้ทรงศึกษาความรู้จากพระศรีสุนทรโวหาร (น้อย  อาจารยางกูร)   พระยาอิศรพันธ์โสภณ (หนู  อิศรางกูร  ณ  อยุธยา)  และหม่อมเจ้าประภากร  ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์  ทั้งในพระบรมมหาราชวังและโรงเรียนสวนกุหลาบ  จนเมื่อมีพระชนมพรรษา  12  พรรษา  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ  ณ  ประเทศอังกฤษ  นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ

ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่  ณ  ประเทศอังกฤษ  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารได้สวรรคตเมื่อวันที่  4  มกราคม  พุทธศักราช  2437  พระองค์จึงได้รับการสถาปนาเฉลิมพระอิสริยยศขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร  สืบแทนและได้ประกอบพระราชพิธีขึ้นเมื่อวันที่  17  มกราคม  พ.ศ.2437  ที่ประเทศไทยและที่สถานทูตไทยในกรุงลอนดอน  ประเทศอังกฤษ  เมื่อวันที่  8  มีนาคม  พ.ศ.2437  พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสอันเป็นพระวาทะอมตะว่า “ข้าพเจ้ากลับไปยังประเทศสยามเมื่อใด  ข้าพเจ้าจะเป็นไทยให้ยิ่งกว่าวันที่ออกเดินทางมา”

พระองค์ทรงศึกษาสรรพวิชาหลายแขนง  ทั้งการทหารบกที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนเฮิสต์, วิชาประวัติศาสตร์และกฎหมายที่วิทยาลัยไครสต์  เซิช  มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดและทรงพระราชนิพนธ์วิทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์เรื่อง The War of the Polish Succession แต่ระหว่างที่ศึกษาอยู่ทรงพระประชวรด้วยพระโรคพระอันตะ (ไส้ติ่ง)  อักเสบ  ทำให้ต้องทรงรับการผ่าตัดทันที  จึงทรงพลาดโอกาสที่จะได้รับปริญญา

ปี  พ.ศ.2447  พระองค์เสด็จออกพระผนวชตามราชประเพณี  ประทับอยู่ประจำวัดบวรนิเวศวิหาร  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินยุโรปครั้งที่  2  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  พระราชทานอำนาจในราชกิจไว้แด่พระองค์ในฐานะทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  สยามมกุฎราชกุมาร  เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่  23  ตุลาคม  พ.ศ.2453  ซึ่งตรงกับวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในครานั้นพระองค์ยังทรงโทมนัสและไม่มีพระราชประสงค์ที่จะแลกสิริราชสมบัติของพระองค์กับการสูญเสียพระชนมชีพของสมเด็จพระบรมชนกนาถ  จนกระทั่งเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์  เสนาบดี  ข้าราชการชั้นต่าง ๆ มาเข้าเฝ้าเพื่อกราบถวายบังคมอัญเชิญเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบต่อสมเด็จพระบรมชนกนาถ  เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่  6  แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว  คือ  สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพรรณวดี  ประสูติแต่พระนางเจ้าสุวัทนา  พระวรราชเทวี  ในวันที่  24  พฤศจิกายน  พ.ศ.2468  แต่หลังจากนั้นเพียง  1  วัน  คือ  วันที่  26  พฤศจิกายน  พ.ศ.2468  เวลา  1  นาฬิกา  45  นาที  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระโรคพระโลหิตเป็นพิษในพระอุทร  รวมพระชนมพรรษาได้  45  พรรษา  รวมเสด็จดำรงสิริราชสมบัติได้  15  พรรษา

King-3

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่สำคัญหลายด้าน  ไม่ว่าจะด้านการปกครอง  การศึกษา  กิจการกองเสือป่า  ด้านวรรณกรรม  ฯลฯ  อันเป็นสิ่งที่ยังให้เกิดความวัฒนาต่อสยามประเทศ  ซึ่งจะยกมาเฉพาะพระราชกรณียกิจด้านสำคัญ ๆ ดังนี้

ด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา  จึงมีพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษามากมาย  เช่น

ทรงโปรดให้สร้างโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้นเป็นโรงเรียนในพระองค์  แทนการสร้างวัดประจำรัชกาลที่เป็นไปตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์จะต้องสร้างวัดประจำรัชกาลไว้เป็นอนุสรณ์  แต่พระองค์ทรงเห็นว่า ในสมัยก่อนการสร้างวัดมีขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานศึกษา  จึงโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างสถานศึกษาขึ้นโดยตรงต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  7  ได้โปรดเกล้าฯ  ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยเมื่อปี  พ.ศ.2469

Art_Cu

พ.ศ.2459  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย

พ.ศ.2464  ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาเป็นครั้งแรก  โดยกำหนดการศึกษาภาคบังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่  7  ปีบริบูรณ์ต้องเรียนหนังสือในโรงเรียนจนกระทั่งอายุครบ  14  ปีบริบูรณ์

ด้านเศรษฐกิจ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ตราพระราชบัญญัติคลังออมสินพุทธศักราช  2456  ขึ้น  เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักการออมจนเมื่อปี  พ.ศ.2458  จึงจัดตั้งธนาคารออมสิน  นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังทรงเห็นการณ์ไกลว่าในภายภาคหน้าจะต้องมีการสร้างบ้านเรือนและอาคารต่าง ๆ มากขึ้น  เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนาประเทศและเป็นไปตามแบบอารยประเทศ  ดังนั้นพระองค์จึงทรงริเริ่มก่อตั้งบริษัทปูนซิเมนต์ไทยขึ้นเมื่อปี  พ.ศ.2459

ด้านการคมนาคม

ในปี  พ.ศ.2460  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้รวมกรมรถไฟที่เคยแยกกันเป็น “กรมรถไฟหลวง” และเริ่มเปิดการเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ  ถึงเชียงใหม่  อีกทั้งรถด่วนระหว่างประเทศจากธนบุรีเชื่อมไปถึงปีนังและสิงคโปร์และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างสะพานพระราม  6  เพื่อเชื่อมทางรถไฟไปยังภูมิภาคอื่น

ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข

ในปี  พ.ศ.2455  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้จัดตั้งชิรพยาบาลและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ขึ้น  อีกทั้งทรงเปิดสถานเสาวภาในปี  พ.ศ.2465  เพื่อรักษาคนที่ถูกสัตว์ร้ายกัด

ด้านการปกครอง

temple

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เปลี่ยนแปลงคำเรียกชื่อ “เมือง” เป็น “จังหวัด” แทน  นอกจากนี้ในด้านการปกครอง  เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการศึกษา  ณ  ประเทศอังกฤษ  ซึ่งเป็นแม่แบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยประกอบกับในรัชสมัยของพระองค์ได้เกิดกบฏ  ร.ศ.130  ขึ้น  โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง  พระองค์ทรงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเมืองไทยจะต้องมีการเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน  จึงมีพระราชดำริให้ทำการทดลองระบอบประชาธิปไตย  โดยจัดตั้งเมืองจำลอง “ดุสิตธานี” ขึ้นภายในพระราชวังดุสิตในปี  พ.ศ.2461  ก่อนจะย้ายมาที่พระราชวังพญาไทในปีถัดมา

