Archive | พฤศจิกายน 2013

กังหันกระดาษ (Turbine paper)

Turbine-paper5

กังหันกระดาษ(Turbine paper) เป็นของเล่นพื้นบ้านของไทยที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ สังคม และเสริมสร้างความเข้าใจในหลักกลศาสตร์ ซึ่งมักจะนำไปใช้กับเด็กโต เช่น เด็กประถมศึกษา หรือโดยทั่วไปก็นับจากอายุเด็กประมาณ 2-6 ปี

อุปกรณ์

1. กระดาษสี

2. ไม้ไผ่

3. หลอดกาแฟ

4. กาว

วิธีทำการเตรียมแกนมือ

นำไม้ไผ่ความยาวประมาณ  20 เซนติเมตร  มาเหลาให้กลม  โดยปรายด้านหนึ่ง  ใหญ่กว่าปลายอีกด้านหนึ่ง โดยปลายด้านที่ใหญ่อาจจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 มิลลิเมตร ปลายด้านเล็กอาจจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 – 2 มิลลิเมตร

การเตรียมตัวกังหันกระดาษ

Turbine-paper1

1. ทำได้โดยนำกระดาษสีที่เตรียมไว้ มาตัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เช่น ขนาด 10 ซม.

Turbine-paper2

2. ใช้มีดหรือกรรไกรตัดตามแนวเส้นทแยงมุมเข้ามาจากมุมทั้ง 4 ด้าน จนถึงจุดที่ห่างจากจุดศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร จากทุกด้านซึ่งจะทำให้ได้ลักษณะเป็นสามเหลี่ยม 4 อัน โดยแต่ละอันมีฐานอยู่ที่ด้านแต่ละด้านของสี่เหลี่ยมจัตุรัสเดิม แล้วตรงจุดกึ่งกลางนี้ เจาะรูกลมที่เสียบกับไม้แล้วหลวมๆ

Turbine-paper3

3. เจาะรูที่มุมฐานสามเหลี่ยมๆ ละรู

การเตรียมตัวกันเลื่อนของกันหัน

นำหลอดกาแฟ ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก (ถ้าเป็นกระดาษแข็งอาจตัดเป็นรูปวงกลมก็ได้)จำนวน 2 แผ่น

การประกอบ

Turbine-paper4

1. นำส่วนของหลอดกาแฟสี่เหลี่ยมที่เตรียมไว้เสียบทะลุแกนถือ ดันลึกเข้าไปประมาณ 3 ซม. ให้อัดแน่นกันแกนถือไว้

2. นำแผ่นกระดาษตัวกังหันที่เตรียมไว้ สอดใส่เข้าไปยังปลายแหลมของแกนถือ โดยผ่านรูของกระดาษที่เจาะเตรียมไว้

3. พับส่วนของสามเหลี่ยมที่มีรูมาเสียบเข้ากับแกนถือ เรียงกังไปจนครบทั้งหมด และติดกาวตามชั้นที่ซ้อนทับก

4. ท้ายที่สุดนำหลอดกาแฟที่เตรียมไว้อีกแผ่น มาเสียบอัดแน่นกับแกนถือ เหนือกังหันกระดาษอีกชั้นหนึ่ง

วิธีเล่น

เด็กมักจะใช้ถือแล้ววิ่งปะทะกับลมทำให้กังหันกระดาษหมุนได้

ที่มา : http://khonglenthai.blogspot.com/2011/06/turbine-paper.html

Advertisements

นาก

นากเป็นเครื่องประดับที่มีมายาวนานไม่แพ้ทองคำ  โดยนากเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงและทองคำ  ซึ่งเป็นโลหะที่ประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนนิยมใช้ทำเครื่องรูปพรรณ  เช่น  เข็มขัดนากหรือสายสร้อย  เพราะมีสีแปลกสวยงามและยังมีความแข็งมากกว่าทองคำบริสุทธิ์หรือทองรูปพรรณทองคำและทองแดงเมื่อผสมกันแล้วจะมีสีแปลกและสวยงามเป็นสีกึ่งกลางระหว่างทองคำและทองแดง  เรามักจะนิยมเรียกสีของสิ่งของบางชนิดที่คล้ายคลึงกับโลหะผสมชนิดนี้ว่าสีนาก  ส่วนผสมระหว่างทองคำและทองแดงมากน้อยแตกต่างกันตามชนิดของนาก  ซึ่งปัจจุบันที่ร้านใช้นากคุณภาพสูงมีส่วนผสมของทอง  40 – 50%  ซึ่งการใช้เปอร์เซ็นต์สูงจะทำให้สีนากดูสวยงามและยังขัดถูให้สุกใสได้ง่ายกว่าอีกด้วย  โดยสินค้านากของที่ร้านในปัจจุบันนั้นได้แก่

