คลังเก็บ

กังหันกระดาษ (Turbine paper)

Turbine-paper5

กังหันกระดาษ(Turbine paper) เป็นของเล่นพื้นบ้านของไทยที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ สังคม และเสริมสร้างความเข้าใจในหลักกลศาสตร์ ซึ่งมักจะนำไปใช้กับเด็กโต เช่น เด็กประถมศึกษา หรือโดยทั่วไปก็นับจากอายุเด็กประมาณ 2-6 ปี

อุปกรณ์

1. กระดาษสี

2. ไม้ไผ่

3. หลอดกาแฟ

4. กาว

วิธีทำการเตรียมแกนมือ

นำไม้ไผ่ความยาวประมาณ  20 เซนติเมตร  มาเหลาให้กลม  โดยปรายด้านหนึ่ง  ใหญ่กว่าปลายอีกด้านหนึ่ง โดยปลายด้านที่ใหญ่อาจจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 มิลลิเมตร ปลายด้านเล็กอาจจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 – 2 มิลลิเมตร

การเตรียมตัวกังหันกระดาษ

Turbine-paper1

1. ทำได้โดยนำกระดาษสีที่เตรียมไว้ มาตัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เช่น ขนาด 10 ซม.

Turbine-paper2

2. ใช้มีดหรือกรรไกรตัดตามแนวเส้นทแยงมุมเข้ามาจากมุมทั้ง 4 ด้าน จนถึงจุดที่ห่างจากจุดศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร จากทุกด้านซึ่งจะทำให้ได้ลักษณะเป็นสามเหลี่ยม 4 อัน โดยแต่ละอันมีฐานอยู่ที่ด้านแต่ละด้านของสี่เหลี่ยมจัตุรัสเดิม แล้วตรงจุดกึ่งกลางนี้ เจาะรูกลมที่เสียบกับไม้แล้วหลวมๆ

Turbine-paper3

3. เจาะรูที่มุมฐานสามเหลี่ยมๆ ละรู

การเตรียมตัวกันเลื่อนของกันหัน

นำหลอดกาแฟ ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก (ถ้าเป็นกระดาษแข็งอาจตัดเป็นรูปวงกลมก็ได้)จำนวน 2 แผ่น

การประกอบ

Turbine-paper4

1. นำส่วนของหลอดกาแฟสี่เหลี่ยมที่เตรียมไว้เสียบทะลุแกนถือ ดันลึกเข้าไปประมาณ 3 ซม. ให้อัดแน่นกันแกนถือไว้

2. นำแผ่นกระดาษตัวกังหันที่เตรียมไว้ สอดใส่เข้าไปยังปลายแหลมของแกนถือ โดยผ่านรูของกระดาษที่เจาะเตรียมไว้

3. พับส่วนของสามเหลี่ยมที่มีรูมาเสียบเข้ากับแกนถือ เรียงกังไปจนครบทั้งหมด และติดกาวตามชั้นที่ซ้อนทับก

4. ท้ายที่สุดนำหลอดกาแฟที่เตรียมไว้อีกแผ่น มาเสียบอัดแน่นกับแกนถือ เหนือกังหันกระดาษอีกชั้นหนึ่ง

วิธีเล่น

เด็กมักจะใช้ถือแล้ววิ่งปะทะกับลมทำให้กังหันกระดาษหมุนได้

ที่มา : http://khonglenthai.blogspot.com/2011/06/turbine-paper.html

ประวัตินิตติ้ง

เกริ่นนำเริ่มต้นจากการที่ผู้เขียนซึ่งชื่นชอบงานฝีมือทั้งการถักนิตติ้งและโครเชร์  นั่งคิดไปคิดมาเกิดคำถามว่าแล้วประวัตินิตติ้งหรือโครเชร์  ใครเป็นคนต้นคิดกันหนออยากรู้จังมีต้นกำเนิดที่ใด  ตั้งแต่วินาทีนั้นผู้เขียนจึงเริ่มค้นหาข้อมูลซึ่งปรากฏว่าไม่มีงานภาษาไทยจากแหล่งใด ๆ เลย  มีเพียงแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น  โดยเฉพาะใน encyclopidia สารานุกรมเสรีที่เป็นแหล่งคลี่คลายข้อสงสัย  ภายหลังจากงานแปลของผู้เขียนออกมาก็ปรากฏว่ามีผู้สนใจส่งอีเมลย์มาขอนำไปเผยแพร่ในเวบต์ไซต์ของตน  ซึ่งก็ได้อนุญาตไปและแล้ว hobbyangel.com ก็ได้พักตัวไปชั่วคราวด้วยเพราะเจ้าของเวบต์ติดภาระการเรียน  วันนี้ฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง  สำหรับประวัตินิตติ้งเมื่อไม่กี่วันมานี้ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร้านหนังสือก็พบว่ามีหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดซึ่งมีงานเผยแพร่เกี่ยวกับประวัตินิตติ้งอย่างละเอียดเช่นกัน (นึกในใจนะคะว่าน่าจะออกมาตอนที่ผู้เขียนสงสัย  ณ  ตอนนั้นจังเลย)  เอาละค่ะ  มาว่ากันต่อที่เจ้าประวัติความเป็นมาที่ผู้เขียนได้พยายามแปลเพื่อบอกเล่าต่อ ๆ กันไปค่ะ

นิตติ้งยุคเริ่มต้น

The_Knitting_Woman_painting_by_William-Adolphe_Bouguereau

ต้นกำเนิดยุคแรก ๆ ของนิตติ้งนั้นไม่สามารถบอกได้ว่ามีต้นกำเนิดที่ใด  แต่เป็นที่รับรู้และเชื่อกันโดยทั่วไปว่านิตติ้งถูกพัฒนาขึ้นก่อนสมัยคริสกาล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มากค่ะ จากประวัติระบุว่าสิ่งที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยวิธีการถักนิตนี้ก็คือ “ถุงเท้า” โดยเชื่อกันว่า ถุงเท้าทั่วไป (socks)  และถุงเท้าแบบยาว (Stockings)  เป็นสิ่งที่ได้ถูกทำขึ้นมาโดยการใช้เทคนิคที่คล้าย ๆ กับการถักนิตติ้งด้วยวิธีที่เรียกว่า Nalebinding ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีการใช้เข็มเพียง  1  อันทำเส้นใยผ้า (ไหม)  ให้เป็นห่วงปมหลาย ๆ ปมหรือหลาย ๆ ห่วง  นอกจากนี้ในยุคนี้พบว่ามีหลาย ๆ ชิ้นงานของเครื่องนุ่งห่มได้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยการใช้เทคนิคดังกล่าว  ซึ่งลักษณะชิ้นงานนั้นส่วนหนึ่งก็มองดูแล้วคล้าย ๆ กับงานนิตติ้งเสียจริง ๆ ตัวอย่างเช่น  ถุงเท้าในสมัยคริสศตวรรษที่  3 – 5  และในหลาย ๆ ชิ้นงานแม้ปัจจุบันนี้ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเทคนิคแบบใดซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสับสนระหว่างงานนิตติ้งกับโครเชร์