จุดประสงค์เพื่อทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย  โดยจัดให้มีพรรคการเมือง  2  พรรค  มีหนังสือพิมพ์รายวันที่วิพากษ์วิจารณ์การเมือง  3  ฉบับ  ได้แก่  ดุสิตสมิตรายปักษ์  ดุสิตสมัยและดุสิตสักขีและทดลองให้มีการเลือกตั้งขึ้น  แต่ดุสิตธานีได้สิ้นสุดลงหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ด้านกิจการเสือป่าและลูกเสือ

King1

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งกองเสือป่าขึ้นเมื่อวันที่  6  พฤษภาคม  2454  มีจุดมุ่งหมาย  เพื่อฝึกอบรมข้าราชการ  พ่อค้า  คหบดี  ให้ได้รับการฝึกหัดอย่างทหาร  เพื่อให้เป็นราษฎรที่เข้มแข็ง  มีคุณภาพและส่งเสริมความสามัคคี  โดยเหล่าเสือป่าจะมีหน้าที่ในการรักษาความสงบทั่วไปในเมือง

ขณะเดียวกันก็ได้ทรงก่อตั้งกองลูกเสือขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเพื่อฝึกให้เยาวชนมีความเข้มแข็ง  อดทน  เสียสละ  สามัคคี  ดังที่ได้พระราชทานคติพจน์ให้แก่คณะลูกเสือว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” และดังพระราชนิพนธ์บทละครพูดเรื่อง  หัวใจนักรบและความดีมีไชยที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับบทบาทและหน้าที่ของลูกเสือ

ด้านการต่างประเทศ

ในสมัยของพระองค์ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่  1  ขึ้นในทวีปยุโรป ประเทศไทยได้ประกาศวางตัวเป็นกลาง  แต่ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศสงครามกับประเทศฝ่ายเยอรมันเมื่อวันที่  22  กรกฎาคม  พ.ศ.2460  และได้เข้าร่วมกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร  เพื่อรักษาสิทธิของประเทศ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ส่งทหารไทยอาสาสมัครไปร่วมรบในสมรภูมิในยุโรปด้วย  จนเมื่อสงครามสิ้นสุดด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร  ประเทศ ไทยจึงมีโอกาสเจรจากับประเทศมหาอำนาจหลายประเทศเพื่อแก้สนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม  จนเป็นผลสำเร็จในปี  พ.ศ.2469  ทำให้ไทยได้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตกลับคืนมา และสามารถเก็บภาษีอากรได้ตามกฎหมายไทย

การประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่  1  นั้น  พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ  ให้ยกเลิกการใช้ธงช้างเดิม เปลี่ยนมาใช้ธงไตรรงค์แทน  ตามลักษณะสีธงชาติของประเทศที่เป็นสัมพันธมิตรกับประเทศไทยตั้งแต่ปี  พ.ศ.2460  มาประเทศไทยจึงใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ  ทั้งนี้การไปร่วมรบในฐานะฝ่ายสัมพันธมิตร  ทำให้ทหารหลายนายเสียชีวิต  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลก ครั้งที่ 1 ไว้เป็นอนุสรณ์สถานที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของท้องสนามหลวง  เมื่อปี  พ.ศ.2462  เพื่อสดุดีวีรกรรมของบุคคลเหล่านั้น

ด้านศิลปวัฒนธรรมไทย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงส่งเสริมและฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมในหลาย ๆ สาขา คือ

ด้านนาฏศิลป์  เนื่องจากพระองค์ทรงโปรดการแสดงโขนละคร  จึงได้พระราชนิพนธ์บทละครไว้หลายเรื่องและยังเคยทรงแสดงละครเวทีด้วยพระองค์เอง  ต่อมาในปี  พ.ศ.2454  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้จัดตั้งกรมมหรสพขึ้น  เพื่อรวมเอากรมต่าง ๆ ในด้านมหรสพมารวมกันไว้ในที่เดียวและยังได้โปรดเกล้าฯ  ให้สร้างโรงละครหลวงไว้ในพระราชวังทุกแห่ง  เพื่อใช้แสดงละคร

ด้านสถาปัตยกรรม  พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างพระที่นั่งแบบไทยหลังแรก  คือ  พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ขึ้นที่พระราชวังสนามจันทร์  จังหวัดนครปฐม  เพื่อเป็นพระที่นั่งท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกใช้แสดงโขนและเป็นที่อบรมเสือป่า  อีกทั้งทรงโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างตึกอักษรศาสตร์ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลักแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ด้านวัฒนธรรมไทย  ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นเมื่อ  พ.ศ.2456  ถือเป็นครั้งแรกที่คนไทยมีนามสกุลใช้สืบเชื้อสายวงศ์ตระกูล  นอกจากนี้พระองค์ได้พระราชทานนามสกุลให้บุคคลต่าง ๆ ไว้ทั้งหมดประมาณ  6,432  นามสกุล  ทั้งยังโปรดเกล้าฯ  ให้สตรีโสดให้ใช้คำว่า “นางสาว” นำหน้าชื่อหากแต่งงานแล้วให้ใช้ “นาง” เพื่อสอดคล้องกับ “นาย” ของฝ่ายชาย  รวมทั้งคำว่า “เด็กหญิง เด็กชาย” ด้วย

ด้านวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านวรรณกรรมเป็นอย่างมาก  พระองค์ได้พระราชนิพนธ์ชิ้นงานหลายประเภททั้งโขน  ละคร  พระราชดำรัส พระบรมราโชวาท  พระบรมราชานุศาสนีย์  เทศนาปลุกใจเสือป่า  นิทานชวนหัว  คำประพันธ์  ร้อยกรอง  สารคดีและบทความในหนังสือพิมพ์  ซึ่งมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  โดยทรงใช้พระนามแฝงอยู่หลายชื่อ  เช่น  ศรีอยุธยา  รามจิตติ  พันแหลม  อัศวพาหุ  เป็นต้น

พระองค์โปรดเกล้าฯ  ให้ส่งเสริมการแต่งหนังสือเพื่อฟื้นฟูวรรณกรรม  โดยให้ตราพระราชบัญญัติวรรณคดีสโมสรขึ้นเมื่อวันที่  23  กรกฎาคม  พุทธศักราช  2457  เพื่อพิจารณายกย่องหนังสือไทยประเภทต่าง ๆ ที่แต่งได้ดีเยี่ยม  ซึ่งพระราชนิพนธ์ของพระองค์ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสร  ได้แก่  บทละครพูดเรื่องหัวใจนักรบ, บทละครพูดคำฉันท์เรื่องมัทนะพาธาและพระนลคำหลวง  นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระองค์ยังได้เกิดนักกวีสำคัญ ๆ หลายคน  เช่น  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์  เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี  พระยาอนุมานราชธน  นายชิต  บุรทัต  เป็นต้น

ด้านการหนังสือพิมพ์  พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ตราพระราชบัญญัติการพิมพ์ฉบับแรกขึ้นเรียกว่าพระราชบัญญัติสมุดเอกสารและหนังสือพิมพ์  พุทธศักราช  2465  และพระองค์ได้พระราชนิพนธ์บทความสำคัญ ๆ จำนวนมากลงในหนังสือพิมพ์  เช่น  ยิวแห่งบูรพทิศลงในหนังสือพิมพ์  สยามออบเซอร์เวอร์และโคลนติดล้อลงในหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย  งานพระราชนิพนธ์ของพระองค์เรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจนถึงกับมีประชาชนเขียนล้อเลียนโต้ตอบลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ในชื่อ “ล้อติดโคลน”