สร้อยคอนาก  มีความสวยงดงามไม่แพ้สร้อยคอทอง  แต่มีความแข็งแรงกว่ากันมากและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่ามีน้ำหนักตั้งแต่  1, 2  สลึง  และ  1  บาท

กำไลข้อเท้านาก  นิยมให้เด็กเล็ก ๆ สวมใส่  เพื่อให้ได้ยินเสียงขณะที่เด็กเคลื่อนไหว  เพื่อให้ทราบตำแหน่งของเด็ก  มีน้ำหนัก  2  สลึง  และ  1  บาท

เข็มขัดนาก  ไว้คาดเอวสำหรับผู้หญิงที่นุ่งผ้าถุง  โดยน้ำหนักจะขึ้นอยู่กับความยาวของตัวเข็มขัด  ซึ่งจะมีน้ำหนักอยู่ระหว่าง  10 – 20  บาท

ที่มา : http://www.tkgolds.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=502096

สติ

สติ  แปลว่าความระลึกได้  ความนึกขึ้นได้  หมายถึง  อาการที่จิตนึกถึงสิ่งที่จะทำจะพูดได้  นึกถึงสิ่งที่ทำคำที่พูดไว้แล้วได้  เป็นอาการที่จิตไม่หลงลืม  ไม่เผลอไผล  ฉุกคิดขึ้นได้  ระงับยับยั้งใจได้  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ความไม่ประมาท

สติเป็นธรรมมีอุปการะมาก  คือ  ทำให้ตื่นตัวอยู่เสมอ  ไม่ให้เลินเล่อพลั้งเผลอ  ป้องกันความเสียหายเบื้องต้น  เป็นเหตุให้ฉุกคิด  ยับยั้งชั่งใจไม่บุ่มบ่ามและกระตุ้นให้นึกถึงชีวิตจนทำให้เสียสละทำความดีงามต่าง ๆ ได้  แต่หากขาดสติแล้วจะเป็นเหตุให้ทำอะไรผิดพลาดพลั้งเผลอและเสียหายร่ำไป

สติเป็นคุณธรรมที่เกิดเองไม่ได้  ต้องทำให้เกิดขึ้นด้วยการฝึกฝนรวบรวมจิตใจให้นิ่งแน่วด้วยวิธีต่างๆ เช่น  ทำสมาธิ  สวดมนต์  ภาวนา

สติ (ความระลึกได้)  เป็นอนัตตาดั่งเช่นธรรมทั้งหลายทั้งปวง  ดังนั้นสติจึงทำให้เกิดขึ้นไม่ได้และไม่สามารถกำหนดให้เกิดได้  แต่สติจะเกิดได้ต้องมีเหตุและเหตุที่ทำให้สติเกิดคือ  จิตจำสภาวะธรรมได้แม่นยำ (อ้างจากคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ)  จิตจะจำสภาวะธรรมได้แม่นยำก็เมื่อเราหมั่นตามรู้กายตามรู้ใจเนือง ๆ ด้วยความเป็นกลางกล่าวคือ  เมื่อสภาวะใด ๆ เกิดขึ้นที่จิต  เช่น  ความโกรธ  ความชอบ  ความรัก  ความหลงไปคิด  ความกลัว  ความอิจฉา  ไม่ว่าสภาวธรรมใด ๆ ทั้งฝ่ายกุศล (ดี)  และฝ่ายอกุศล (ชั่ว)  เมื่อเกิดขึ้นแล้วให้หมั่นตามรู้เนืองๆด้วยใจที่เป็นกลาง  การหมั่นตามรู้เนืองๆนี้เองจะทำให้จิตจำสภาวะธรรมได้แม่นยำ (เรียกเป็นบาลีว่า  ถิรสัญญา)  แล้วเป็นเหตุให้สติเกิด  คือ  เมื่อสภาวธรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นและจิตจำสภาวะธรรมนั้นได้  สติ (ความระลึกได้)  จะเกิดเอง