สำหรับหลักฐานที่สามารถใช้อ้างอิงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับงานนิตติ้งที่แท้จริงนั้นถูกพบในยุโรปช่วงต้นคริสศตวรรษที่  14  โดยถุงเท้านิตติ้งคู่แรกที่เก่าแก่ที่สุดถูกพบในประเทศอียิปต์

ThAdolphe Bouguereau, 1869e Knitting Girl by William-

ราวช่วงเวลาคริสศตวรรษที่  11  โดยในช่วงเวลาดังกล่าวนี้พบว่ารูปแบบลายถักแบบเพิร์ลยังไม่เป็นที่รู้จักโดยลายเพิร์ลนี้เป็นรูปแบบการถักที่ถักตรงกันข้ามกับการถักแบบนิต  ในยุคนี้การถักเป็นการถักแบบนิตขึ้นมาเป็นรอบแล้วก็ตัดซึ่งปัจจุบันกระบวนการทำแบบนี้เรียกกันว่า  การปิด (steeking)

สำหรับรูปแบบการถักลายเพิร์ลพบครั้งแรกในช่วงกลางคริสศตวรรษที่  16  และเทคนิคการถักแบบนี้ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างช้า ๆ

นิตติ้งยุคเอลิซาเบธ

1

ในยุคนี้การผลิตถุงเท้ายาวเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อชาวอังกฤษ  ผู้ที่ทำงานถักจะใช้วัสดุเป็นขนสัตว์อย่างดีและในยุคนี้ก็มีการส่งออกเครื่องนุ่งหุ่มด้วย  นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นยุคที่เป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนสอนนิตติ้ง  ซึ่งได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นหนทางในการหารายได้ของคนยากจน  สำหรับแฟชั่นในยุคนี้ผู้ชายจะนิยมสวมกางเกงขาสั้นซึ่งเหมาะกับแฟชั่นถุงเท้ายาวและถุงเท้ายาวที่ผลิตจากอังกฤษจะส่งไปขายยังเนเธอแลนด์  สเปนและเยอรมันนี

อนึ่งในยุคนี้พระราชินีเอเลซาเบธที่  1  ทรงชื่นชอบในการสวมใส่ถุงเท้ายาวที่ทำจากเส้นไหมคุณภาพดี  เนื้อนุ่มและราคาแพงเป็นอย่างมาก  โดยถุงเท้ายาวของพระราชินีเอลิซาเบธที่  1  ยังคงมีอยู่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญของนิตติ้งในยุคนี้ก็ว่าได้  ซึ่งถุงเท้าหลาย ๆ คู่บ่งบอกให้รู้ว่าเป็นการใช้เส้นไหมที่มีคุณภาพสูงและถักเป็นพิเศษสำหรับพระราชินีโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังพบว่าในยุคนี้ผู้ชายก็เริ่มถักนิตเป็นอาชีพครั้งแรกด้วยเช่นกัน

Madonna Knitting, by Bertram of Minden 1400-1410

ประวัติที่สำคัญของชาวสก๊อต

Shepherd_Sitting_Up

ในช่วงศตวรรษที่  17 – 18  ชาวเกาะสก๊อตได้มีการถักนิตติ้งเพื่อทำเป็นอาชีพในครัวเรือนไม่ว่าจะเป็นการถักเป็นเสื้อกันหนาว (สเวตเตอร์)  สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ได้แก่  ถุงเท้าและถุงเท้ายาว  เป็นต้น  นอกจากนี้ชาวเกาะยังมีการคิดค้นเทคนิคต่าง ๆ ในการถักและมีการทำเป็นรูปแบบแพทเทิร์นหลากสีสัน  กล่าวได้ว่าเสื้อกันหนาวเป็นเครื่องนุ่งห่มที่จำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวเกาะ  ดังนั้นเสื้อกันหนาวและเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ จะถูกถักขึ้นจากขนสัตว์ซึ่งใช้กันหนาวในยามที่ต้องออกเรือประมงซึ่งพวกเขาต้องผจญกับอากาศที่เลวร้ายมาก ๆ ได้เป็นอย่างดี  อนึ่งงานหลาย ๆ ชิ้นได้ถูกออกแบบและทำขึ้นอย่างปราณีต  เช่น  เชือกที่ถักขึ้นใช้ใน Aran sweaters ได้ถูกพัฒนาขึ้นในตอนต้นศตวรรษที่  20  ในไอแลนด์

1855 sketch of a shepherd knitting, while watching his flock

ยุคอุตสาหกรรม

ในเบื้องต้นอุปกรณ์การถักนิตติ้งนั้นได้มีการประดิษฐ์ขึ้นมาก่อนยุคอุตสาหกรรม  แต่ก็ได้เลิกใช้ไปเมื่อมาถึงยุคอุตสาหกรรมการปั่นด้ายขนสัตว์และเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ ได้ทำกันในโรงงานอุตสาหกรรม  โดยแรงงานผู้หญิงส่วนใหญ่จะเข้าทำงานในโรงงานใช้เครื่องจักรมากกว่าการผลิต  นั่งปั่นด้ายและถักนิตติ้งอยู่กับบ้าน  ด้วยเหตุผลที่ว่าการปั่นขนสัตว์ในโรงงานทำได้ดีกว่าหลากหลายรูปแบบมากกว่าและได้ขนาดตามต้องการมากกว่านั่นเอง  โดยเฉพาะในเมืองน๊อตติงแฮมเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเหมือนตลาดของงานถักร้อยและเป็นแหล่งผลิตสำคัญของการถักนิตติ้งด้วยเครื่องจักรในช่วงยุคอุตสาหกรรมและในรอบสิบปีให้หลัง

ยุค  1920 : สงครามกลางเมืองรัสเซียและจีน

ภายหลังการพ่ายแพ้ของรัสเซียขาวในสงครามกลางเมือง  ทหารหลายหน่วยได้ถอยกำลังกลับเข้าไปยังเมืองซินเจียงของจีนและมีการฝึกซ้อมกันที่นั่น  จีนซึ่งกำลังตกอยู่ในฐานะที่จะเข้าสู่สงครามกลางเมือง  เชลยศึกชาวรัสเซียได้ถูกลำเลียงโดยคาราวานอูฐไปภาคตะวันออกของจีน  ดังที่ Owen Lattimore กล่าวว่าพวกผู้ชายเหล่านั้นได้ผ่านงานศิลปะในการถักนิตติ้งระหว่างการเดินทางของกองคาราวาน  โดยใช้วัสดุที่มี  ณ  ขณะนั้น  คือ  เส้นขน (hair)  ของอูฐนั่นเอง

กล่าวได้ว่างานนิตติ้งในยุคนี้มีการเรียนรู้งานนิตติ้งในระหว่างการเดินทางของกองคาราวานและใช้วัสดุสำคัญคือ  เส้นขนของอูฐ (hair)