พระเกียรติคุณ

ด้วยพระราชกรณียกิจที่ทรงสร้างให้กับประชาชนชาวไทยอย่างมากมายมหาศาล  ปวงชนชาวไทยจึงรวมใจกันถวายพระราชสมัญญาว่า “พระมหาธีรราชเจ้า” อันหมายถึง  มหาราชผู้ทรงเป็นจอมปราชญ์  เพื่อเป็นการยกย่องและเทิดพระเกียรติคุณแด่พระองค์

ทั้งนี้ในวาระครบรอบ  100  ปี  วันพระบรมราชสมภพเมื่อวันที่  1  มกราคม  พ.ศ.2524  องค์การศึกษาวิทยา

ศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)  จึงได้ยกย่องพระองค์ท่านให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลกพร้อมกับได้มีพระราชพิธีเปิดอาคารหอวชิราวุธานุสรณ์  ซึ่งสร้างขึ้นในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ  ท่าวาสุกรี  เพื่อเก็บรวบรวมพระราชนิพนธ์เรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ท่านไว้ให้ประชาชนได้ค้นคว้าศึกษาอีกทั้งยังใช้เป็นสถานที่จัดแสดงละครพระราชนิพนธ์

คุณูปการ  ในหลาย ๆ ด้านที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อประเทศไทย  ทำให้เหล่าข้าราชการ  ตลอดจนพสกนิกรทั้งหลายสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจึงได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์เพื่อจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้นบริเวณหน้าสวนลุมพินี  โดยเป็นพระบรมรูปยืนขนาดใหญ่ในฉลองพระองค์จอมทัพบก  มีศาสตราจารย์ศิลป  พีระศรี  เป็นผู้ออกแบบและได้ทำพิธีเปิดไปเมื่อวันที่  24  พฤศจิกายน  พ.ศ.2485  ก่อนที่จะมีการกำหนดให้วันที่  25  พฤศจิกายน  เป็นวันถวายบังคมพระบรมรูปเป็นประจำทุกปี

กิจกรรมในวันวชิราวุธ

ทุกปีเหล่าผู้บังคับบัญชาลูกเสือ  ลูกเสือและเนตรนารีจะจัดพิธีวางพวงมาลาและถวายราชสดุดี  เพื่อน้อมรำลึกถึงวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ  พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยขึ้น

ดังจะเห็นว่าพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพัฒนาไว้  ล้วนแต่
เป็นรากฐานที่นำไปสู่ความเจริญของประเทศไทย  เราคนไทยจึงควรรำลึกถึงวันวชิราวุธซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์  เพื่อเทิดพระเกียรติและตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณสืบไป

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/31238

กำเนิดกองทัพเรือ

กองทัพเรือ  มีกำเนิดควบคู่มากับการสร้างอาณาจักรไทย  นับตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  กองทัพไทยในสมัยนั้น  มีเพียงทหารเหล่าเดียวมิได้แบ่งแยกออกเป็นกองทัพบก  กองทัพเรือและกองทัพอากาศอย่างเช่นในสมัยปัจจุบัน  หากยาตราทัพไปทางบก  ก็เรียกว่า “ทัพบก” หากยาตราทัพไปทางเรือก็เรียกว่า “ทัพเรือ” การจัดระเบียบ  การปกครอง  บังคับบัญชา  กองทัพไทย  ในยามปกติ สมัยนั้นยังไม่มีแบบแผนที่แน่นอน  ในยามศึกสงครามได้ใช้ทหาร “ทัพบก” และ “ทัพเรือ” รวม ๆ กันไป

ในการยาตราทัพเพื่อทำศึกสงครามภายในอาณาจักรหรือนอกอาณาจักรก็มีความจำเป็นต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการลำเลียงทหาร  เครื่องศาสตราวุธเรือ  นอกจากจะสามารถลำเลียงเสบียงอาหารได้คราวละมาก ๆ แล้ว  ยังสามารถลำเลียงอาวุธหนัก ๆ เช่น  ปืนใหญ่ไปได้สะดวกและรวดเร็วกว่าทางบกด้วย  จึงนิยมยกทัพไปทางเรือจนสุดทางน้ำแล้วจึงยกทัพต่อไปบนทางบก

เรือรบ  ที่เป็นพาหนะของกองทัพไทยสมัยโบราณมี  2  ประเภทด้วยกัน  คือ “เรือรบในแม่น้ำ” และ “เรือรบในทะเล” เมื่อสันนิษฐานจากลักษณะที่ตั้งของราชธานี  ซึ่งมีแม่น้ำล้อมรอบและมีแม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางในการคมนาคม  ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องใช้น้ำในการบริโภคและการเกษตรกรรมแล้ว  เรือรบในแม่น้ำคงมีมาก่อนเรือรบในทะเล  เพราะสงครามของไทย  ในระยะแรก ๆ จะเป็นการทำสงครามในพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย  กล่าวคือ  เป็นการทำสงครามกับพม่าเป็นส่วนมาก

ใน  พ.ศ.2428  กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ)  เสด็จทิวงคต  ทหารฝ่ายพระราชวังบวร  ทั้งทหารบกและทหารเรือได้ถูกยุบเลิกไป  จึงทำให้ทหารเรือในขณะนั้นมี  2  ส่วนใหญ่ๆ คือ  กรมเรือพระที่นั่งขึ้นตรงกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ส่วนกรมอรสุมพลขึ้นตรงกับสมุหพระกลาโหม

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาทั่วไปในกรมทหาร (Commander in chief)  ตามโบราณราชประเพณีพร้อมกับประกาศจัดการทหารเมื่อวันที่  8  เมษายน  พ.ศ.2430  โดยจัดตั้งกรมยุทธนาธิการขึ้นในประกาศนี้ให้รวมบรรดากองทหารบก  กองทหารเรือ  ทั้งหมดขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  แต่ในระหว่างที่ยังทรงพระเยาว์ให้มีผู้ทำการแทนผู้บังคับบัญชาทั่วไป  โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช  เป็นผู้แทนบังคับบัญชาการทั่วไปในกรมทหารและให้รั้งตำแหน่งเจ้าพนักงานใหญ่ผู้จัดการในกรมทหารสำหรับทหารเรือ  ทรงตั้งนายพลเรือโท  พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์เป็นเจ้าพนักงานใหญ่ผู้ช่วยบัญชาการทหารเรือ (Secretary to the Navy)  มีหน้าที่ดังนี้

  1. ให้จัดการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายข้อบังคับทหารเรือ
  2. ให้จัดการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับจำนวนผู้คนในทหารเรือ
  3. ให้จัดการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการฝึกหัดทหารเรือ
  4. ให้จัดการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับเรือรบหลวง
  5. ให้จัดการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับพาหนะทางเรือ  3

