วันวชิราวุธ


5

เหล่าข้าราชการและลูกเสือย่อมจะไม่ลืมวันที่  25  พฤศจิกายนของทุกปี  เพราะวันดังกล่าวนี้ตรงกับวันวชิราวุธ  ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  6  ผู้ทรงริเริ่มกิจการลูกเสือในประเทศไทย  วันนี้กระปุกจึงนำเกร็ดความรู้ในวันสำคัญนี้มาฝากกันค่ะ

ความเป็นมาของวันวชิราวุธ

วันวชิราวุธตรงกับวันที่  25  พฤศจิกายนของทุกปี  สาเหตุที่กำหนดให้เป็นวันนี้เนื่องจากตรงกับวันคล้ายวันสวรรคต  พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  6  ซึ่งทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่เป็นประโยชน์

อย่างมากมายมหาศาลต่อประเทศชาติ  ทั้งในด้านการคมนาคม  การปกครอง  กิจการเสือป่าและลูกเสือ  รวมทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมและด้านวรรณคดี  เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต  ทางการจึงกำหนดให้วันที่  25  พฤศจิกายนของทุกปี  เป็นวันวชิราวุธเพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน  ทั้งนี้ภายหลังมีหลักฐานยืนยันว่าวันสวรรคตจริงตรงกับเช้ามืดช่วงตี  1  ของวันที่  26  พฤศจิกายน  แต่ทางราชการยังคงถือว่าวันที่  25  พฤศจิกายน  เป็นวันวชิราวุธ

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ  พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่  6  แห่งราชวงศ์จักรี  ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่  29  ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  5  และองค์ที่  2  ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนี  พระพันปีหลวง (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี)  พระราชสมภพเมื่อวันที่  1  มกราคม  พ.ศ.2423  มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมพระมารดารวม  8  พระองค์  ซึ่งมีพระอนุชาองค์เล็กคือ  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  7

เมื่อพระชนมพรรษาเจริญครบเดือน  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้พระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ” ในปี  พ.ศ.2431  เมื่อมีพระชนมพรรษา  8  พรรษา  ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้า “กรมขุนเทพทวาราวดี” ให้ทรงมีพระเกียรติยศเป็นชั้นที่  2  รองจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  สยามมกุฎราชกุมารและได้มีพระราชพิธีโสกันต์ในเดือนธันวาคม  พุทธศักราช  2435

ขณะทรงพระเยาว์  พระองค์ได้ทรงศึกษาความรู้จากพระศรีสุนทรโวหาร (น้อย  อาจารยางกูร)   พระยาอิศรพันธ์โสภณ (หนู  อิศรางกูร  ณ  อยุธยา)  และหม่อมเจ้าประภากร  ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์  ทั้งในพระบรมมหาราชวังและโรงเรียนสวนกุหลาบ  จนเมื่อมีพระชนมพรรษา  12  พรรษา  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ  ณ  ประเทศอังกฤษ  นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ

ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่  ณ  ประเทศอังกฤษ  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารได้สวรรคตเมื่อวันที่  4  มกราคม  พุทธศักราช  2437  พระองค์จึงได้รับการสถาปนาเฉลิมพระอิสริยยศขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร  สืบแทนและได้ประกอบพระราชพิธีขึ้นเมื่อวันที่  17  มกราคม  พ.ศ.2437  ที่ประเทศไทยและที่สถานทูตไทยในกรุงลอนดอน  ประเทศอังกฤษ  เมื่อวันที่  8  มีนาคม  พ.ศ.2437  พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสอันเป็นพระวาทะอมตะว่า “ข้าพเจ้ากลับไปยังประเทศสยามเมื่อใด  ข้าพเจ้าจะเป็นไทยให้ยิ่งกว่าวันที่ออกเดินทางมา”