การหมั่นตามรู้เนือง ๆ เป็นจุดสำคัญและถือเป็นการเจริญภาวนาที่เรียบง่ายและสัดสั้นที่สุด  มนุษย์เราทั่วทั้งโลกเคยชินกับการหาความรู้ด้วยการฟัง  การอ่าน (สุตมยปัญญา)  หรือการคิดวิเคราะห์เอา (จินตามยปัญญา)  แต่การหาความรู้ในทางพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดคือ  การคอยตามรู้ตามความเป็นจริงถึงสภาวะใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับกายกับใจด้วยความเป็นกลาง  เมื่อตามรู้บ่อย ๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง  เช่น  เมื่อเกิดความโกรธก็รู้ว่าโกรธ  เกิดความอยากก็รู้ว่าอยาก  เกิดหลงไปคิดก็รู้ว่าหลงไปคิด  เกิดความสุขก็รู้ว่าเกิดความสุข  เกิดความทุกข์ก็รู้ว่าเกิดความทุกข์เช่นนี้  เมื่อตามรู้ซ้ำ ๆ บ่อย ๆ จนจิตจำสภาวะธรรมได้แม่นยำ จะทำให้สติเกิดขึ้นกับจิต  เมื่อสติเกิดบ่อย ๆ ก็ทำให้จิตมีความสุข  เมื่อเกิดความสุขบ่อย ๆ ก็จะทำให้จิตตั้งมั่นเกิดสัมมาสมาธิ  เมื่อเกิดสัมมาสมาธิบ่อย ๆ ก็เป็นเหตุให้เกิดปัญญาเห็นความจริงของกายของใจว่ามันไม่เที่ยง (อนิจจัง)  มันไม่สามารถคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอด (ทุกขัง)  และมันไม่มีตัวตนของใคร  บังคับมันไม่ได้ (อนัตตา)การได้เห็นความจริงเช่นนี้ก็คือ  การหาความรู้ด้วยการตามรู้บ่อยหรือที่เรียกเป็นบาลีว่า ภาวนามยปัญญา

การเห็นความจริงของกายของใจว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาบ่อย ๆ จนจิตตัดสินความรู้เองครั้งแรกก็จะทำให้สักกายทิฏฐิคือความเห็นว่ามีตัวมีตนอยู่ถูกทำลาย  ทำให้ผู้นั้นบรรลุโสดาปัตติมรรคเป็นพระโสดาบันนี่เป็นปัญญาขั้นที่ทำลายความเห็นผิดว่ากายใจเป็นของตนหมั่นตามรู้กายใจต่อไปเรื่อย ๆ จนจิตตัดสินความรู้ครั้งที่  2  ก็จะทำให้กิเลส (กามราคะและโทสะ)  เบาบางลง  ทำให้ผู้นั้นบรรลุสกิทาคามิมรรคเป็นพระสกิทาคามี  จากนั้นหมั่นตามรู้กายใจต่อไปเรื่อย ๆ จนจิตตัดสินความรู้ครั้งที่  3  ก็จะสามารถละกามราคะและโทสะได้สมบูรณ์  ทำให้ผู้นั้นบรรลุอนาคามิมรรคเป็นพระอนาคามีและเมื่อตามรู้กายตามรู้ใจเนืองๆต่อไปอีกจนจิตตัดสินความรู้ครั้งที่  4  ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายจิตจะทำลายความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ)  ความถือตัว (มานะ)  ความเพลิดเพลินพอใจในรูป (รูปราคะ)  ความเพลิดเพลินพอใจในอรูป (อรูปราคะ)  และอวิชชา (ความไม่รู้ความจริงทั้ง  4 – อริจสัจจ์  4)  ได้อย่างราบคาบเป็นการจบกิจที่ต้องกระทำอย่างสมบูรณ์ในพุทธศาสนา  ผู้นั้นเรียกขานกันว่าพระอรหันต์  จิตจะพ้นจากทุกข์อย่างสิ้นเชิง

ที่มา :

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?p=82857&sid=0269552825e087ee407867424833f642

ออแกน (Organ)

ออร์แกนหรือที่เจาะจงโดยเฉพาะคือ  ออร์แกนโบสถ์ (Church Pipe Organ)  เป็นเครื่องดนตรีที่มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยโรมัน  คำว่า Organ นั้นก็มาจากภาษาละติน Organum ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่ใช้เรียกเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Hydraulis เป็นเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด ประดิษฐ์ขึ้นโดย Ctesibius of Alexandria ในราวคริสต์ศตวรรษที่  3  เพื่อใช้เป็นเครื่องบรรเลงเวลามีการแสดงละครสัตว์หรือการต่อสู้ในสนามกีฬา โรมัน  ซึ่งภาพของเครื่องดนตรีที่เรียกว่า Hydraulis นี้  เราสามารถพบได้ทั่วไปตามภาพฝาผนังหรือภาพโมเสคหรือในวรรณกรรมสมัยโรมัน  ในเวลาต่อมาเมื่อจักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายลงในราวคริสตศตวรรษที่  5  จักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire)  ก็ได้รับวัฒนธรรมการเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้ติดมาด้วยและเนื่องจากจักรวรรดิไบแซนไทน์เป็นจักรวรรดิที่นับถือคริสตศาสนา  ดังนั้นเครื่องดนตรีนี้จึงได้มีบทบาทเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมการขับร้องเพลงสวดในโบสถ์ทางคริสต์ศาสนานับแต่นั้นเป็นต้นมาก