ต่อมาใน  พ.ศ.2433  ได้มีการยกเลิกประกาศจัดการทหารที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ  พ.ศ.2430  นั้นเสียและได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดการกรมยุทธนาธิการเมื่อวันที่  1  เมษายน  พ.ศ.2433  ขึ้นแทนพระราชบัญญัติจัดการกรมยุทธนาธิการฉบับใหม่นี้ให้เรียกกรมยุทธนาธิการเสียใหม่ว่า “กระทรวงยุทธนาธิการ” (Ministry of War and Marine)  มีหน้าที่บังคับบัญชาราชการทหารและพลเรือนที่เกี่ยวข้องแก่การทหารบก  ทหารเรือ  ตามพระราชบัญญัติใหม่นี้ให้ยกเลิกตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการทั่วไปในกรมทหารเรือและตั้งตำแหน่งใหม่เรียกว่า  จอมพล (จอมทัพ) (Commander in chief)  สำหรับบังคับบัญชาราชการในกรมทหารบก  กรมทหารเรือ  โดยสิทธิ์ขาด  โดยพระราชประเพณี  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ดำรงตำแหน่งที่จอมพลนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  สยามมกุฎราชกุมาร  มีตำแหน่งทรงปฏิบัติในหน้าที่จอมพลด้วยเหมือนกัน  กรมที่บังคับบัญชาทหารแบ่งออกเป็น  2  กรม  คือ  กรมทหารบก  กรมทหารเรือ  ในครั้งนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช  เป็นเสนาบดีว่าการ  กระทรวงยุทธนาธิการ  พระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นผู้บัญชาการทหารบก  นายพลโท  พระวรวงศ์เธอ  กรมหมื่นปราบปรปักษ์ (พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์)  เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ (Chief Staff of the Navy)  สำหรับกรมทหารเรือแบ่งส่วนราชการออกเป็น

กรมทหารเรือ

  1. กรมกลาง
  2. กองบัญชี เงิน
  3. กรมคลังพัสดุทหารเรือ
  4. กองเร่งชำระ
  5. กรมคุกทหารเรือ
  6. กรมอู่
  7. กรมช่างกล
  8. โรงพยาบาลทหารเรือ
  9. ทหารนาวิกโยธิน
  10. เรือรบหลวงและเรือพระที่นั่งประจำการ

กองทัพเรือ

เรือรบหลวงจักรีนฤเบศร

ใน  พ.ศ.2435  ได้มีการจัดระเบียบการปกครองแผ่นดินใหม่และยกเลิกการปกครองแบบจตุสดมภ์กำหนดให้มีกระทรวงในราชการทั้งหมด  12  กระทรวง  กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ปกครองบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร  กระทรวงกลาโหมไม่ต้องเกี่ยวกับการปกครองทางหัวเมืองอย่างแต่ก่อนคงมีหน้าที่เกี่ยวด้วยราชการทหารอย่างเดียวใน  พ.ศ.2435  นี้จึงได้โอนกรมทหารเรือซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับกระทรวง  ยุทธนาธิการมาขึ้นกับกระทรวงกลาโหม  กรมทหารเรือได้เจริญก้าวหน้ามาตามลำดับจนถึง  พ.ศ.2453  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า  เจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เลื่อนฐานะกรมทหารเรือเป็นกระทรวงทหารเรือเมื่อวันที่  11  ธันวาคม  และในวันเดียวกันนั้นก็ได้ประกาศแต่งตั้งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ  เนื่องจากการป้องกันประเทศเป็นงานใหญ่ที่ทหารบกและทหารเรือจำเป็นต้องร่วมกันคิดอ่านจัดการตามหน้าที่ที่ประชุมเสนาบดีจึงเห็นสมควรจัดตั้งสภาป้องกันพระราชอาณาจักรขึ้นเพื่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่างทหารบกและทหารเรือให้ดำเนินไปได้โดยสอดคล้องร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง  สภานี้มีองค์พระประมุขเป็นประธานและโปรดเกล้าฯ  ให้เสนาธิการทหารบกเป็นเลขานุการประจำเสนาบดีกระทรวงกลาโหม  เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ  พร้อมทั้งจอมพลในและนอกประจำการเป็นสมาชิกสภาแห่งนี้ทุกนาย

นับตั้งแต่มีการเลื่อนฐานะกรมทหารเรือขึ้นเป็นกระทรวงทหารเรือก็ได้มีการปรับปรุงการจัดระเบียบราชการทหารเรืออยู่เสมอ  แต่มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากหลักการเดิมเพียงแต่ว่าส่วนราชการต่าง ๆ มีความจำเป็นต้องขยายกิจการให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเมื่อราชการบางส่วน  มีกิจการเพิ่มขึ้นก็เลื่อนฐานะขึ้นเป็นกรมหรือกองตามความสำคัญ  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  7  ภาวะทางเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำเป็นผลทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบกระเทือนดังกล่าวนี้ด้วย  ทำให้ฐานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะตกต่ำจำเป็นต้องพิจารณาตัดทอน  รายจ่ายของประเทศให้น้อยลงให้สมดุลกับรายได้เป็นผลทำให้มีการปรับปรุงการจัดระเบียบราชการเสียใหม่เมื่อวันที่  8  พฤศจิกายน  พ.ศ.2474  โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้รวมกระทรวงทหารเรือกับกระทรวงทหารบกเป็นกระทรวงเดียวกันเสีย  กระทรวงที่บังคับบัญชาทั้งทหารบกและทหารเรือร่วมกันนี้เรียกว่ากระทรวงกลาโหมเหมือนอย่างแต่ครั้ง ก่อน

ใน  พ.ศ.2475  ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศใหม่ทางด้านกองทัพเรือก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน  โดยกระทรวงทหารเรือได้ลดฐานะเป็นกรมทหาร เรือ ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศนี้ได้จัดให้มีคณะกรรมการกลางกลาโหมขึ้น  นอกจากนั้นส่วนราชการของทหารเรือบางส่วนซึ่งได้เอาไปรวมกับฝ่ายทหารบกก็กลับมาสังกัดอยู่ในกรมทหารเรือตามเดิมอีก  กรมต่าง ๆ ของทหารเรือลดฐานะมาเป็นกองทั้งหมดเว้นแต่กรมเสนาธิการทหารเรือจนกระทั่งในวันที่  30  พฤศจิกายน  พ.ศ.2476  จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  เปลี่ยนชื่อกรมทหารเรือเป็นกองทัพเรือ  ให้เป็นการสอดคล้องกับการเรียกชื่อส่วนรวมของทหารบกว่า “กองทัพเรือ” ขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหมโดยแบ่งส่วนราชการออกเป็น  4  ส่วน

กองทัพเรือ

  1. กรมเสนาธิการทหารเรือ
  2. กองเรือรบ
  3. สถานีทหารเรือกรุงเทพ
  4. กรมอู่ทหารเรือ
  5. กรมสรรพาวุธทหารเรือ
  6. กรมอุทกศาสตร์

กองทัพเรือได้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดส่วนราชการมาตลอดเวลาเพื่อให้สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าของกองทัพเรือตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ส่วนราชการกองทัพเรือ  กองบัญชาการทหารสูงสุด  กระทรวงกลาโหม  พ.ศ.2510, พ.ศ.2519  และ  พ.ศ.2521  ได้แบ่งส่วนราชการกองทัพเรือออกเป็น  25  หน่วย  เพื่อความสะดวกทางกองทัพเรือได้จัดกลุ่มหน่วยราชการทั้ง  25  หน่วยขึ้นเป็น  5  ส่วนราชการ  คือ  ส่วนบัญชาการส่วนกำลังรบ  ส่วนยุทธบริการ  ส่วนศึกษาและส่วนกิจการพิเศษ  ต่อมาในวันที่  13  กรกฎาคม  พ.ศ.2528  ได้มีการจัดส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพเรือใหม่  โดยได้เพิ่มกรมการขนส่งทหารเรือขึ้นในส่วนยุทธบริการและเปลี่ยนชื่อโรงเรียนนายทหารเรือเป็นสถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูงจนกระทั่งวันที่  15  เมษายน  พ.ศ.2530  ได้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดส่วนราชการในกองทัพเรือขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  โดยได้เพิ่มสำนักงานตรวจบัญชีทหารเรือขึ้นในกองทัพเรือ  ต่อมาใน  พ.ศ.2538  ได้มีการจัดส่วนราชการใหม่ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพเรือกองบัญชาการทหารสูงสุด  กระทรวงกลาโหม  พ.ศ.2538  และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่  2)  พ.ศ.2540  กองทัพเรือแบ่งส่วนราชการออกเป็น  35  หน่วย  และเพื่อความสะดวกในการเรียกชื่อกลุ่มส่วนราชการเหล่านี้จึงได้แบ่งส่วนราชการเหล่านี้ออกเป็น  4  ส่วน