พระองค์ทรงศึกษาสรรพวิชาหลายแขนง  ทั้งการทหารบกที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนเฮิสต์, วิชาประวัติศาสตร์และกฎหมายที่วิทยาลัยไครสต์  เซิช  มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดและทรงพระราชนิพนธ์วิทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์เรื่อง The War of the Polish Succession แต่ระหว่างที่ศึกษาอยู่ทรงพระประชวรด้วยพระโรคพระอันตะ (ไส้ติ่ง)  อักเสบ  ทำให้ต้องทรงรับการผ่าตัดทันที  จึงทรงพลาดโอกาสที่จะได้รับปริญญา

ปี  พ.ศ.2447  พระองค์เสด็จออกพระผนวชตามราชประเพณี  ประทับอยู่ประจำวัดบวรนิเวศวิหาร  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินยุโรปครั้งที่  2  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  พระราชทานอำนาจในราชกิจไว้แด่พระองค์ในฐานะทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  สยามมกุฎราชกุมาร  เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่  23  ตุลาคม  พ.ศ.2453  ซึ่งตรงกับวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในครานั้นพระองค์ยังทรงโทมนัสและไม่มีพระราชประสงค์ที่จะแลกสิริราชสมบัติของพระองค์กับการสูญเสียพระชนมชีพของสมเด็จพระบรมชนกนาถ  จนกระทั่งเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์  เสนาบดี  ข้าราชการชั้นต่าง ๆ มาเข้าเฝ้าเพื่อกราบถวายบังคมอัญเชิญเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบต่อสมเด็จพระบรมชนกนาถ  เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่  6  แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว  คือ  สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพรรณวดี  ประสูติแต่พระนางเจ้าสุวัทนา  พระวรราชเทวี  ในวันที่  24  พฤศจิกายน  พ.ศ.2468  แต่หลังจากนั้นเพียง  1  วัน  คือ  วันที่  26  พฤศจิกายน  พ.ศ.2468  เวลา  1  นาฬิกา  45  นาที  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระโรคพระโลหิตเป็นพิษในพระอุทร  รวมพระชนมพรรษาได้  45  พรรษา  รวมเสด็จดำรงสิริราชสมบัติได้  15  พรรษา

King-3

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่สำคัญหลายด้าน  ไม่ว่าจะด้านการปกครอง  การศึกษา  กิจการกองเสือป่า  ด้านวรรณกรรม  ฯลฯ  อันเป็นสิ่งที่ยังให้เกิดความวัฒนาต่อสยามประเทศ  ซึ่งจะยกมาเฉพาะพระราชกรณียกิจด้านสำคัญ ๆ ดังนี้

ด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา  จึงมีพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษามากมาย  เช่น

ทรงโปรดให้สร้างโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้นเป็นโรงเรียนในพระองค์  แทนการสร้างวัดประจำรัชกาลที่เป็นไปตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์จะต้องสร้างวัดประจำรัชกาลไว้เป็นอนุสรณ์  แต่พระองค์ทรงเห็นว่า ในสมัยก่อนการสร้างวัดมีขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานศึกษา  จึงโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างสถานศึกษาขึ้นโดยตรงต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  7  ได้โปรดเกล้าฯ  ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยเมื่อปี  พ.ศ.2469

Art_Cu

พ.ศ.2459  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย

พ.ศ.2464  ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาเป็นครั้งแรก  โดยกำหนดการศึกษาภาคบังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่  7  ปีบริบูรณ์ต้องเรียนหนังสือในโรงเรียนจนกระทั่งอายุครบ  14  ปีบริบูรณ์

ด้านเศรษฐกิจ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ตราพระราชบัญญัติคลังออมสินพุทธศักราช  2456  ขึ้น  เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักการออมจนเมื่อปี  พ.ศ.2458  จึงจัดตั้งธนาคารออมสิน  นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังทรงเห็นการณ์ไกลว่าในภายภาคหน้าจะต้องมีการสร้างบ้านเรือนและอาคารต่าง ๆ มากขึ้น  เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนาประเทศและเป็นไปตามแบบอารยประเทศ  ดังนั้นพระองค์จึงทรงริเริ่มก่อตั้งบริษัทปูนซิเมนต์ไทยขึ้นเมื่อปี  พ.ศ.2459