201

ออร์แกนโบสถ์นับแต่ยุคสมัยจักรวรรดิไบแซนไทน์ลงมา  จนกระทั่งถึงปัจจุบันมีหลักการที่ไม่แตกต่างกันมากนัก  กระบวนการทำให้เกิดเสียงจะคล้ายกับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลม  คือ  มีการดันลมให้ผ่านท่อที่มีรูปทรงขนาดแตกต่างกัน  แต่จะมีการใช้คีย์บอร์ดเป็นตัวบังคับช่องทางเดินของลมว่าจะให้ไปออกในท่อใด  แล้วจะได้เสียงออกมาที่แตกต่างกัน  ซึ่งท่อที่ใช้ในการสร้างออร์แกนนั้นอาจจะเป็นไม้หรือโลหะก็ได้  ซึ่งจะส่งผลให้มีเสียงที่แตกต่างกันและออร์แกนหนึ่งเครื่อง สามารถทำเสียงต่าง ๆ ได้เท่า ๆ กับเครื่องดนตรีหลายชิ้นมารวมกัน  ดังนั้นออร์แกนจึงเป็นเครื่องดนตรีสำเร็จรูปในตัวเอง  สามารถเล่นได้ทั้งแนวทำนองและแนวเดินเบส  โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องดนตรีอื่นใด  ดังนั้นในสมัยก่อนนั้นออร์แกนจึงถือเป็นเครื่องดนตรีที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในบรรดาเครื่องดนตรีทั้งปวง

แต่อย่างไรก็ดีจุดอ่อนที่สุดของออร์แกน  คือ  กระบวนการในการสร้างลมให้เข้าเครื่องดนตรีนั้นยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักดนตรีในสมัยก่อนอยู่  ดังนั้นการจะเล่นออร์แกนสักครั้งหนึ่งนั้น  หมายความว่าจะต้องมีผู้ช่วยอย่างน้อย  1  คน  มาช่วยสูบลมให้เข้าเครื่องอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งสร้างภาระให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้เล่นเป็นอย่างยิ่งและถ้าไม่มีผู้ช่วยสูบลมแล้วก็จะเล่นไม่ได้เลย  ซึ่งพัฒนาการของระบบการสูบลมเข้าออร์แกนนี้จะมีการพัฒนามากขึ้นในยุคบาโร้ค  เมื่อมีการสร้างออร์แกนขนาดมโหฬารขึ้น

แต่อย่างไรก็ดีในยุคแรก ๆ เช่น  ในยุคกลางและยุคเรอแนสซองส์  ออร์แกนจะมีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก  บางครั้งก็สามารถใช้เป็นเครื่องดนตรีประจำบ้านหรือพกพาติดตัวไปไหนมาไหนก็ได้  เรียกว่า Portatif Organ หรือ Positive Organ ซึ่งเรามักจะพบได้เสมอในภาพเขียนทางศาสนา

20-20060324194917

ในยุคบาโร้คความนิยมในการเล่นออร์แกนได้รับสืบทอดมาจากยุคเรอแนสซองส์  โดยในช่วงแรกนั้นออร์แกนถือได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เป็นสัญลักษณ์ของโบสถ์  ดังนั้นการเล่นออร์แกนจึงเป็นการบรรเลงเพื่อประกอบการขับร้องหรือการประกอบพิธีทางคริสต์ศาสนาเท่านั้น  แต่ในเวลาต่อมาเมื่อความนิยมในการเล่นเพลงบรรเลงซึ่งเป็นเพลงทางโลกล้วน ๆ มีมากขึ้น  คีตกวีหลาย ๆ ท่านซึ่งเป็นนักเล่นออร์แกนสำหรับบทเพลงทางศาสนาอยู่แล้วก็หันมาประพันธ์บทเพลงสำหรับบรรเลงด้วยออร์แกนล้วน ๆ บ้าง ยิ่งในช่วงเวลาดังกล่าวออร์แกนมีพัฒนาการมากขึ้น  เนื่องจากความต้องการของวัฒนธรรมบาโร้คที่ต้องการแสดงความยิ่งใหญ่  อลังการ  หรูหรา  สง่างาม  ก็เป็นตัวผลักดันให้มีการคิดค้นและพัฒนาออร์แกนให้มีศักยภาพในการเล่นสูงมากขึ้น  ทำให้เทคนิคในการเล่นแตกแขนงมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยและเนื่องจากออร์แกนบาโร้คนั้น  มี Function ต่าง ๆ มากมาย  ทำให้เล่นยากมากขึ้น  ดังนั้นจึงถือว่าผู้ที่เชี่ยวชาญการเล่นออร์แกนนั้นถือว่าเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถสูงมากและจะไม่มีวันตกงาน  เพราะตำแหน่งนักเล่นออร์แกนนั้นเป็นที่ต้องการของโบสถ์ทุกแห่งในยุโรปและมีอัตราเงินค่าจ้างค่อนข้างงามมากทีเดียวสำหรับในยุคนั้น