ส่วนบัญชาการ

1. สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

2. กรมสารบรรณทหารเรือ

3. กรมกำลังพลทหารเรือ

4. กรมข่าวทหารเรือ

5. กรมยุทธการทหารเรือ

6. กรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือ

7. กรมสื่อสารทหารเรือ

8. กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ

9. สำนักงานปลัดบัญชีทหารเรือ

10. กรมการเงินทหารเรือ

11. กรมจเรทหารเรือ

12. สำนักงานตรวจบัญชีทหารเรือ

ส่วนกำลังรบ

13. กองเรือยุทธการ

14. กองเรือป้องกันฝั่ง

15. หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

16. หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง

17. ฐานทัพเรือสัตหีบ

18. ฐานทัพเรือ กรุงเทพ

19. ฐานทัพเรือสงขลา

20. ฐานทัพเรือพังงา

21. กรมสารวัตร ทหารเรือ

ส่วนยุทธบริการ

22. กรมอู่ทหารเรือ

23. กรม อิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ

24. กรมช่างโยธาทหารเรือ

25. กรมสรรพาวุธทหารเรือ

26. กรมพลาธิการทหารเรือฃ

27. กรมแพทย์ทหารเรือ

28. กรมการขนส่งทหารเรือ

29. กรมสวัสดิการทหารเรือ

30. กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ

31. สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพเรือ

ส่วนการศึกษา

32. สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง

33. กรมยุทธศึกษาทหารเรือ

34. โรงเรียนนายเรือ

บริเวณพระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้พระราชทานให้แก่กองทัพเรือเป็นที่ตั้งโรงเรียนนายเรือและได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดเมื่อวันที่  20  พฤศจิกายน  พ.ศ.2449

ที่มา : http://blog.eduzones.com/poonpreecha/85472

แม่ค้า – เอ ไชยา มิตรชัย (ละครเรื่อง แม่ค้า)

คนทุกคนเกิดมา                                                   โชคชะตาฟ้าเป็นผู้ให้เกิด

ท่านขุนบุญนาย  ก็สุขสบายล้ำเลิศ                 ฉันเหมือนฟ้าท่านเปิด  ให้เกิดมาเป็นแม่ค้า

มาเป็นแม่ค้าบ้านอยู่ในสลัม  น้ำดำ ๆ ดังลูกกะตา       หนุ่ม ๆ เทเวศน์เทวัญ  บ้านอาคารตึกโตระฟ้า

เห็นเราเรียกปากตลาด                                         น้ำใจสะอาดไม่เท่าแม่ค้า  ไม่เท่าแม่ค้า

เมฆอยู่บนฟ้าลอย  เมฆน้อย ๆ ลอยไม่ถึงฟ้า     กล้าแข่งเรือแข่งพาย  แข่งไม่ได้บุญวาสนา

เลือกเกิดไม่ได้ดั่งปอง                                           เราก็ต้องมาเป็นแม่ค้า  เรามาเป็นแม่ค้า

บ้านอยู่ในสลัม  เรารักสลัมยังรุ่นชีวา                  คนคับที่อยู่ได้  คับใจละมันยากนักหนา

คนเราละเจ็ดที                                                         มันอาจจะมีสักหนล้นฟ้า  ไม่ต้องเป็นแม่ค้า

ฉู่ฉีปลาทูทอด  พร้อมทั้งยอดผักต้ม                 แตงโมอ่อนกลม ๆ จะแกงส้มแตงโมอ่อน

ชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ                                                     ไม่แน่ไม่นอนชีวิตแม่ค้า  ละชีวิตแม่ค้า

ละชีวิตแม่ค้า                                                            ละชีวิตแม่ค้า

วิมานมะพร้าว – (ละครเรื่อง วิมานมะพร้าว)

วิมานนี้เป็นของอั๊ว…                                         วิมานนี้เป็นของลื้อ…

อยู่แบบพี่น้องกัน  มาเทียวไล้เทียวขื่อ          ที่นี่คือ  วิมานมะพร้าว

ดั้นด้นมาจากแดนไกล                                      เสื่อผืนหมอนใบจนได้เป็นเถ้าแก่

สอนลูกสอนหลานร่ำรวย                                  ขยันไว้โชคช่วย  ไม่ต้องพึ่งซินแส

รักษาคุณธรรมให้มั่นคง                                     เทือกเขาเหล่ากง  อย่าให้เสียชื่อแส้

กินใช้พอเพียงเลี้ยงตัว                                      จะได้อยู่เป็นเจ้าสัว  ตุ้งแช่  ตุ้งแช่

จั้วเต๋อห่าว  ทำดีได้ดี                                         จู้ปู้หนี่  ทุกคนอวยพร

อาหมวยแต๊ะเอีย  อาเฮียมาแต๊ะอั๋ง                  จินยี่บุนตั๋ง  มั่งคั่งแน่นอน

เจ็ก  หนอ  ซา  สี่  โหงว  ลัก  ฉิก  โป่ย  เก้า  จั๊บ        เชื่อบรรพบุรุษเงินทองพุ่งปรู๊ดมาให้นับ

ไม่ต้องดูโหงวเฮ้ง  ก็รู้เปาเปาไม่มีเหล่าเต้ง    แต่ถ้าเจออะไรไม่เซ็ง  เราไม่อึ้งกิมกี่

คือความลับสวรรค์  วิมานมาอยู่ในใจเรานั้น อยากเก็กซิม  โหย่ว  ไซกัน  ยู่ซีหว่ออ้ายหนี่

รู้คุณผืนแผ่นดินไทย                                            ลูกมังกรจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

รุ่นเตี่ยพอช่วยขายได้ก็ช่วย                                รุ่นอาตี๋อาหมวยกดไลค์  กดแชร์

เวลาผ่านไปสักกี่ยุค                                             เปลี่ยนสไตล์เปลี่ยนลุค  แต่ไม่มีชื่อแส้

ปาร์ตี้เราเลี้ยงเย็นตาโฟ                                      ไปฉลองก็เล็ทโก  ตุ้งแช่ตุ้งแช่

ประวัติความเป็นมาของกระเป๋า

oldleatherbag

รูปแบบกระเป๋าแฟชั่น  มีประวัติ  มีที่มาไม่ธรรมดาเลยนะคะ  เริ่มแรกเดิมทีเกิดจากการนำเอาหนังสัตว์  ผ้า  ที่เป็นวัตถุดิบที่หาได้ในยุคนั้น  ซึ่งมีความคงทน  เหนียว  ทนทานต่อการใช้งานมาประดิษฐ์ประกอบเป็นรูปร่างกระเป๋า  ซึ่งมีลักษณะคล้ายถุง  มีทั้งถุงหนังและถุงผ้า

