คลังเก็บ

ตรงนี้…ที่หัวใจ – ไอซ์ ศรัณยู วินัยพานิช (ซีรีส์ ภารกิจรัก ตอนเหนี่ยวหัวใจสุดไกปืน)

Advertisements

รองเท้าสาน ถือกำเนิดรองเท้ารุ่นแรก ของมนุษยชาติ

มนุษย์อย่างเรานั้นโดยดีเอ็นเอเลยเป็นคนช่างคิด  ช่างประดิษฐ์ค่ะ  ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด  ชนเผ่าใดต่างก็มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวทั้งสิ้นและแต่ละชนชาติก็มักจะใช้ประโยชน์จากสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัว  เช่น  วัสดุจากธรรมชาติหรือผลผลิตจากสัตว์นำมาประยุกต์และสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมาใหม่  กรณีของรองเท้าก็เช่นกันค่ะ

ท่ามกลางสภาพอากาศอันร้อนระอุและพื้นถนน/ทางเดินที่ไม่ต้องบรรยายถึงอุณหภูมิทะลุจุดเดือดบนพื้นผิวถนน  ดิฉันนึกอยากขอบคุณผู้คิดค้นการสร้างรองเท้าขึ้นมาเป็นคนแรกจริง ๆ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราไม่มีรองเท้าสำหรับสวมใส่  ป่านนี้เท้าของเราคงจะไหม้เกรียมไปแล้วค่ะ  ดีไม่ดีได้ตาปลาเป็นของแถมอีกต่างหากและเรื่องราววันนี้อยากให้ทุกท่านได้รู้จักกับเรื่องราวของรองเท้าว่าถือกำเนิดเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ค่ะ

Sandal Shoes History รองเท้าสานถือกำเนิดรองเท้ารุ่นแรกของมนุษยชาติ

ตามประวัติศาสตร์นั้นมีบันทึกระบุไว้ว่ารองเท้าถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นโดยชาวอียิปต์เป็นชาติแรกและอย่างที่เรา ๆ ก็ทราบกันดีอยู่ว่าชนชาวอียิปต์นั้นรักการแต่งตัวและการดูแลตนเองเพียงใดก็ลองดูแม่นางคลีโอพัตราดูสิคะ  ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า  ความงามอันเลอค่าหาที่ติไม่ได้เลย  ถึงขนาดเวลาล่วงเลยมาหลายพันปีแล้วก็ตาม

รองเท้าของผู้หญิงจีนในราชสำนักช่วงราชวงศ์ชิงที่นิยมให้ผู้หญิงมีเท้าที่เล็กมาก ๆ มีการวางแผนการกำหนดขนาดเท้าให้เล็กตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะชาวจีนเชื่อว่าผู้หญิงเท้ายิ่งเล็กยิ่งดี

นอกจากนี้แล้วในการประดิษฐ์รองเท้าสำหรับสวมใส่นั้นยังสำมารถจำแนกรูปแบบให้แตกต่างกันไปตามสภาพอากาศ  ขนมธรรมเนียม  รูปแบบการใช้ชีวิต  วิถีทางวัฒนธรรม  ฯลฯ  ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราสามารถพบเห็นจากประวัติศาสตร์รองเท้าของผู้หญิงจีนในราชสำนักช่วงราชวงศ์ชิงที่นิยมให้ผู้หญิงมีเท้าที่เล็กมาก ๆ มีการวางแผนการกำหนดขนาดเท้าให้เล็กตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะชาวจีนเชื่อว่าผู้หญิงเท้ายิ่งเล็กยิ่งดี  ยิ่งมีเกียรติและศักดิ์ศรีควรคู่กับการแต่งงานกับเหล่าเสนาบดีหรือชนชั้นสูงและวัสดุที่หาได้ง่ายก็คือ  ผ้า  เพราะชาวจีนมีความถนัดในการเย็บปักถักร้อย  งานทอและใช้ผ้าเป็นทั้งเครื่องนุ่งห่มและเครื่องสวมรองเท้า  หากข้ามไปทางฝั่งตะวันตกอย่างชาวอเมริกัน  กลุ่มชนพื้นเมืองอินเดียแดงก็นิยมรองเท้าที่ประดิษฐ์ขึ้นจากหนังสัตว์  รวมไปถึงอาวุธที่ใช้ในการป้องกันตนเองและเครื่องแต่งกายที่ทำจากหนังสัตว์  เพราะเหมาะกับสภาพอากาศและง่ายต่อการหาวัตถุดิบ  เพราะชาวอินเดียแดงมีความถนัดในการล่าสัตว์เป็นทุนเดิม

กลุ่มชนพื้นเมืองอินเดียแดงก็นิยมรองเท้าที่ประดิษฐ์ขึ้นจากหนังสัตว์  รวมไปถึงอาวุธที่ใช้ในการป้องกันตนเอง

คราวนี้เรามาพูดถึงต้นกำเนิดของรองเท้าคู่แรกของโลก  ซึ่งถือกำเนิดมาเกือบ  5,000  ปี  โดยชาวอียิปต์ รองเท้ารุ่นแรกนั้นไม่ได้มีความสวยงามอะไรนัก  เพราะการประดิษฐ์รองเท้าเพื่อการสวมใส่ระยะแรกนั้นเพื่อป้องกันและอำนวยความสะดวกต่อการเดินมากกว่าค่ะ