20-20060324201239

ออร์แกนโบสถ์ในยุคบาโร้คนั้นบริเวณหัวใจสำคัญในการควบคุมเสียงและการเล่น  คือ  บริเวณคีย์บอร์ด (Manuals)  คันเหยียบ (Pedal)  และหมุดดึงสร้างเสียง (Stops)  ซึ่งจะเรียกรวม ๆ กันว่า Console ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีขนาดใหญ่มาก  มีความหลากหลายและซับซ้อนวุ่นวายไม่แตกต่างจากห้องควบคุมเครื่องในเครื่องบินเลยทีเดียว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หมุดดึงสร้างเสียง (Stops)  เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยทำให้ออร์แกนสามารถสร้างเสียงที่หลากหลายประหนึ่งมีวง Orchestra ทั้งวงมาบรรเลงอยู่  โดยใช้แค่นักดนตรีเพียงคนเดียว  เพราะตัวหมุดดึงนั้นมีหน้าที่จะเลือกว่านักดนตรีต้องการใช้ท่อไหน  เพื่อสร้างเสียงแบบใด  เช่น  หากต้องการเสียงแตรทรัมเป๊ตก็จะดึงหมุดที่จะบังคับลมเข้าไปในท่อเสียงทองเหลือง  หากต้องการเสียงฟลุ๊ตก็จะดันหมุดแตรทรัมเป๊ตกลับเข้าไปแล้วไปดึงหมุดที่บังคับส่งลมเข้าไปในท่อเสียงไม้  เป็นต้น  ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้เล่นออร์แกนโบสถ์ที่เก่ง ๆ นั้น  นอกจากจะต้องมีทักษะในการเล่นคีย์บอร์ดแล้ว  ยังจะต้องมีปฏิภาณความสามารถในการจินตนาการเสียงและความรวดเร็วว่องไวในการเลือกใช้หมุดบังคับเสียงอีกด้วย

20-20060407073306

ในยุคบาโร้คนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความสุนทรีย์ทางศิลปะในทุก ๆ แขนงมารวมกันอย่างผสมผสานกลมกลืน  ทั้งด้านดนตรี  สถาปัตยกรรม  จิตรกรรม  ประติมากรรม  ดังนั้นออร์แกนโบสถ์ (ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนควบสำคัญอย่างยิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับโบสถ์ทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นนิกายโรมันคาทอลิกหรือโปรแตสแตนท์ก็ตาม)  ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงถูกสร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถันและประดับประดาอย่างหรูหรา  วิจิตรบรรจงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับโบสถ์ก่อนที่จะมีการสร้างออร์แกนโบสถ์แต่ละหลังจะต้อประกอบด้วยความร่วมมือกันระหว่างช่างฝีมือหลายฝ่าย  เช่น  นักเล่นออร์แกนและนักสร้างออร์แกน  ซึ่งจะทราบดีถึงศักยภาพของออร์แกนและความเหมาะสมในการใช้งาน, ช่างก่อสร้างซึ่งจะต้องประกอบออร์แกนเข้ากับผนังของโบสถ์โดยคำนึงถึงโครงสร้างทางวิศวกรรม, สถาปนิก  ซึ่งจะต้องออกแบบโครงสร้างออร์แกนให้สอดคล้องกับการประดับตกแต่งรายละเอียดอันวิจิตรบรรจงของภายในโบสถ์  ตลอดไปจนถึง ประติมากร  ผู้ที่จะต้องออกแบบและปั้นรูปประดับตกแต่งบนตัวออร์แกน  ซึ่งออร์แกนที่เสร็จสมบูรณ์และสวยงามเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาที่มีต่อศาสนาและสะท้อนถึงความสามารถในเชิงฝีมือช่างสาขาต่าง ๆ ที่มาร่วมกันสรรค์สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่นี้ร่วมกัน

20-20060407075938

20-200604070803091

20-20060407080354German Church Organ.