แรกเริ่มเดิมทีไม่ได้มีการประดับประดาตกแต่งมากนักคะ  เป็นสภาพดิบ ๆ เพียว ๆ เลย  เพราะทำมาเพื่อการใช้งานนั่นเอง

คนที่คิดแรก ๆ ไม่ใช่ใครคะก็ต้องเป็นผู้ชายนั่นเอง

ตามประวัติแรกเริ่มเกิดขึ้นในหมู่พระสงฆ์ในทวีปแอฟริกาที่เริ่มประดิษฐ์ถุงหนังเอาไว้เก็บพระเครื่อง  เครื่องรางทั้งหลาย

ต่อมาเมื่อมีการแพร่หลายในหมู่ผู้หญิง  จึงเริ่มเกิดคำว่าแฟชั่นตามมา

ซึ่งแฟชั่นก็มีหลายยุคคะ  ตั้งแต่ยุคอียิปต์  ยุคอลิซาเบธ  ยุควิกตอเรียน  ศตวรรษที่  19  จะขอกล่าวถึงช่วงเวลาในยุค victorian ใน  ค.ศ.19  นะคะ

ยุคนี้เป็นสไตล์ที่คนไทย  เรารู้จักกันดีที่มักจะเรียกติดปากว่าสไตล์วินเทจ  สไตล์วิกตอเรียน

ที่จะแต่งลูกไม้ระบายฟูฟ่อง  เน้นความหรูหรา  อ่อนหวาน

ผู้ชายและผู้หญิงในยุคนี้นั้นตั้งแต่ชนชั้นสูงไปจนถึงชนชั้นกลาง  การแต่งกาย  มารยาท  จะบ่งบอกถึงรสนิยม  ที่มาที่ไปของแต่ละตระกูล

กระเป๋าที่นิยมในยุคนี้นั้นจะเน้นให้ออกมาสไตล์เดียวกับเสื้อผ้าก็คือ  ต้องมีดอกไม้เป็นวนประกอบ
มีประดับตกแต่งด้วยลูกปัดอัญมณี  ทั้งงานผ้าและงานหนัง  ขนาดจะไม่ใหญ่มากนัก  ขอให้ออกมาดูดี  มีสไตล์ไว้ก่อนที่เป็นกระเป๋าใบเล็ก  ไม่ใหญ่มากนัก  ก็เพราะแค่ชุดก็แทบจะต้องแบก  ต้องลากกันไปพอสมควร  ดังนั้นจะต้องแบกใบใหญ่ไปด้วย  ก็คงจะดูไม่ค่อยเหมาะซักเท่าไหร่  จริงมั๊ยคะ

ส่วนชุดที่สตรียุคนี้ใส่ ด้านบนจะรัดในแน่น  โดยเฉพาะพุงจะไม่มีทางได้เห็นว่ายื่นออกมาเลย  อิอิ..
ดูเหมือนเสตย์รัดในสมัยนี้เลยนะคะ  ถึงจะอึดอัด  แต่ก็มีข้อดีตรงที่ว่าทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องไม่หย่อนคล้อย

ส่วนกระโปรงก็ต้องบานออกคล้าย ๆ สุ่ม  แต่ไม่เป็นสุ่มเยอะแยะมากมายเหมือนสมัยอลิซาเบธ  เพราะการแต่งกายเริ่มเปลี่ยนแปลงจากสุ่มบาน ๆ ก็ตอนที่เกิดสงครามฝรั่งเศสและลามไปทั่วยุโรป  อังกฤษ  อเมริกา

ตอนนั้นก็ลดขนาดสุ่มลงเหลือแค่พอมีก็เพื่อความคล่องตัวนั่นเองคะ  เพราะในยุคข้าวยากหมากแพง  หากจะต้องเสียเวลาแต่งชุด  ใช้เวลาในการเดินทางยาว

เพราะในสมัยนี้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะต้องเข้าสังคมมากขึ้นเป็นยุคเปิดประเทศเฟื่องฟู  หลังจากผ่านช่วงสงครามที่ผ่านมา

จะเห็นได้ว่าแฟชั่นในยุคนี้นั้นยังคงเติบโตมาจนถึงปัจจุบันที่เหล่าดีไซน์เนอร์น้อยใหญ่ได้นำมาเป็นแบบร่างสำหรับคอลเลคชั่นของตนเอง

ที่มา : http://www.ohozaa.com/member/member.php?user=visavivamarts&date=2012-11-25&entry=httpwww-visavivamarts-comstorearticleviewe0b89be0b8a3e0b8b0e0b8a7e0b8b1e0b895e0b8b4e0b881e0b8a3e0b8b

วิวัฒนาการของการทอผ้าในประเทศไทยและเครื่องมือโบราณ

วิวัฒนาการของการทอผ้าในประเทศไทยและเครื่องมือโบราณ “ไนกับระวิง”

แม้ว่าเราจะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมาใช้อธิบายเรื่องจุดกำเนิดของการทอผ้าในประเทศไทยก็ตาม  แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่าการทอผ้าเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ในสมัยโบราณที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้รู้จักทำขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ  เช่น  ที่เขาปลาร้า  จังหวัดอุทัยธานี  อายุประมาณ  2,500  ปีมาแล้ว  มีรูปมนุษย์โบราณกับสัตว์เลี้ยง  เช่น  ควายและสุนัข  แสดงว่ามนุษย์ยุคนั้นรู้จักเลี้ยงสัตว์แล้ว  ลักษณะการแต่งกายของมนุษย์ยุคนั้นดูคล้ายกับจะเปลือยท่อนบน  ส่วนท่อนล่างสันนิษฐานว่าจะใช้หนังสัตว์หรือผ้าหยาบ ๆ ร้อยเชือกผูกไว้รอบ ๆ สะโพก  บนศีรษะประดับด้วยขนนก

จากภาชนะเครื่องปั้นดินเผาโบราณที่พบบริเวณถ้ำผี  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  อายุประมาณ  7,000 – 8,000  ปีมาแล้ว  พบว่ามีการตกแต่งด้วยรอยเชือกและรอยตาข่ายทาบ  ทำให้เราสันนิษฐานว่ามนุษย์น่าจะรู้จักทำเชือกและตาข่ายก่อน  โดยนำพืชที่มีใยมาฟั่นให้เป็นเชือก  แล้วนำเชือกมาผูก หรือถักเป็นตาข่ายจากการถักก็พัฒนาขึ้นมาเป็นการทอด้วยเทคนิคง่าย ๆ แบบการจักสานคือนำเชือกมาผูกกับไม้หรือยึดไว้ให้ด้ายเส้นยืนแล้วนำเลือกอีก  เส้นหนึ่งมาพุ่งขัดกับด้ายเส้นยืน  เกิดเป็นผืนผ้าหยาบ ๆ ขึ้น  เหมือนการขัดกระดาษหรือการจักสานเกิดเป็นผ้ากระสอบแบบหยาบ ๆ