และในปี  1926 Lattimore ได้สังเกตการณ์ถักนิตติ้งจากขนอูฐในช่วงของการถักนิตติ้งซึ่งตรงกับเดือนมีนาคม  โดยใช้วิธีการกล่าวคือ  พวกเขาจะวิ่งดึงเส้นไหมออกไปแล้วก็วกกลับไปถึงอูฐตัวแรกแรก แล้วปล่อยกำมือที่กำขนอูฐออกจากคอ  จากนั้นก็ม้วนไว้ในฝ่ามือเป็นจุดเริ่มต้นของความยาวของเส้นไหมของพวกเขาและบิดเริ่มต้นปั่นขนสัตว์เป็นด้ายจนกว่าจะได้เส้นด้ายเพียงพอต่อการถัก

วิธีการเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถักที่ถุงเท้าจากขนอูฐเพื่อความอบอุ่นของตนแล้วยังสามารถที่จะทำเสื้อถักสำหรับขายได้อีก

1939 – 1945 : ยุคเฟื่องฟูของนิตติ้ง

Knityourbita

ภาพโปสเตอร์เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่  1  ที่เป็นการปลุกสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนมีการถักถุงเท้าให้กับกองทัพทหาร

“Make do and mend”  …ข้อความที่บ่งบอกว่าทำและซ่อมนี้เป็นข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือที่ได้จัดทำขึ้นมาในระหว่างช่วงเวลาสงครามของกระทรวงสารสนเทศแห่งรัฐบาลอังกฤษขนแกะขาดแคลนเป็นอย่างมากเช่นเดียวกับสิ่งต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้ก็ได้สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้หญิงมีการหันมาเลาะตะเข็บจากเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเก่า ๆ ที่ไม่ใช้งานแล้ว  ตลอดจนขนสัตว์ก็ได้มีการนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง  มีการสร้างแพทเทิร์นงานนิตติ้งขึ้นมากเพื่อให้ประชาชนได้ถักเครื่องนุ่งห่มให้กับกองทัพทหารไว้สวมใส่ในช่วงฤดูหนาว  เช่น  หมวกไหมพรมและถุงมือ  เป็นต้น  นี่ก็ไม่เพียงแค่เป็นการผลิตสิ่งจำเป็นต่าง ๆ ของกองทัพเท่านั้น  แต่ยังถือได้ว่าเป็นการประสบความสำเร็จในสร้างความรู้สึกเชิงบวกให้กับประชาชนในเรื่องสงครามได้ที่เรียกว่า home front

A World War I poster encouraging people to knit socks for the troops

1950s and 60s : ยุคแห่งเครื่องนุ่งห่ม

ภายหลังการเกิดสงคราม  นิตติ้งได้แพร่หลายเป็นอย่างมากทั้งในเรื่องของการเริ่มมีการผลิตไหมหลากหลายสีสันและรูปแบบหลาย ๆ พันแพทเทิร์นที่มีสีสันสดใสกลายเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก

ในยุคนี้ชุดที่ประกอบไปด้วยเสื้อแขนสั้นสีเดียวกันกับเสื้อขนสัตว์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  นอกจากนี้เป็นยุคที่นิตติ้งไม่ใช่เป็นเพียงงานอดิเรกเสียแล้ว  โดยบรรดาเด็กผู้หญิงมักคุยกันถึงเรื่องของการเข้าเรียนการถักนิตติ้งในโรงเรียน  เกิดนิตสารอย่าง “Pins and needles” ขึ้น  ซึ่งเป็นนิตยสารที่รวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ ของงานนิตติ้งเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นแพทเทิร์นที่ยาก ๆ ไม่เพียงแต่แพทเทิร์นเสื้อผ้าเท่านั้น  ยังมีแพทเทิร์นพวกของเล่น  กระเป๋า  ซึ่งสามารถสร้างรายได้ได้

1980s : ยุคเสื่อมถอย

ความนิยมของนิตติ้งเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัดในยุค  1980  ในฝั่งโลกตะวันตก  ไหมและแพทเทิร์นต่าง ๆ ราคาตกต่ำลงเช่นเดียวกับที่งานฝีมือต่าง ๆ ก็มีเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งจะเห็นได้จากแฟชั่นเก่า ๆ และการที่เด็ก ๆ ค่อนข้างจะพูดถึงการถักนิตติ้งในโรงเรียน  ผลจากการเพิ่มขึ้นนี้และราคาที่ลดลงของงานถักนิตติ้งด้วยเครื่องจักรนั้นบ่งบอกถึงว่าผู้บริโภคสามารถที่จะมีเสื้อสเวตเตอร์ได้เทียบเท่าการซื้อเสื้อขนสัตว์และตามรูปแบบของพวกเขาเองหรือบ่อยขึ้น

นิตติ้งยุคศตวรรษที่  21 : ยุคแห่งการฟื้นฟู

หลังจากที่นิตติ้งได้เสื่อมถอยลง  แต่พอมาถึงในศตวรรษที่  21  กลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง  เส้นใยจากธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นใยจากสัตว์  เช่น  พวกอัลพาคาร์  แองกอร่าและมาริโน  เป็นต้น  หรือจะเป็นเส้นใยจากพืช  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเส้นใยจากฝ้าย  เนื่องจากหาได้ง่าย  ราคาไม่แพง  หาได้ทั่วไป  ผู้บริโภคจะมีการมองหาเส้นใยจากต่างประเทศ  เช่น  เส้นใยจำพวกไหม  ไม้ไผ่หรือขนวัว  ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นอย่างมาก  โรงงานเริ่มมีการผลิตเส้นไหมที่แปลกใหม่มากขึ้น  บรรดานักออกแบบเริ่มมีการสร้างงานแพทเทิร์นที่ค่อย ๆ เป็นการตัดเย็บที่ชิ้นงานใหญ่ขึ้นและทำได้อย่างเร็ว  บรรดาผู้มีชื่อเสียง  อย่างเช่น Julia Roberts, Winona Ryder Dakota Fanning และ Cameron Diaz เริ่มสนใจนิตติ้งและช่วยทำให้งานฝีมือกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง  สำหรับในศักราชใหม่นี้ยังมีงานนิตติ้งที่สร้างสรรค์โดยบรรดาผู้ชายอีกด้วย

ศิลปะแห่งนิตติ้งได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป  อินเทอร์เน็ตทำให้มีการติดต่อระหว่างกันของคนถักนิตติ้ง  แลกเปลี่ยนความสนใจ  ความรู้  ระหว่างกันและกันไปทั่วโลก  โดยในช่วงแรก ๆ สมาชิกในกลุ่มนิตติ้งที่ติดต่อกันทางอินเทอร์เน็ตมีประมาณ  1  พันคน  และในปี  1998  ได้มีนิตยสารออนไลน์เกิดขึ้นชื่อว่า KnitNet และหลังจากนั้นก็จุดประกายให้เกิดกลุ่มผู้ถักนิตติ้งนานาชาติขึ้น