ด้านการคมนาคม

ในปี  พ.ศ.2460  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้รวมกรมรถไฟที่เคยแยกกันเป็น “กรมรถไฟหลวง” และเริ่มเปิดการเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ  ถึงเชียงใหม่  อีกทั้งรถด่วนระหว่างประเทศจากธนบุรีเชื่อมไปถึงปีนังและสิงคโปร์และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างสะพานพระราม  6  เพื่อเชื่อมทางรถไฟไปยังภูมิภาคอื่น

ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข

ในปี  พ.ศ.2455  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้จัดตั้งชิรพยาบาลและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ขึ้น  อีกทั้งทรงเปิดสถานเสาวภาในปี  พ.ศ.2465  เพื่อรักษาคนที่ถูกสัตว์ร้ายกัด

ด้านการปกครอง

temple

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เปลี่ยนแปลงคำเรียกชื่อ “เมือง” เป็น “จังหวัด” แทน  นอกจากนี้ในด้านการปกครอง  เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการศึกษา  ณ  ประเทศอังกฤษ  ซึ่งเป็นแม่แบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยประกอบกับในรัชสมัยของพระองค์ได้เกิดกบฏ  ร.ศ.130  ขึ้น  โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง  พระองค์ทรงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเมืองไทยจะต้องมีการเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน  จึงมีพระราชดำริให้ทำการทดลองระบอบประชาธิปไตย  โดยจัดตั้งเมืองจำลอง “ดุสิตธานี” ขึ้นภายในพระราชวังดุสิตในปี  พ.ศ.2461  ก่อนจะย้ายมาที่พระราชวังพญาไทในปีถัดมา

จุดประสงค์เพื่อทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย  โดยจัดให้มีพรรคการเมือง  2  พรรค  มีหนังสือพิมพ์รายวันที่วิพากษ์วิจารณ์การเมือง  3  ฉบับ  ได้แก่  ดุสิตสมิตรายปักษ์  ดุสิตสมัยและดุสิตสักขีและทดลองให้มีการเลือกตั้งขึ้น  แต่ดุสิตธานีได้สิ้นสุดลงหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ด้านกิจการเสือป่าและลูกเสือ

King1

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งกองเสือป่าขึ้นเมื่อวันที่  6  พฤษภาคม  2454  มีจุดมุ่งหมาย  เพื่อฝึกอบรมข้าราชการ  พ่อค้า  คหบดี  ให้ได้รับการฝึกหัดอย่างทหาร  เพื่อให้เป็นราษฎรที่เข้มแข็ง  มีคุณภาพและส่งเสริมความสามัคคี  โดยเหล่าเสือป่าจะมีหน้าที่ในการรักษาความสงบทั่วไปในเมือง

ขณะเดียวกันก็ได้ทรงก่อตั้งกองลูกเสือขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเพื่อฝึกให้เยาวชนมีความเข้มแข็ง  อดทน  เสียสละ  สามัคคี  ดังที่ได้พระราชทานคติพจน์ให้แก่คณะลูกเสือว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” และดังพระราชนิพนธ์บทละครพูดเรื่อง  หัวใจนักรบและความดีมีไชยที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับบทบาทและหน้าที่ของลูกเสือ

ด้านการต่างประเทศ

ในสมัยของพระองค์ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่  1  ขึ้นในทวีปยุโรป ประเทศไทยได้ประกาศวางตัวเป็นกลาง  แต่ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศสงครามกับประเทศฝ่ายเยอรมันเมื่อวันที่  22  กรกฎาคม  พ.ศ.2460  และได้เข้าร่วมกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร  เพื่อรักษาสิทธิของประเทศ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ส่งทหารไทยอาสาสมัครไปร่วมรบในสมรภูมิในยุโรปด้วย  จนเมื่อสงครามสิ้นสุดด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร  ประเทศ ไทยจึงมีโอกาสเจรจากับประเทศมหาอำนาจหลายประเทศเพื่อแก้สนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม  จนเป็นผลสำเร็จในปี  พ.ศ.2469  ทำให้ไทยได้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตกลับคืนมา และสามารถเก็บภาษีอากรได้ตามกฎหมายไทย

การประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่  1  นั้น  พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ  ให้ยกเลิกการใช้ธงช้างเดิม เปลี่ยนมาใช้ธงไตรรงค์แทน  ตามลักษณะสีธงชาติของประเทศที่เป็นสัมพันธมิตรกับประเทศไทยตั้งแต่ปี  พ.ศ.2460  มาประเทศไทยจึงใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ  ทั้งนี้การไปร่วมรบในฐานะฝ่ายสัมพันธมิตร  ทำให้ทหารหลายนายเสียชีวิต  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลก ครั้งที่ 1 ไว้เป็นอนุสรณ์สถานที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของท้องสนามหลวง  เมื่อปี  พ.ศ.2462  เพื่อสดุดีวีรกรรมของบุคคลเหล่านั้น

ด้านศิลปวัฒนธรรมไทย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงส่งเสริมและฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมในหลาย ๆ สาขา คือ

ด้านนาฏศิลป์  เนื่องจากพระองค์ทรงโปรดการแสดงโขนละคร  จึงได้พระราชนิพนธ์บทละครไว้หลายเรื่องและยังเคยทรงแสดงละครเวทีด้วยพระองค์เอง  ต่อมาในปี  พ.ศ.2454  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้จัดตั้งกรมมหรสพขึ้น  เพื่อรวมเอากรมต่าง ๆ ในด้านมหรสพมารวมกันไว้ในที่เดียวและยังได้โปรดเกล้าฯ  ให้สร้างโรงละครหลวงไว้ในพระราชวังทุกแห่ง  เพื่อใช้แสดงละคร

ด้านสถาปัตยกรรม  พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างพระที่นั่งแบบไทยหลังแรก  คือ  พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ขึ้นที่พระราชวังสนามจันทร์  จังหวัดนครปฐม  เพื่อเป็นพระที่นั่งท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกใช้แสดงโขนและเป็นที่อบรมเสือป่า  อีกทั้งทรงโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างตึกอักษรศาสตร์ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลักแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ด้านวัฒนธรรมไทย  ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นเมื่อ  พ.ศ.2456  ถือเป็นครั้งแรกที่คนไทยมีนามสกุลใช้สืบเชื้อสายวงศ์ตระกูล  นอกจากนี้พระองค์ได้พระราชทานนามสกุลให้บุคคลต่าง ๆ ไว้ทั้งหมดประมาณ  6,432  นามสกุล  ทั้งยังโปรดเกล้าฯ  ให้สตรีโสดให้ใช้คำว่า “นางสาว” นำหน้าชื่อหากแต่งงานแล้วให้ใช้ “นาง” เพื่อสอดคล้องกับ “นาย” ของฝ่ายชาย  รวมทั้งคำว่า “เด็กหญิง เด็กชาย” ด้วย

ด้านวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านวรรณกรรมเป็นอย่างมาก  พระองค์ได้พระราชนิพนธ์ชิ้นงานหลายประเภททั้งโขน  ละคร  พระราชดำรัส พระบรมราโชวาท  พระบรมราชานุศาสนีย์  เทศนาปลุกใจเสือป่า  นิทานชวนหัว  คำประพันธ์  ร้อยกรอง  สารคดีและบทความในหนังสือพิมพ์  ซึ่งมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  โดยทรงใช้พระนามแฝงอยู่หลายชื่อ  เช่น  ศรีอยุธยา  รามจิตติ  พันแหลม  อัศวพาหุ  เป็นต้น