เราพบหลักฐานที่สำคัญทางโบราณคดีที่บริเวณบ้านเชียง  จังหวัดอุดรธานี  เช่น  พบกำไล  สำริด  ซึ่งมีสนิมและมีเศษผ้าติดอยู่กับคราบสนิมนั้น  นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าสนิมเป็นตัวกัดกร่อนโลหะ  ซึ่งเป็นอนินทรียวัตถุ  แต่กลับเป็นตัวอนุรักษ์ผ้าซึ่งเป็นอินทรียวัตถุไว้ไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ที่แหล่งบ้านเชียงนี้เรายังพบแวดินเผาซึ่งเป็นอุปกรณ์การปั่นด้ายแบบง่าย ๆ และพบลูกกลิ้งแกะลายสำหรับใช้ทำลวดลายบนผ้าเป็นจำนวนมากจึงทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่ามนุษย์อาศัยอยู่ในบริเวณบ้านเชียงเมื่อ  2,000 – 4,000  ปีมาแล้ว  รู้จักการปั่นด้าย  ทอผ้า  ย้อมสีและพิมพ์ลวดลายลงบนผ้าอีกด้วย

1237273826

ผ้าในงานหัตถกรรมพื้นบ้านโดยทั่วไปมีอยู่  2  ลักษณะคือ  ผ้าพื้นและผ้าลาย  ผ้าพื้น  ได้แก่  ผ้าที่ทอเป็นสีพื้นธรรมดาไม่มีลวดลาย  ใช้สีตามความนิยม  ในสมัยโบราณสีที่นิยมทอกันคือ  สีน้ำเงิน  สีกรมท่าและสีเทา  ส่วนผ้าลายนั้นเป็นผ้าที่มีการประดิษฐ์ลวดลายหรือดอกดวงเพิ่มขึ้นเพื่อความงดงาม  มีชื่อเรียกเฉพาะตามวิธี  เช่น  ถ้าใช้ทอ (เป็นลายหรือดอก)  ก็เรียกว่าผ้ายก  ถ้าทอด้วยเส้นด้ายคนละสีกับสีพื้นเป็นลายขวางและตาหมากรุกเรียกว่าลายตาโถง  ถ้าใช้เขียนหรือพิมพ์จากแท่งแม่พิมพ์โดยใช้มือกดก็เรียกว่าผ้าพิมพ์หรือผ้าลายอย่าง  ซึ่งเป็นผ้าพิมพ์ลายที่คนไทยเขียนลวดลายเป็นตัวอย่างส่งไปพิมพ์ที่ต่างประเทศ  เช่น  อินเดีย

ผ้าเขียนลายส่วนมากเขียนลายทอง  แต่เดิมชาวบ้านรู้จักทอแต่ผ้าพื้น (คือ  ผ้าทอพื้นเรียบไม่ยกดอกและมีลวดลาย)  ส่วนผ้าลาย (หรือผ้ายก)  นั้น  เพิ่งมารู้จักทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นหรือสมัยอยุธยาตอนปลาย  สันนิษฐานว่าได้แบบอย่างการทอมาจากแขกเมืองไทรบุรี  ซึ่งถูกเจ้าเมืองนครกวาดต้อนมาเมื่อครั้งที่เมืองไทรบุรีคิดขบถประมาณ  พ.ศ.2354

อย่างไรก็ตามผ้าทั้ง  2  ประเภทนี้ใช้วิธีการทอด้วยกันทั้งสิ้น  วัสดุที่นิยมนำมาใช้ทอคือ  ฝ้าย  ไหมและขนสัตว์ (แต่ส่วนมากจะใช้ฝ้ายและไหม)  ชาวบ้านจะปลูกฝ้ายเป็นพืชไร่และเลี้ยงไหมกัน ฤดูที่ปลูกฝ้ายกันคือ  ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน  ซึ่งกินเวลาถึง  6  เดือน  ต้นฝ้ายจึงจะแก่  เมื่อเก็บฝ้ายมาแล้วจึงนำมาปั่นและกรอให้เป็นเส้น  ม้วนเป็นหลอด  เพื่อที่จะนำไปเข้าหูกสำหรับทอต่อไป  ชาวบ้านรู้จักทอผ้าขึ้นใช้เองหรือสำหรับแลกเปลี่ยนกับเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจะต้องใช้ภายในครอบ ครัว การทอนี้มีมาแต่โบราณกาลแล้ว  ไม่มีใครทราบว่ามีมาแต่เมื่อไรและได้แบบอย่างมาจากใคร  ถ้าจะพิจารณาดูตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว  ในสมัยศรีวิชัย (ราวพุทธศตวรรษที่  13)  ชาวบ้านคงรู้จักการทอผ้าแล้ว  เพราะว่าในสมัยนั้นเป็นสมัยที่ได้มีการติดต่อการค้าและรับเอาศิลปะและวัฒนธรรมมาจากชนชาติที่เจริญกว่า  เช่น  จีน  อินเดีย  อาหรับและเปอร์เซีย  ชนต่างชาติดังกล่าวคงได้มาถ่ายทอดไป

1237273971

1237273989

การทอผ้านี้มีอยู่ในทุกภาคของประเทศ หลักการและวิธีการนั้นคล้ายคลึงกันทั้งหมด  แต่อาจมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันบ้าง  การทอนี้ทำด้วยมือโดยตลอด  ใช้เครื่องมือเครื่องใช้แบบง่าย ๆ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและความประณีต  นับตั้งแต่การเตรียมเส้น  การย้อมสีและการทอเป็นผืน

เครื่องมือทอผ้าเรียกว่า “กี่” มี  2  ชนิด  คือ  กี่ยกกับกี่ฝัง  กี่ยกเป็นเครื่องมือที่ยกเคลื่อนที่ได้ใช้ตั้งบนพื้นถอดและประกอบได้ง่าย  ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง  มีขนาดเท่ากับกี่ฝัง  แต่ทำตั้งสูงกว่าเพื่อให้เท้าถีบกระตุกด้ายในเวลาทอผ้า  สะดวกไม่ติดพื้น  ส่วนกี่ฝังคือเครื่องทอผ้าที่ใช้เสาปักฝังลงดินยึดอยู่กับที่เคลื่อนย้ายไม่ได้สร้างกันไว้ตามใต้ถุนบ้าน  เป็นเครื่องทอผ้าชนิด ที่นิยมใช้กันมาก

การทอผ้าที่ชาวบ้านทำกันนั้นต้องอาศัยความจำและความชำนาญเป็นหลัก  เพราะไม่มีเขียนบอกไว้เป็นตำรา นอกจากนี้แล้วยังพยายามรักษารูปแบบและวิธีการเอาไว้อย่างเคร่งครัดจึงนับว่าเป็นการอนุรักษ์ศิลปกรรมแขนงนี้ไว้อีกด้วย