แพทเทิร์นต่าง ๆ ทั้งจากงานพิมพ์และออนไลน์ได้ก่อให้เกิดเป็นศูนย์กลางแหล่งแพทเทิร์นนิตติ้งขึ้นโดยเฉพาะ  ซึ่งที่รู้จักกันก็มี Knit – a – long หรือ KAL เมื่อวันที่  14  มกราคม  2006  ได้มีการจัดให้มีการแข่งขันนิตติ้งระดับโลกขึ้น  คือ  นิตติ้งโอลิมปิค  โดยจัดกันในช่วงฤดูหนาว  ณ  เมือง Torino ซึ่งงานนี้ก็ได้จัดยาวเลยช่วงเวลาการจัดโอลิมปิคไปถึง  16  วัน  โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันประมาณ  4000  คน

ที่มา : http://hobbyangel.com/index.php?option=com_content&view=article&id=57&Itemid=81

เข็มโครเชต์

ในปัจจุบันเข็มโครเชต์หรือที่หลาย ๆ คนเรียก “เข็มควัก” มีหลากหลายแบบ  หลากหลายยี่ห้อมาก  โดยปกติจะมีเบอร์  0  ถึงเบอร์  14  ค่ะ (เลขของเบอร์ยิ่งมาก  ขนาดของหัวเข็มจะยิ่งเล็กลง)  แต่วันนี้เอ้จะพูดถึงตัวที่หาซื้อได้ทั่วไปในบ้านเรานะคะ  เข็มโครเชต์ที่เห็นโดยทั่วไปจะเป็นยี่ห้อ Tulip ค่ะ  โดยปกติจะมีเห็น  2  แบบใหญ่ ๆ นะคะ  คือ  เข็มสีเงินหัวเดียวกับเข็ม  2  หัว

1. เข็มสีเงินหัวเดียวเท่าที่เห็นใช้กันจะมีอยู่  12  เบอร์ (No.1 – 12)  โดยเบอร์  1  จะหัวใหญ่สุด  ส่วนเบอร์  12  จะหัวเล็กสุดค่ะ  โดยขนาดของหัวเข็มจะเป็นตามตารางนี้นะคะ

No.

1

2

3

4

5

6

ขนาด (มิลลิเมตร)

1.60

1.50

1.30

1.25

1.10

1.00

No.

7

8

9

10

11

12

ขนาด (มิลลิเมตร)

0.95

0.90

0.85

0.75

0.70

0.60

เข็มโครเชต์สีเงินหัวเดียว

2. เข็ม  2  หัว  จะมีสีเงินและสีทอง  โดยเบอร์  1/0 – 2/0  ของ Tulip จะทำเป็นสีเงิน  ส่วนเบอร์อื่นจะทำเป็นสีทองนะคะ  โดยขนาดของเข็ม  2  หัวนี้จะกลับกันกับเข็มหัวเดียวนะคะ  โดยจะมี  /0  กำกับขอยู่ด้านหลังเลขเบอร์  เช่น  3/0  หมายความว่าหัวจะใหญ่กว่าเบอร์  1  ขนาดของหัวเข็มก็ตามนี้เลยค่ะ

No.

1/0

2/0

3/0

4/0

5/0

ขนาด (มิลลิเมตร)

1.60

2.00

2.30

2.50

3.00

No.

6/0

7/0

7.5/0

8/0

10/0

ขนาด (มิลลิเมตร)

3.50

4.00

4.50

5.00

6.00

เข็มโครเชต์สีทอง

ที่เอาเรื่องเข็มมาพูดถึงเพราะว่ามีเพื่อน ๆ หลายคนชอบเข้าใจผิดในเรื่องของหัวเข็ม  เช่น  คิดว่าเข็มเบอร์  12  เป็นเข็มที่ใหญ่ที่สุด  ส่วนเข็มโครเชต์ยี่ห้ออื่นบางอันก็จะมีกำกับให้อยู่แล้วนะคะว่าขนาดใหญ่กี่มิลฯ

สำหรับการเลือกใช้เข็มควรเลือกให้เหมาะกับเส้นไหมนะคะ  ลองคิดดูนะคะ  ถ้าเลือกเข็มหัวเล็กเกินไปเวลาเกี่ยวไหมก็จะเกี่ยวไหมได้ไม่หมดทำให้เส้นไหมแตกได้ค่ะ  ทั้งนี้หัวเข็มยิ่งใหญ่ก็จะทำให้ลายถักยิ่งหลวมคร่า อยากให้ชิ้นงานออกมาสวยเลือกเข็มให้เหมาะนะคะ

ที่มา : http://handmadefanclub.blogspot.com/2011/06/blog-post_17.html

ตำนานงานควิลท์ ศิลปะผ้าต่อผ่านกาลเวลา

owanza-01

งานควิลท์ (Quilting)  ศิลปะการทักทอผ้านวมที่นำเศษผ้าหลากหลายสีมาเย็บต่อกันจนเกิดเป็นลวดลายที่สวยงาม  งานควิลท์นั้นมีประวัติมาช้านานทั้งในแถบเอเชีย  ยุโรป  ออสเตรเลีย  โดยเริ่มแรก เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอียิปต์และจีนก่อนคริสตกาลที่มาจากแนวคิดของนักรบชาวอียิปต์โบราณ  เมื่อครั้งที่ต้องออกรบ  จะสวมใส่เสื้อเกราะที่เป็นเหล็กและแข็ง  ดังนั้นจึงมีการสวมเสื้ออีกชั้นหนึ่งเพื่อให้เกิดภายในหนานุ่มลดแรงเสียดสีระหว่างผิวหนังกับเสื้อเกราะและที่สำคัญคือ  ให้ความอบอุ่น  ซึ่งเป็นความอบอุ่นใจ  เป็นเครื่องรางป้องกันภัย  ที่ทำจากความรักความห่วงใยของภรรยาที่ได้ถักทอเย็บต่อผ้าจนกลายเป็นของขวัญ  สื่อแทนใจให้กับสามีในยามออกรบ

spring

สำหรับงานควิลท์ (Quilting)  ในอเมริกานั้นได้รับการเผยแพร่จากแถบยุโรป  จากผู้หญิงนับร้อยนับหมื่นที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นทวดมาสู่แม่จนถึงรุ่นลูกสาวเป็นรุ่นต่อรุ่น  ผ่านการทักทอถ่ายทอดทำด้วยความรักและมอบให้ต่อกันผ่านเวลาอันยาวนาน  นับได้ว่าเป็นงานที่สานความรักความผูกพันภายในครอบครัวจริง ๆ

autumn

ซึ่งเริ่มเดิมทีนั้นงานควิลท์ (Quilting)  เกิดจากการรวมชิ้นงาน  3  ชิ้น  เข้าด้วยกัน  คือ  ชิ้นแรกที่เรียกว่า “แผ่นรองหลัง (Backing)” เป็นชิ้นวางอยู่หลังสุด  ถัดมาเป็นชิ้นที่  2  ที่เรียกว่า “ชั้นให้ความอบอุ่น (Warm)” ซึ่งทำมาจากขนสัตว์, ใช้นุ่นหรือฝ้ายที่นำมาทำเป็นแผ่นบาง ๆ วางขั้นอยู่ตรงกลางและชิ้นสุดท้ายที่เรียกว่า “แผ่นตกแต่ง (Decorative Top)” เป็นส่วนที่ได้รับการออกแบบให้สวยงามตามแต่ละแนวคิด ทั้งหมดนี้นำมาเย็บรวมกันเข้าด้วยด้ายเป็นลวดลายสวยงามและคงทนของชิ้นงานควิลท์ (Quilting)

owanza-02

สำหรับงานควิลท์ (Quilting)  หรืองานผ้าด้นมือในประเทศไทยนั้นมีมานานแล้ว  แต่ยังไม่บูมนัก  ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นทำเป็นผ้าห่ม  ผ้านวม  ผ้าคลุมเตียงและยังคงมีการถ่ายทอดไม่มากนัก  พบได้เฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบและหลงไหลในศิลปะแห่งผ้าต่อ  งานควิลท์ในไทยนั้นโดดเด่นด้วยดีไซน์  ประโยชน์ใช้สอยแบบไทยๆ และเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย

ที่มา : http://owanza.blogspot.com/2010/05/blog-post.html

ประวัติครอสติช

ต่อผืนหนังสัตว์เข้าด้วยกัน

ต้นกำเนิดการปักครอสติชของทางยุโรป  เริ่มจากการเย็บต่อแผ่นหนังเข้าด้วยกันเป็นผืนใหญ่ด้วยวิธีการปักไขว้  ซึ่งจะช่วยยึดแผ่นหนังไว้ด้วยกันได้ดี  โดยไม่จำเป็นต้องทบแผ่นหนังเข้าด้วยกัน  ซึ่งจะทำให้รอยต่อหนา  ยากต่อการเย็บและรอยต่อไม่เรียบเป็นแผ่นเดียวกันหรือเลื่อนไปมา  รวมทั้งใช้ต่อเย็บเครื่องหนังต่าง ๆ

วิธีการเย็บไขว้ง่าย ๆ ที่มีประโยชน์นี้ค่อย ๆ พัฒนาคลี่คลายมาสู่งานฝีมือที่ประณีตวิจิตรงดงามด้วยเส้นไหมสวยงามและบนผืนผ้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ผสมผสานด้วยงานออกแบบที่สวยงามและงานฝีมือที่ละเอียดซับซ้อนมากขึ้น  แรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิดงานครอสติชแต่ละชิ้นนั้นมาจากงานเย็บปักถักร้อยและจากธรรมชาตินำมาซึ่งจิตวิญญาณและความรู้สึกต่าง ๆ สู่บ้านดังที่ปรากฏในภาพแต่ละชิ้น

งานฝีมืออันประณีต  สูงส่ง  สง่างาม

นับจากยุคกลาง (ระหว่างคริสตศตวรรษที่  5  ถึง  15)  งานเย็บปักถักร้อยมีบทบาทที่สำคัญในการตกแต่งประดับประดาโบสถ์วิหาร  บ้านเรือนเพื่อแสดงถึงความสูงส่ง  สง่างามทั้งด้านจิตใจและคุณธรรม  ช่วงต้น ๆ งานส่วนใหญ่จะสร้างสรรค์ขึ้นโดยกลุ่มสมาคมของนักงานฝีมือหรือในสำนักแม่ชีและอารามต่าง ๆ จนกระทั่งถึงช่วงศตวรรษที่  16  ซึ่งงานเย็บปักถักร้อยเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้นความเจริญเฟื่องฟูมากขึ้น  ส่งผลให้มีความต้องการในการประดับประดาตกแต่งและเครื่องเรือนเพิ่มขึ้น  เพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงการเป็นเศรษฐีใหม่และความมั่งคั่งและแม้ว่างานส่วนใหญ่จะทำขึ้นโดยมืออาชีพ  แต่ผู้ที่ต้องการฝึกฝนหรือพวกสมัครเล่นก็มีงานมากขึ้นเป็นเครื่องหมายถึงการเพิ่มขึ้นของกลุ่มอาชีพนี้  สำหรับเบาะนั่ง  ผ้าห่มนวม  ม่านบังตา  แม้กระทั่งพรมก็เป็นงานซึ่งมีการลอกเลียนแบบเพื่อใช้ในการประดับบ้าน  งานเหล่านี้ทำบนแผ่นผืนผ้าใบหรือผ้าลินินในลักษณะกึ่งครอสติช

ที่มา : http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=571b787b1aa1528c

แผ่นเฟรม

แผ่นเฟรมพลาสติกหรือแผ่นตารางพลาสติกที่เราเรียกกันติดปากว่า  แผ่นเฟรม  นั้น  ชื่อที่แท้จริง  คือ  แผ่นพลาสติกแคนวาส  โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น  2  ประเภท  คือ  แผ่นชีท Sheet และ แผ่นเชป Shape แผ่นชีท  ปกติแล้วจะหมายถึง  แผ่นพลาสติกสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่  คือ  ใหญ่กว่าแผ่นกระดาษ  ส่วนแผ่นเชปจะหมายถึง  แผ่นพลาสติกที่มีรูปทรงต่าง ๆ นอกเหนือจากเหลี่ยม  เช่น  วงกลม  สามเหลี่ยม  หกเหลี่ยม  หัวใจ  ไม้กางเขน  ดาว  หรืออาจหมายถึง  แผ่นพลาสติกที่ขึ้นทรงไว้แล้ว  เช่น  ทรงไข่  หรือทรงกลม  ก็ได้  แผ่นพลาสติกที่นิยมนำมาใช้ในงานฝีมือส่วนใหญ่จะเป็นแผ่นพลาสติกขนาด  7  เมส mesh หรือ  7  ช่องต่อนิ้ว  10 mesh และ  14 mesh ส่วนแผ่นพลาสติกขนาด  5 mesh 6 mesh หรือ  9 mesh นั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยม  เนื่องจากมีขนาดของช่องที่ค่อนข้างใหญ่มาก  ทำให้งานที่ผลิตออกมาไม่ค่อยละเอียด

แผ่นพลาสติกมีหลายขนาดแตกต่างกันออกไปแล้วแต่บริษัทผู้ผลิต  แผ่นพลาสติกชีทขนาดมาตรฐาน  คือ  10.5 x 13.5  นิ้ว  นอกจากนี้ยังมีขนาดพิเศษอื่น ๆ เช่น  8 x 11  นิ้ว  และ  13.5 x 21.5  นิ้ว  หรือที่เรียกว่า  แผ่นชีทขนาดอาร์ตีส Artise Size ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้ในงานฝีมือที่แตกต่างกันออกไป  แผ่นชีทยังแบ่งแยกย่อยได้ตามความยืดหยุ่นของแผ่นออกเป็น  แผ่นชีทนิ่มมาก  นิ่ม  ปกติ  แข็ง  และแข็งมาก  ส่วนแผ่นเชปนั้นนอกจากจะมีหลายรูปทรงแล้ว  แต่ละรูปทรงก็ยังทำออกมาในขนาดที่แตกต่างกัน  เช่น  แผ่นเชปกลมขนาด  3  นิ้ว  4  นิ้ว  4.5  นิ้ว  6  นิ้ว  9  นิ้ว  และ  12  นิ้ว  แผ่นเชปสามเหลี่ยมมีเฉพาะ  3  นิ้ว  แผ่นเชปหกเหลี่ยม  และแผ่นเชปดาว  มีขนาด  3  นิ้ว  และ  5  นิ้ว  ส่วนแผ่นเชปหัวใจมีขนาด  3  นิ้ว  และ  6  นิ้ว  นอกจากนี้ยังมีแผ่นเชปพิเศษ  คือ  ทรงไข่  ขนาด  3  นิ้ว  ทรงกลม  ขนาด  3  นิ้ว  และแผ่นเชปป้ายห้อยประตูห้อง  แผ่นเชปรองโต๊ะ

แผ่นเฟรมพลาสติกสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างอาทิเช่น  ทำฝาครอบกล่องทิชชู  กระเป๋า  แผ่นรองแก้ว  แผ่นรองปูโต๊ะอาหาร  กล่องดินสอ  กล่องแว่นตา  ที่คั่นหนังสือ  ที่ใส่ถุงพลาสติก  และอื่น ๆ อีกมากมายหลายอย่าง  นอกจากนี้ยังสามารถนำมาดัดแปลง  ตกแต่งให้สวยงามโดยการปักลวดลงไปบนช่องตารางในลักษณะต่าง ๆ ให้เกิดลวดลาย

ไหมที่ใช้ในงานปักแผ่นพลาสติกแคนวาส  แบ่งออกกว้าง ๆ ได้เป็น  3  ลักษณะ  คือ  ไหมปักแผ่นแคนวาสโดยเฉพาะ  มีความมันและขนาดของเส้นไหมออกแบบมาพอดีกับช่องบนแผ่น

แบ่งแยกย่อยออกเป็นไหมสีพื้นและไหมสีเหลือบ  ไหมสีมัลเทลลิค  ไหมสีกลิ๊ตเตอร์  ไหมอีกชนิดนึงคือ  ไหมมัลเทคลิค  คือ  ที่เรียกกันว่า  ไหมฟาง  ทำจากอะคิลลิค  มีทั้งสีพื้นและสีเหลือบ ไหมปักประเภทที่สามคือ  ไหมพรม  ซึ่งค่อนข้างเป็นที่นิยมมากในหมู่คนปักแผ่นเฟรม  เพราะมีราคาถูกและหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป  แต่จะมีข้อเสียอยู่ตรงที่ไหมพรมจะไม่มีความมันเท่าไหมอื่น ๆ และมีขน  ทำให้ความสวยงามของลวดลายลดน้อยลง

ไหมพรมที่เหมาะกับงานแผ่นเฟรมขนาด  7  เมส  คือ  ไหม  4  ไพล์  เบอร์  20  หรือไหมที่แตกออกมาได้  4  เส้น  และทำมาจากอัคคะลิค  ส่วนไหมแบบสุดท้าย  คือ  ไหมปักเบอร์  25  หรือไหมปักครอสติชนั่นเอง  ใช้ปักเฉพาะแผ่นเฟรมขนาด  14  เมส  เนื่องจากมีช่องเล็กมาก

ส่วนเข็มปักที่ใช้กับงานแผ่นเฟรม  ขนาด  7  เมส  คือ  แข็มเบอร์  18  แผ่นเฟรมขนาด  10  เมส  ใช้เข็มปักเบอร์  16  และเข็มเบอร์  24  สำหรับแผ่นเฟรมขนาด  14  เมส

แบบปักแผ่นเฟรมที่มีอยู่ในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเป็นแบบปักจากต่างประเทศ  เนื่องจากในประเทศไทยมีผู้นิยมปักแผ่นเฟรมกันน้อย  จึงทำให้งานแผ่นเฟรมไม่เป็นที่แพร่หลายและมีคนสนใจทำน้อย  ลายปักก็เลยมีไม่มาก  อีกทั้งแผ่นเฟรมมีเพียงไม่กี่ชนิด  และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ  ทำให้แผ่นเฟรมมีราคาสูง  และไม่เป็นที่นิยมในแวดลงคนทำงานฝีมือเท่าที่ควร

วิธีการปักแผ่นเฟรมรูปแบบต่าง ๆ

2009-06-14_100825_how_to_stitch_canvas

รูปทรงแผ่นเฟรมพลาสติก

2009-06-14_191934_Plastic_Canvas_Sheet_and_Shape

แผ่นเฟรมพลาสติกเคนวาส  มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน  รูปทรงแผ่นเฟรมและขนาดความถี่ก็แตกต่างกันออกไป  เพื่อง่ายต่อการอ้างอิง  ได้รวบรวมรูปทรงต่าง ๆ ไว้พร้อมภาพตัวอย่าง

ข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นแฟรมพลาสติก(ณ  วันที่  15  มิถุนายน  2552)

รูปแบบแผ่นพลาสติกในประเทศ

แผ่นเชป

วงกลม  ขนาด  3  นิ้ว  หรือ  7.2  เซนติเมตร

สี่เหลี่ยมและสี่เหลี่ยม  มีดอกไม้ด้านใน  ขนาด  3  นิ้ว  หรือ  7.2  เซนติเมตร

หกเหลี่ยมและหกเหลี่ยม  มีดอกไม้ด้านใน  ขนาด  3  นิ้ว  หรือ  7.2  เซนติเมตร

รูปแบบแผ่นพลาสติกนำเข้าจากต่างประเทศ (ข้อมูล  ณ  วันที่  5  มิถุนายน  2552)

แผ่นชีท

พลาสติกแคนวาส  4  เมส  ทรงโครงกระเป๋าปากกว้าง  348/48 x 28  เซนติเมตร  สีดำ

ม้วนพลาสติกแคนวาส  4  เมส  สีใส  ขนาด  90 x 50  เซนติเมตร/36 x 36

พลาสติกแคนวาส  7  เมส  ทรงโครงก้นกระเป๋า  551/30.4 x 10  เซนติเมตร  สีขาวและสีดำ

แผ่นพลาสติกแคนวาส  7  เมส  สีใส  ขนาด  35 x 47  เซนติเมตร/14 x 22.5/8  นิ้ว

แผ่นพลาสติกแคนวาส  7  เมส  สีต่าง ๆ ขนาด  27 x 35  เซนติเมตร/12 x 18  นิ้ว

แผ่นพลาสติกแคนวาส  7  เมส  สีใส  ขนาด  25 x 35  เซนติเมตร/12 x 18  นิ้ว

แผ่นพลาสติกแคนวาส  14  เมส  สีใส  ขนาด  50 x 100  เซนติเมตร/20 x 40  นิ้ว  ราคา  199  บาท