20-2006040708043820-20060407084207

20-20060407084207

ที่มา : http://www.pantown.com/board.php?id=13220&name=board10&topic=20&action=view

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

“ตน” ในที่นี้ก็หมายถึง  ตัวของเราเองทุกคนที่ประกอบขึ้นจากการประชุมกันของรูปและนามเกิดขึ้นเป็นร่างกาย  จิตใจ  สามารถสื่อสาร  รับรู้  แสดงออก  ต่อสิ่งแวดล้อมในแง่ต่าง ๆ ในที่นี้อาจเกิดความเข้าใจผิดได้ว่าทำไมพุทธศาสนา  สอนหลัก  อนัตตลักษณะหรือความไม่มีตัวมีตน  แต่ในพุทธภาษิตนี้  แฝงนัยแห่ง  อัตตา  เพราะคำว่า ”ตน” ถึง  2  ครั้งด้วยกัน

ความจริงแล้วพุทธภาษิตนี้ไม่ได้ใช้สำหรับสอนหลักที่ ลึกซึ้งระดับเหนือโลกียวิสัย  ไม่เน้นให้เข้าใจลึกซึ้งต่อหลักไตรลักษณ์คำว่า “ตน” จึงไม่ได้หมายถึง  การมีตัวตนหรืออัตตา  แต่เป็นการสอนแบบโลกียวิสัย  คือ  ให้คำจำกัดความ “ตน” เพียงแค่ใช้แทนตัวเรา  ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนก็คือ  ให้ตัวเรานั้น  พึ่งพาตัวเราเอง

ลักษณะพุทธศาสนาเน้นเรื่องการพึ่งตนเองนี้อย่างยิ่ง  เพราะการพึ่งตนนี้เอง  ทำให้เรานั้นไม่ต้องหวังรอเหตุปัจจัยจะสมบูรณ์  ไม่เฝ้าคอยให้ใครมาทำให้สำเร็จ  อาทิ  ถ้าเราจะไปโรงเรียน  แต่ไม่รู้เส้นทางต้องคอยให้แม่พาไปหรือถ้าต้องไปเองก็ต้องคอยถามคนข้างทางไปเรื่อยอย่างนี้  ถ้าวันไหนแม่ไม่อยู่หรือเกิดวันนั้นไม่มีคนเดินถนนเลยแม้แต่คนเดียว  เราก็ไปโรงเรียนไม่ถูกแล้ว  อดเรียนไป  การพึ่งตนเองจึงเป็นการกระทำผลนั้นให้เกิดได้ด้วยตัวเอง  ควบคุมเหตุให้เกิดผลได้ด้วยตัวเอง  ผลจากการกระทำเองนี้ทำให้เราเกิดความอิสระทั้งทางร่างกาย  คือ  ทำให้เกิดบุคลิกภาพที่ดีเป็นผู้เอางานเอาการ  ไม่ล้มเลิก  มองหาคนช่วยก่อนจะทดลองให้รู้จริง  ถ้าจะมีใครจะช่วยก็ขอให้สุดความสามารถของเราก่อน  แล้วจึงขอความช่วยเหลือความเป็นผู้นำก็เกิดขึ้นในด้านจิตใจจะทำสิ่งใดก็เกิดความมั่นใจ  มุ่งมั่นว่าเราสามารถทำได้  ไม่หวั่นไหว ย่อท้อต่ออุปสรรค  ไม่ล้มเลิกจนกว่าผลที่หมายนั้นจะสำเร็จ