พระองค์โปรดเกล้าฯ  ให้ส่งเสริมการแต่งหนังสือเพื่อฟื้นฟูวรรณกรรม  โดยให้ตราพระราชบัญญัติวรรณคดีสโมสรขึ้นเมื่อวันที่  23  กรกฎาคม  พุทธศักราช  2457  เพื่อพิจารณายกย่องหนังสือไทยประเภทต่าง ๆ ที่แต่งได้ดีเยี่ยม  ซึ่งพระราชนิพนธ์ของพระองค์ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสร  ได้แก่  บทละครพูดเรื่องหัวใจนักรบ, บทละครพูดคำฉันท์เรื่องมัทนะพาธาและพระนลคำหลวง  นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระองค์ยังได้เกิดนักกวีสำคัญ ๆ หลายคน  เช่น  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์  เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี  พระยาอนุมานราชธน  นายชิต  บุรทัต  เป็นต้น

ด้านการหนังสือพิมพ์  พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ตราพระราชบัญญัติการพิมพ์ฉบับแรกขึ้นเรียกว่าพระราชบัญญัติสมุดเอกสารและหนังสือพิมพ์  พุทธศักราช  2465  และพระองค์ได้พระราชนิพนธ์บทความสำคัญ ๆ จำนวนมากลงในหนังสือพิมพ์  เช่น  ยิวแห่งบูรพทิศลงในหนังสือพิมพ์  สยามออบเซอร์เวอร์และโคลนติดล้อลงในหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย  งานพระราชนิพนธ์ของพระองค์เรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจนถึงกับมีประชาชนเขียนล้อเลียนโต้ตอบลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ในชื่อ “ล้อติดโคลน”

พระเกียรติคุณ

ด้วยพระราชกรณียกิจที่ทรงสร้างให้กับประชาชนชาวไทยอย่างมากมายมหาศาล  ปวงชนชาวไทยจึงรวมใจกันถวายพระราชสมัญญาว่า “พระมหาธีรราชเจ้า” อันหมายถึง  มหาราชผู้ทรงเป็นจอมปราชญ์  เพื่อเป็นการยกย่องและเทิดพระเกียรติคุณแด่พระองค์

ทั้งนี้ในวาระครบรอบ  100  ปี  วันพระบรมราชสมภพเมื่อวันที่  1  มกราคม  พ.ศ.2524  องค์การศึกษาวิทยา

ศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)  จึงได้ยกย่องพระองค์ท่านให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลกพร้อมกับได้มีพระราชพิธีเปิดอาคารหอวชิราวุธานุสรณ์  ซึ่งสร้างขึ้นในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ  ท่าวาสุกรี  เพื่อเก็บรวบรวมพระราชนิพนธ์เรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ท่านไว้ให้ประชาชนได้ค้นคว้าศึกษาอีกทั้งยังใช้เป็นสถานที่จัดแสดงละครพระราชนิพนธ์

คุณูปการ  ในหลาย ๆ ด้านที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อประเทศไทย  ทำให้เหล่าข้าราชการ  ตลอดจนพสกนิกรทั้งหลายสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจึงได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์เพื่อจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้นบริเวณหน้าสวนลุมพินี  โดยเป็นพระบรมรูปยืนขนาดใหญ่ในฉลองพระองค์จอมทัพบก  มีศาสตราจารย์ศิลป  พีระศรี  เป็นผู้ออกแบบและได้ทำพิธีเปิดไปเมื่อวันที่  24  พฤศจิกายน  พ.ศ.2485  ก่อนที่จะมีการกำหนดให้วันที่  25  พฤศจิกายน  เป็นวันถวายบังคมพระบรมรูปเป็นประจำทุกปี

กิจกรรมในวันวชิราวุธ

ทุกปีเหล่าผู้บังคับบัญชาลูกเสือ  ลูกเสือและเนตรนารีจะจัดพิธีวางพวงมาลาและถวายราชสดุดี  เพื่อน้อมรำลึกถึงวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ  พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยขึ้น

ดังจะเห็นว่าพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพัฒนาไว้  ล้วนแต่
เป็นรากฐานที่นำไปสู่ความเจริญของประเทศไทย  เราคนไทยจึงควรรำลึกถึงวันวชิราวุธซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์  เพื่อเทิดพระเกียรติและตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณสืบไป

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/31238

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s