แผ่นเชป

ผีเสื้อ  ขนาด  2.5  นิ้ว  หรือ  6.25  เซนติเมตร

ไม้กางเขน  ขนาด  3  นิ้ว  หรือ  7.2  เซนติเมตร

ดาว  ขนาด  3  นิ้ว  หรือ  7.2  เซนติเมตร

หัวใจ  ขนาด  3  นิ้ว  หรือ  7.2  เซนติเมตร

ดอกทานตะวัน  ขนาด  3.5  นิ้ว  หรือ  8.5  เซนติเมตร

ดอกทิวลิป  ขนาด  3.5  นิ้ว  หรือ  8.5  เซนติเมตร

สตอเบอรรี่  ขนาด  3.5  นิ้ว  หรือ  8.5  เซนติเมตร

ดอกไม้ทั้งดอก  ขนาด  4  นิ้ว  หรือ  10  เซนติเมตร

กลีบดอกไม้  4  กลีบ  ขนาด  4  นิ้ว  หรือ  10  เซนติเมตร

วงกลม  สีใส  ขนาด  30 x 45  เซนติเมตร/12 x 18  นิ้ว

แผ่นพลาสติกแคนวาส  7  เมส  สีใส  สำหรับทำที่รองจาน  ขนาด  30 x 45  เซนติเมตร/12 x 18  นิ้ว

ความแตกต่างระหว่างแผ่นเฟรมพลาสติก (แผ่นชีท)  ในประเทศและแผ่นเฟรมพลาสติกนำเข้าจากต่างประเทศ

แผ่นเฟรมพลาสติก แคนวาส ในประเทศ

เท่าที่มีขายตามท้องตลาด  จะเป็นแผ่นเฟรม  ขนาดเล็กประมาณ  2” x 2” นิ้ว/หรือ  6.8 x 6.8  เซนติเมตร

ถ้าเป็นแผ่นเฟรมทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส  ขนาดช่องเท่ากับ  20 x 20  ช่อง  และอาจมีเนินสำหรับปักดอกไม้อยู่ด้านใน  นอกจากนี้ก็ยังมีแผ่นเฟรมทรงหกเหลี่ยม  ทั้งที่เป็นแผ่นธรรมดา  และมีเนินสำหรับปักดอกไม้ด้านใน  แผ่นวงกลมก็มีขนาดเดียวกัน

ในขนาดพื้นที่ที่เท่ากัน  คือ  2” x 2” นิ้ว/หรือ  6.8 x 6.8  เซนติเมตร  แผ่นเฟรมพลาสติกในประเทศจะมีช่องน้อยกว่าแผ่นเฟรมพลาสติกจากต่างประเทศจำนวน  2  ช่อง

แผ่นเฟรมพลาสติกแคนวาส  ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

แผ่นชีทหรือแผ่นพลาสติกเมส  ขนาด  7  ช่องนิ้ว  หรือ  7  เมส

แบ่งตามสีได้เป็นสีใสและมีสีสัน  ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ  31  สี

แบ่งตามความยืดหยุ่นออกเป็นแผ่นชีทนิ่มมาก  นิ่ม  มาตรฐาน  แข็ง  และแข็งมาก

แบ่งตามขนาดออกเป็น  4  ขนาด  คือ

1  ขนาดเล็ก  7 x 11” นิ้ว/หรือ  17.9 x 28.3  เซนติเมตร/หรือ  48 x 96  ช่อง

2  ขนาดมาตรฐาน  10.5” x 13.5” นิ้ว/หรือ  26.7 x 34.2  เซนติเมตร/หรือ  70 x 90  ช่อง

3  ขนาดกลาง  12″ x 18” นิ้ว/หรือ  30.5 x 46  เซนติเมตร/หรือ  80 x 120  ช่อง

4  ขนาดใหญ่  แบ่งออกเป็นขนาดใหญ่ปกติ  และขนาดใหญ่ศิลปิน

ขนาดใหญ่ปกติ  13.5/8” x 21.1/8” นิ้ว/หรือ  35 x 53.5  เซนติเมตร/หรือ  90 x 135  ช่อง

ขนาดใหญ่ศิลปิน  13” x 22” นิ้ว/หรือ  35 x 58  เซนติเมตร/หรือ  90 x 150  ช่อง

แผ่นชีทหรือแผ่นพลาติกเมส  ขนาด  10  ช่องนิ้ว  หรือ  10  เมส

ก่อนหน้านี้มี  3  สี  คือ  ใส  ขาว  และน้ำตาล  แต่ขณะนี้ผู้ผลิตได้ยกเลิกสีน้ำตาล  จึงเหลือแต่สีใสและสีขาว

มีเพียงขนาดเดียว  คือ  ขนาดมาตรฐาน  10.5” x 13.5”นิ้ว/หรือ  26.7 x 34.2  เซนติเมตร/หรือ  70 x 90  ช่อง

แผ่นชีทหรือแผ่นพลาติกเมส  ขนาด  14  ช่องนิ้ว  หรือ  14  เมส

แบ่งแยกย่อยตามลักษณะของช่องออกเป็นช่องสี่เหลี่ยมและช่องกลม (หรือที่เรียกว่า  แผ่น เพอฟอร์เรเต็ท  พลาสติกแคนวาส)

แผ่นช่องสี่เหลี่ยม  มีเพียง  3  สี  คือ  สีใส  สีขาว  และสีครีม

แผ่นช่องกลม  มี  4  สี  คือ  สีใส  สีขาว  สีครีม  และ สีน้ำตาล

เข็มปักแผ่นเฟรมพลาสติกแคนวาส

แบ่งตามขนาดได้  4  ขนาด  คือ

1. เข็มปักแผ่นเฟรมพลาสติกขนาดใหญ่สุดหรือเบอร์  16  ขนาด  1.35 x 54.5  มิลลิเมตร  ใช้สำหรับปักแผ่นแฟรมพลาสติกขนาด  7  ช่องนิ้ว/ใช้คู่กับไหมพรมขนาด  4/3  หรือไหมพรมเส้นใหญ่  3  ไพล์

หรืออาจใช้คู่กับไหมปักแผ่นพลาสติกโดยเฉพาะ  เช่น  ไหมมันสีพื้น  ไหมมันสีเหลือบ ไหมมันสีผสมหรือไหมมันมัลเทคลิค

2. เข็มปักแผ่นเฟรมพลาสติกขนาดกลางหรือเบอร์  18  ขนาด  1.14 x 48.5  มิลลิเมตร  ใช้สำหรับปักแผ่นแฟรมพลาสติกขนาด  10  ช่องนิ้ว/ใช้คู่กับไหมพรมขนาด  20/4  หรือไหมพรมเส้นเล็ก  4  ไพล์

หรืออาจใช้คู่กับไหมฟางประเภทต่าง ๆ  อาทิเช่น  ฟางเกลียว  หรือฟางโซ่  เป็นต้น

3. เข็มปักแผ่นเฟรมพลาสติกขนาดเล็กหรือเบอร์  24 (เข็มปักผ้าครอสติช)  ขนาด  0.76 x 37  มิลลิเมตร