แต่การพึ่งตนเองนั้นต้องหันกลับ  มาดูตัวเองที่พึ่งนั้นด้วยว่าพึ่งไหวไหม  เช่น  คนที่ว่ายน้ำไม่เป็น  เมื่อพลัดตกน้ำไม่ร้องเรียกใคร  คิดแต่เพียงว่าตนเป็นที่พึ่งของตนสุดท้าย  ตนนั้นก็ช่วยตัวเองไม่ได้ต้องจมน้ำในที่สุด  ดังนั้นจากสุภาษิตนี้ถ้าจะให้ครบถ้วนสมบูรณ์ไม่เสี่ยงต่อการนำไปใช้ผิด ๆ จะมีพุทธภาษิตต่อท้ายว่า “อตตาหิ  สุทนเตน  นาถัง  ลภติ  ทุลลภัง “มีตนที่ฝึกดีแล้ว  เป็นที่พึ่งที่หาได้ยาก” ถ้าตนไม่พร้อม  ไม่ดีพอ  การเอาตัวเราไปพึ่งก็อาจเกิดความเสียหายได้ต้องรู้จักประมาณตน  ในยามที่เรายังอ่อนแอ  ก็ยังคงต้องพึ่งผู้ที่เชี่ยวชาญ  มีความรู้ความสามารถช่วยสร้างเสริมกำลังกายกำลังใจที่จะพาเราผ่านพ้นอุปสรรคนั้น ๆ ไปได้  แต่ขณะนั้นก็ไม่ประมาท  นิ่งนอนใจ  ยึดติดว่าจะมีใครช่วยเราตลอด  ต้องพัฒนาตัวของเราควบคู่กันไป  เมื่อเจองานที่ยาก  อุปสรรคที่หนักหนาก็ขอให้มองเป็นสนามไว้ฝึกตนจนวันหนึ่งตัวเรามีความสามารถ  พอไม่ต้องพึ่งคนอื่นก็ยังไม่หยุด  ต้องพยายามให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป  เมื่อเรารู้จักพึ่งตนเอง  ไม่ประมาท  มีความเพียรพัฒนาตนอยู่เสมอ “ตนจึงจะเป็นที่พึ่งของตนได้และเป็นที่พึ่งที่หาได้ยากอีกด้วย”

สรุปจากสุภาษิตนี้จึงได้ข้อคิดว่าเราทุกคนควร  พยายามพัฒนาตนและไม่ประมาทประพฤติตน  เพื่อที่ตนจะได้พึ่งตนและเป็นที่พึ่งให้ตนได้  เมื่อพึ่งตนได้ดีแล้ว  เสริมด้วยการรู้จัก  ใฝ่รู้  ใฝ่สร้างสรรค์  ตนของเราก็จะสร้างประโยชน์ได้มากกว่าเพียงเพื่อตนเอง  แต่เผื่อแผ่ให้แก่สังคม  แก่โลก  เป็นตนที่มีค่ายิ่งขึ้นไปได้อีกด้วย

ที่มา : http://saochingcha.blogspot.com/2007/08/blog-post_8810.html

หยุด – Groove Rider

ฉันนั่งยิ้มลำพัง  หัวเราะลำพัง                         สดชื่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ตั้งแต่ได้พบกับเธอนั้น                                      เรื่องจริงกับความฝัน  เกิดขึ้นด้วยกันทันตา

ฉันอยากจะหยุดเวลานี้                                     ตั้งแต่วินาทีที่ชีวิตมีเธอเข้ามา

เธอทำให้คนที่เหนื่อยล้านั้นกล้าจะเปิดหัว­ใจ                ตั้งแต่วินาทีที่ชีวิตมีเธอเข้ามา
หยุด  หยุดชีวิต  หยุดกับคนนี้                           แม้ว่าใครจะดีสักแค่ไหน
หยุด  หยุดความรักทั้งหัวใจ                             จะหยุดอยู่กับเธอคนเดียว
ฉันนั้นรู้ทันทีและรักทันที                                   เธอคือความโชคดีที่เข้ามา
ตั้งแต่ได้พบกับเธอนั้น                                       ชีวิตเหมือนความฝันที่เกิดขึ้นตอนลืมตา
ฉันอยากจะหยุดเวลานี้                                      ตั้งแต่วินาทีที่ชีวิตมีเธอเข้ามา

เธอทำให้คนที่เหนื่อยล้านั้นกล้าจะเปิดหัว­ใจ                ตั้งแต่วินาทีที่ชีวิตมีเธอเข้ามา

หยุด  หยุดชีวิต  หยุดกับคนนี้                            แม้ว่าใครจะดีสักแค่ไหน

หยุด  หยุดความรัก  ทั้งหัวใจ                             จะหยุดอยู่กับเธอคนเดียว

หยุดอยู่ตรงนี้  หยุดแล้ว…                                   หยุด  หยุดชีวิต  หยุดกับคนนี้  แม้ว่าใครจะดีสักแค่ไหน

หยุด  หยุดความรัก  ทั้งหัวใจ                              จะหยุดอยู่กับเธอคนเดียว

หยุด  หยุดชีวิต  หยุดกับคนนี้                              แม้ว่าใครจะดีสักแค่ไหน

หยุด  หยุดความรัก  ทั้งหัวใจ                               จะหยุดอยู่กับเธอคนเดียว

หยุด  หยุดชีวิต  หยุดกับคนนี้                               แม้ว่าใครจะดีสักแค่ไหน

หยุด  หยุดความรัก  ทั้งหัวใจ                                จะหยุดอยู่กับเธอคนเดียว

หยุด  หยุดชีวิต  หยุดกับคนนี้                                แม้ว่าใครจะดีสักแค่ไหน