1237274021

ผ้าพื้นบ้านที่นิยมใช้กันมี  2  ประเภท  คือ

  1. ผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  ซึ่งเรียกกันว่าผ้าพื้นนั้น  ไม่มีความประณีตและสวยงามเท่าใดนัก  แต่มีความทนทาน  ทอขึ้นอย่างง่าย ๆ มีสีและลวดลายบ้าง  เช่น  ผ้าพื้น  ผ้าตาโถง  ผ้าโสร่ง  ผ้าแถบ  ผ้าซิ่นและผ้าขาวม้า  ซึ่งชาวบ้านนิยมใช้ติดตัวมาตั้งแต่สมัยโบราณ  ปรากฏอยู่ในหลักศิลาจารึกหลักที่  44  แห่งแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่  1 (พ.ศ.1916)
  2. ผ้าที่ใช้ในงานพิธีต่าง ๆ เช่น  ทำบุญ  ฟ้อนรำ  แต่งงานหรือเทศกาลต่าง ๆ ในสังคมไทยสมัยก่อนถือว่าการทอผ้าเป็นงานของผู้หญิง  เพราะต้องใช้ความประณีตและละเอียดอ่อนใช้เวลานานกว่าจะทอผ้าชนิดนี้เสร็จ  แต่ละผืน  ผู้หญิงซึ่งในสมัยนั้นต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนอยู่แล้วจึงมีโอกาสทอผ้ามากกว่าผู้ชาย  อีกประการหนึ่งค่านิยมของสมัยนั้นยกย่องผู้หญิงที่ทอผ้าเก่ง  เพราะเมื่อโตเป็นสาวแล้วจะต้องแต่งงานมีครอบครัวไปนั้น  ผู้หญิงจะต้องเตรียมผ้าผ่อนสำหรับออกเรือน  ถ้าผู้หญิงคนใดทอผ้าไม่เป็นหรือไม่เก่งก็จะถูกตำหนิ  ชายหนุ่มจะไม่สนใจ  เพราะถือว่าไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นแม่บ้าน  เมื่อมีงานเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ชาวบ้านจะพากันแต่งตัวด้วยผ้าทอเป็นพิเศษไปอวดประชันกัน  ผ้าชนิดนี้จะทอขึ้นด้วยฝีมือประณีตเช่นเดียวกัน  มีสีสันและลวดลาย  ดอกดวงงดงามเป็นพิเศษ  ผ้าบางผืนจะทอกันเป็นเวลาแรมปีด้วยใจรักและศรัทธา  เช่น  ผ้าลายจก  ผ้าตีนจก  ผ้าตาด  ผ้ายกและผ้าปูม  เป็นต้น

ดังกล่าวแล้วว่าการทอผ้านั้นมีอยู่ทุกภาคของประเทศ  แต่ละภาคจะมีจังหวัดที่มีความเด่นเป็นพิเศษในการทอผ้า  คือ

ภาคเหนือ  ได้แก่  จังหวัดลำพูน  จังหวัดเชียงใหม่

ภาคกลาง  ได้แก่  จังหวัดกรุงเทพฯ  จังหวัดสระบุรี  จังหวัดชลบุรี  จังหวัดราชบุรี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ได้แก่  จังหวัดอุดรธานี  จังหวัดหนองคาย  จังหวัดขอนแก่น

ภาคใต้  ได้แก่  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  จังหวัดนครศรีธรรมราช  จังหวัดสงขลา

1237274083

1237274107

เครื่องมือและอุปกรณ์ในการทอผ้าแบ่งเป็น  2  ประเภท  เครื่องมือสำหรับเตรียมด้ายหรือไหมและเครื่องทอผ้าหรือกี่

1. เครื่องมือสำหรับเตรียมด้ายหรือไหม  ได้แก่

1.1 ไน เป็นเครื่องมือสำหรับกรอเส้นด้ายเข้าหลอด มีลักษณะเป็นวงล้อเส้นผ่าศูนย์ กลางประมาณ 72 ซ.ม. ทำด้วยไม้ไผ่หรือหวาย ปัจจุบันใช้ล้อรถจักรยานที่ถอดยางออกแทน

1.2 ดอกวิงหรือดอกสวิงเป็นเครื่องปั่นด้าย  รูปร่างคล้ายวงล้อ  ทำด้วยไม้หรือไม้ไผ่ ใช้คู่กับไน  เมื่อต้องการกรอด้ายหรือไหมยืนหรือด้ายพุ่งเข้าหลอด

ไนกับระวิงเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ควบคู่กัน “ไน” บางทีเรียก “เผี่ยน” ที่รู้จักทั่วไปเรียกว่า “หลา” ส่วน “ระวิง” รู้จักกันทั่วไปว่า “กง” ใช้สำหรับปั่นด้ายเข้าหลอด

1.3 หลอดค้นหรือลูกค้นคือ  หลอดด้ายที่ทำด้วยไม้หรือพลาสติก  ใช้สำหรับม้วนด้ายยาวประมาณ  6  เซนติเมตร  แกนของหลอดจะต้องเป็นรูกลวง

1.4 รางค้น  คือ  ราวสำหรับใส่หลอดค้น  เมื่อต้องการค้นด้ายยืน  มีลักษณะเป็นกรอบไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า

1.5 หลักค้นหรือคราด  คือ  หลักที่ใช้คล้องด้ายยืน  ตอนที่ค้นด้ายหรือไหมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสาวไหม  จัดเส้นไหมหรือด้ายให้เป็นระเบียบและใช้คล้องด้ายยืนที่เก็บจัดกันเสร็จแล้ว  หลักค้นยังใช้คำนวณความยาวของเส้นด้ายที่จะใช้ทอผ้า  หลักค้นทำด้วยไม้ลักษณะคล้ายคราด

1.6 ตะขอเกี่ยวด้ายเข้าฟืม

1.7 เครื่องรองตอนเข้าฟืม

1.8 ไม้นัด  ใช้ก่อเขาหูก

1.9 ไม้ขัดด้ายหรือไม้ค้ำ

1.10 เครื่องม้วนด้าย

1.11  ลูกหัดหรือระหัด  เพื่อส่งด้ายเวลาทอ

2. เครื่องมือทอผ้าหรือกี่หรือโหกในภาษาถิ่น  การทอผ้าเกาะยอจะใช้กี่กระตุก  ซึ่งมีส่วนประกอบดังนี้

2.1 โครงกี่ประกอบด้วยเสาสี่ต้น  มีราวกี่ขนาบทั้ง  4  ด้าน  ทั้งด้านบนด้านล่าง  เพื่อให้แข็งแรงยิ่งขึ้น  โครงกี่แต่ละโครงจะมีขนาดไม่แน่นอน  โดยประมาณจะกว้าง  1.20 – 1.50  เมตร  ยาว 2.50 – 3.00  เมตร  สูง  1.20 – 1.50  เมตร

2.2 ฟืมหรือฟันหวีเป็นส่วนที่ใช้กระทบให้ด้ายที่ทอแน่นเข้า  ใช้โลหะทำเป็นซี่เล็ก ๆ ห่างกันตามความต้องการ  แต่ละช่องจะใช้สอดด้ายยืนเข้าไปหนึ่งเส้นเป็นการจัดด้ายยืนให้ห่างกันตามความละเอียดของผ้า  ตัวฟืมส่วนใหญ่ยังทำด้วยไม้

2.3 เขาหูกหรือตะกอ  คือ  เชือกที่ร้อยคล้องเส้นยืนเพื่อแบ่งเส้นยืนออกเป็นหมวดหมู่ตามที่ต้องการ  เมื่อยกเขาหูกหรือตะกอขึ้นจะดึงเส้นไหมยืนเปิดเป็นช่อง  สามารถพุ่งกระสวยเข้าไปให้ไหมพุ่งสานขัดกับไหมยืนได้

2.4 กระสวยเป็นไม้รูปเรียวที่ปลายทั้ง  2  ข้าง  ตรงกลางใหญ่และเป็นร่องสำหรับใส่หลอดด้าย  ใช้สำหรับพุ่งสอดไปในระหว่างช่องการทอผ้า  หลังจากที่เหยียบคานเหยียบให้เขาหูกแยกเส้นด้ายยืนแล้ว

2.5 ไม้แกนม้วนผ้าหรือพั้นรับผ้า  คือ  ไม้ที่ใช้ม้วนผ้าที่ทอแล้วไว้อีกส่วนหนึ่ง  มีความยาวเท่ากับกี่หรือเท่ากับความกว้างของผ้า

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=travelaround&date=17-03-2009&group=11&gblog=9