ใช้สำหรับปักแผ่นแฟรมพลาสติกขนาด  14  ช่องนิ้ว/ใช้คู่กับไหมปักเบอร์  25

แบ่งตามวัสดุที่ใช้ทำได้เป็น

  1. เข็มปักธรรมดา
  2. เข็มปักหูทอง
  3. เข็มปักทอง
  4. เข็มปักไททาเนี่ยม

ความแตกต่างระหว่างขนาดของเส้นไหมพรมที่ใช้ปักแผ่นเฟรมพลาสติก

ไหมพรมที่ใช้ปักแผ่นเฟรม  แบ่งออกเป็น  2  ประเภทคือ

  1. ไหมพรมเส้นเล็ก  ขนาด  4  ไพล์  หรือ  20/4
  2. ไหมพรมเส้นใหญ่  ขนาด  3  ไพล์  หรือ  4/3
  3. ตามปกติแล้ว  ต่างประเทศจะนิยมใช้ไหมพรม  4  ไพล์ในการปักแผ่นเฟรม (ดูตัวอย่างจากแผ่นปักสีน้ำเงิน – อาจมองเห็นพื้นพลาสติกบางส่วน  ทำให้ชิ้นงานที่ปักออกมาดูไม่ค่อยสวยเท่าที่ควร)  แต่เนื่องจากไหมพรม  4  ไพล์  ที่ผลิตในประเทศไทยมีขนาดของเส้นไหมเล็กกว่าไหมพรมจากต่างประเทศ  ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ไหมพรม  ขนาด  4  ไพล์  เพียงเส้นเดียวปักชิ้นงาน  แต่ถ้าจำเป็นอาจใช้ไหมพรมเส้น  4  ไพล์  ทบกัน  2  เส้นก็ได้ (ดูตัวอย่างจากแผ่นปักสีเหลือง)  แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าการใช้ไหมพรม  4  ไพล์  2  เส้นปัก  อาจเกิดการไม่สมดุลของการพันของเส้นไหมในระหว่างปัก  จึงทำให้ชิ้นงานออกมาไม่สวยเหมือนใช้ไหมพรมเส้นใหญ่  ขนาด  3  ไพล์  ปักเพียงเส้นเดียว (ดูตัวอย่างจากแผ่นปักสีแดง)  เพราะนอกจากเส้นไหมจะปักได้เต็มพื้นที่บริเวณแผ่นแคนวาสแล้ว  ยังช่วยเพิ่มปริมาตรของชิ้นงานให้ดูมีความแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย (เนื่องจากความหนาของเส้นไหม)

2009-06-29_030700_sample_of_stitch

ตัวอย่างความแตกต่างของชิ้นงานที่ปักโดยใช้ไหมพรมต่างประเภท

อุปกรณ์พื้นฐานต่าง ๆ ที่ใช้ในการปักแผ่นเฟรมพลาสติกแคนวาส

อาจแบ่งลักษณะของอุปกรณ์พื้นฐานในการประดิษฐ์ชิ้นงานจากแผ่นพลาสติกแคนวาสได้เป็น  7  ประเภท  คือ

1

  1. แผ่นเฟรม
  2. เข็มปักแผ่นเฟรม
  3. ไหมปักแผ่นเฟรม
  4. แพทเทิร์นสำหรับปักแผ่นเฟรม
  5. กรรไกรตัดไหมพรมและแผ่นเฟรม
  6. กรรไกรเซาะร่องแผ่นเฟรม
  7. ที่วัดขนาดช่องของแผ่นเฟรม
  8. สายวัด (จะให้ดีควรมีทั้งที่มียูนิตการวัดเป็นเซนติเมตร  และเป็นนิ้ว  เพื่อสะดวกต่อการคำนวณช่องปัก)
  9. ปากกาเมจิกล้างน้ำได้

IMG_4722

แผ่นเฟรมดาว  3  นิ้ว (3″ Star Plastic Canvas Shape)

IMG_4738

แผ่นเฟรมดาว  5  นิ้ว (5″ Star Plastic Canvas Shape)

IMG_4726

แผ่นเฟรมรูปผีเสื้อ (2.5″ Butterfly Canvas Shape)

IMG_4721

แผ่นเฟรมวงกลม  3  นิ้ว (3″ Circle Plastic Canvas Shape)

IMG_4711

แผ่นเฟรมวงกลม  4  นิ้ว (4″ Circle Plastic Canvas Shape)

IMG_4710

แผ่นเฟรมวงกลม  6  นิ้ว (6″ Circle Plastic Canvas Shape)

9

แผ่นเฟรมวงกลม  9  นิ้ว (9″ Circle Plastic Canvas Shape)

12

แผ่นเฟรมวงกลม  12  นิ้ว (12″ Circle Plastic Canvas Shape)

IMG_4733

แผ่นเฟรมหัวใจ  3  นิ้ว (3″  Heart Plastic Canvas Shape)

IMG_4742

แผ่นเฟรมหัวใจ  6  นิ้ว (6″  Heart Plastic Canvas Shape)

IMG_4653

แผ่นเฟรมปูโต๊ะทรงรี  12 x 18  นิ้ว (12 x 18″ Table Mat/Oval Shape – Plastic Canvas)

small

แผ่นเฟรมฟอร์มกระเป๋าใบเล็ก  13 x 14  นิ้ว (13 x 14″ Small Purse Form – Plastic Canvas Shape)

big

แผ่นเฟรมฟอร์มกระเป๋าใบใหญ่  15 x 16  นิ้ว (15 x 16″ Large Purse Form – Plastic Canvas Shape)

local

แผ่นเฟรมสี่เหลี่ยมในประเทศ (Local Plastic Canvas Square Shape)

3

แผ่นเฟรมสี่เหลี่ยม  3″ ต่างประเทศ  ขนาด  7 Mesh ขนาดใหญ่กว่าของเมืองไทยประมาณ  1/5  เซนติเมตร (3″ Square – Plastic Canvas Shape)

4

แผ่นเฟรมสี่เหลี่ยม  4  นิ้ว (4″ Square – Plastic Canvas Shape)

ที่มา : http://www.ladysquare.com/forum_posts.asp?TID=84779

วิธีปักครอสติชสำหรับผู้ที่อยากได้ชิ้นงานขนาดใหญ่ขึ้น

biga

big

big1

ปักเป็นรูปดอกจันตามภาพนี้  จะได้ชิ้นงานที่มีขนาดกว้างและยาวเพิ่มขึ้นเป็น  2  เท่า

ถ้าขนาด  5″ x 5″  ก็จะได้ขนาด  10″ x 10″  โดยปัก  4  ช่องผ้าต่อ  1  สัญลักษณ์ในผังลาย  วิธีปักทำได้  2  แบบค่ะ

  1. ปักเป็นรูป x ก่อนแล้วปักเป็น + ไว้ข้างบน  ตามรูปภาพในแถวบน
  2. ปักเป็น + ก่อนแล้วปัก X ไว้ข้างบน  ตามวิธีปักรูปแถวล่าง

ลายปักที่ได้จะต่างกันนิดหน่อย  ลองปักดูเล่นทั้งสองแบบก่อนแล้วเลือกแบบใดแบบหนึ่งตามชอบนะคะ
ตัวอย่างภาพในหลวงปักโดยใช้ไหม  2  เส้นเล็ก  ปักตามวิธีปักแถวที่  1  ค่ะ

ที่มา : http://www.thaixstitch.com