หยุด  หยุดความรัก  ทั้งหัวใจ                                 จะหยุดอยู่กับเธอคนเดียว

ประวัติกล่องดนตรี

กล่องดนตรีมีต้นกำเนิดมาจากระฆังในโบสถ์ที่ใช้ตีเพื่อบอกเวลาคล้าย ๆ กับระฆังวัดบ้านเรา  แต่ระฆังโบสท์แต่ละใบจะมีเสียงสูงต่ำแตกต่างกัน  เวลาตีแล้วจะได้ยินเป็นเสียงเพลง  เพลงหนึ่งที่ดังมาก ๆ และยังถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายมาจนทุกวันนี้ก็คือ  เพลงเวสมินเตอร์  ชาร์ม (Westminster Chimes)  นั่นเอง

ปี  ค.ศ.1796  นายอองตวน  ฟาเวร่ (Antoine Favre)  ชาวเมืองเจนีวา  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นำเทคนิคสร้างเสียงเพลงจากระฆังนี้มาดัดแปลงโดยใช้แท่งโลหะและลูกตุ้มไปติดแทนแล้วเชื่อมโยงด้วยหมุดเหล็กพัฒนาให้เป็นนาฬิกาเสียงดนตรี

ปี  ค.ศ.1802  นายอองตวน  ฟาเวร่  ได้นำผลงานประดิษฐ์ดังกล่าวมาย่อส่วนใส่ลงในกล่องยานัตถุ์ เป็นกล่องยานัตถุ์เพลง (Music snuff box)  ซึ่งถือเป็นต้นแบบของกล่องดนตรีในเวลาต่อมา

ปี  ค.ศ.1815  ทั้งกรุงเจนีวา (Geneva)  และเมืองสเต – ครัวซ์ (Santa Croix)  กลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมผลิตกล่องดนตรี  โดยนายเดวิด  เลอคูลเทร  ถือเป็นนายช่างคนแรกที่นำโลหะทรงกระบอกมาใช้ตรึงหมุด (Pinned Cylinder)  ในกล่องเพลงเป็นคนแรกทั้งเป็นคนเพิ่มซี่เหล็กทำเสียงดนตรีออกเป็น  5  ซี่ เพื่อเพิ่มเสียงตัวโน้ตมากขึ้น

ขณะเดียวกันพี่น้องตระกูลนิโคลก่อตั้งโรงงานผลิตกล่องดนตรีชื่อนิโคล – เฟรเรส์  พัฒนาเทคนิคทำกล่องเพลง  เช่น  ใช้ไม้ผลมาทำเป็นตัวกล่องให้สวยงามและใช้ตัวควบคุมการทำงานของดนตรี  3  ตัว (ตัวเปลี่ยนเสียงเพลง  ตัวเริ่มและหยุดเสียงและตัวหยุดเสียงทันที)  นอกจากนี้ยังประดิษฐ์ตัวไขลานติดไว้ที่ด้านซ้ายของกล่อง (บริษัทนี้มีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน)

ในช่วงปี  ค.ศ.1850 – 1870  ถือเป็นช่วงที่มีการประดิษฐ์กล่องดนตรีที่ประณีตที่สุดทั้งในด้านเสียงเพลงและตัวกล่อง  จากนั้นในช่วงปี  ค.ศ.1880  อุตสาหกรรมการผลิตกระบอกโลหะ (Cylinder)  เฟื่องฟูมาก  เมื่อกล่องเพลงเป็นที่นิยมแพร่หลาย  คนธรรมดาเดินดินก็ซื้อได้ (ก่อนหน้านี้เฉพาะเศรษฐีหรือผู้มีอันจะกินเท่านั้นที่จะมีโอกาสเป็นเจ้าของเครื่องดนตรีชนิดนี้)

แต่การผลิตกล่องเพลงมาชะงักราวปี  ค.ศ.1910  เมื่อประชาชนหันไปนิยมเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เอดิสัน (Thomas A. Edison)  ประดิษฐ์ขึ้นในปี  ค.ศ.1877

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่  1  เศรษฐกิจของทางยุโรปก็ซบเซาลงจนถึงขั้นขาดแคลนอุตสาหกรรมและธุรกิจกล่องดนตรีก็ค่อย ๆ เลือนหายไป

ในปัจจุบันกล่องดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดยังคงเป็นของประเทศสวิตเซอร์แลนด์  แต่บริษัทเยอรมันเองก็ไม่น้อยหน้าสามารถครองส่วนแบ่งของตลาดได้มากที่สุด

ที่มา : http://www.cm-musicbox.com/19/