ในประเทศอียิปต์นั้นเมื่อเราจินตนาการภาพของอียิปต์  สิ่งที่เห็นในมโนภาพและจินตภาพเป็นอันดับแรกคือ  ปิระมิดและแน่นอนค่ะว่าปิระมิดย่อมตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ  ทั้งแห้งและร้อนอย่างที่สุด  รองเท้ารุ่นแรกของโลกจึงจะเป็นอื่นใดไม่ได้  นอกจากรองเท้าแบบสาน  ซึ่งชาวอียิปต์ประดิษฐ์รองเท้าสานแบบง่าย ๆ คือ  หาวัสดุจากพืชหรือหนังสัตว์มาประยุกต์รวมกัน  กรณีจากพืช  เช่น  จากต้นปาปิรุสหรือจากใบปาล์ม  เป็นต้น

รองเท้าสานจึงเป็นผลงานประดิษฐ์รองเท้ารุ่นแรก  ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนท่ามกลางทะเลทราย  รองเท้ารุ่นแรกจึงมีรูปแบบที่สวมใส่สบาย  ไม่อับ  ไม่ชื้นและที่สำคัญคือ  ระบายอากาศได้ดี  รูปแบบรองเท้าจึงมีเพียงสายที่ทำจากต้นพืชหรือหนังสัตว์  2  เส้น  พาดไปมาและพื้นรองเท้าที่ทำจากหนังสัตว์ เพราะมีความแข็งแรงทนทานค่ะ

รองเท้าแบบนี้ยังมีให้ชมในปัจจุบันนะคะ  แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นมาหลายพันปีแล้ว  แต่หลักฐานรองเท้าสานรุ่นแรกของชาวอียิปต์และของมนุษย์มีให้ทุกท่านได้เรียนรู้ที่ทั้งที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโรและพิพิธภัณฑ์รองเท้าบาจา  เมืองโตรอนโต  ประเทศแคนาดาค่ะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์จะมีรองเท้าของกษัตริย์ตุตันคามันและกษัตริย์พระองค์ก่อนที่ขุดค้นได้จากสุสานส่วนพระองค์ในปิระมิด และมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์มากถึง  42  คู่  ให้ได้ชมกันอย่างใกล้ชิด  ลักษณะรองเท้าจะเป็นแบบเรียบ ๆ เน้นการสวมใส่ที่สบาย  บางคู่มีการประดับประดาด้วยอัญมณีอันวิจิตรและรูปแบบรองเท้าจะถูกออกแบบให้มี  2  ลักษณะเด่นที่สื่อความหมายถึงอำนาจที่มีอยู่เหนือข้าศึกศัตรู  ส่วนการประดับตกแต่งดอกอัญมณีและรูปดอกไม้อันสวยงาม  บ่งบอกให้เห็นถึงความสำเร็จ  ความเป็นปึกแผ่นของอาณาจักรหรือความสมบูรณ์ในรัชสมัยนั้น

รูปแบบรองเท้าสานที่ถูกเก็บรักษาที่นี่พื้นจะเป็นไม้และสายรัดรองเท้าเป็นการถักทอของต้นปาปิรุสค่ะ  พิพิธภัณฑ์  ณ  กรุงไคโรแห่งนี้รวมถึงพิพิธภัณฑ์บาจาที่เมืองโตรอนโต  ประเทศแคนาดายังมีรองเท้าที่ประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุพืชและหนังสัตว์อีกหลายรูปแบบ  ทั้งนี้เป็นสิ่งที่ขุดได้จากสุสานของกษัตริย์ตุตันคามัน

นอกจากนี้ยังมีรองเท้าที่ประดับอัญมณีสวย ๆ อีกหลายคู่  ซึ่งคาดว่าจะเป็นของกษัตริย์หรือพระราชินีประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้สวมใส่เฉพาะในงานพระราชพิธีที่สำคัญเท่านั้น  โดยยังมีภาพสลักนูนต่ำของเหล่าข้าราชบริพารที่คอยเดินถือรองเท้าตามให้กษัตริย์  สำหรับชาวอียิปต์ยังมีความเชื่อว่ารองเท้าคือ  สิ่งที่มีคุณค่าและมีความสำคัญ  เป็นเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายที่สำคัญที่สุด  ชาวอียิปต์จะไม่ใส่รองเท้าพร่ำเพรื่อแต่เลือกที่จะใส่เมื่อมีโอกาสอันสำคัญเท่านั้น

เห็นกันแล้วหรือยังคะว่ารองเท้ามีความสำคัญเพียงใด  ลองหมุนเวลากลับมาในยุคปัจจุบัน  เรามีรองเท้าหลากหลายให้เลือกสวมใส่กันมากขึ้น  ทั้งหมดทั้งมวล  รองเท้าในปัจจุบันไม่ได้มีแค่ไว้ป้องกันเท้าเราจากความร้อนเท่านั้น  แต่สำหรับในสังคมสมัยใหม่  รองเท้ายังบ่งบอกสถานะทางสังคมได้อีกด้วย  จะเลือกรองเท้าแบบไหนใส่  ยี่ห้อใดก็ตามแต่  สิ่งสำคัญที่สุดคือ  รองเท้าคู่นั้นต้องก่อให้เกิดความสบายในการสวมใส่  ไม่รัดแน่นเกินไป  วัสดุดี  ยืดหยุ่นและเหมาะกับสภาพของเท้าเรานะคะ  จึงจะพาเราเดินท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆได้อย่างสำราญใจ

ref.  History of Fashion ศาสตราจารย์  ดร.พรสนอง  วงศ์สิงห์ทอง

https://worldhistoryforyou.quora.com/Disturbing-King-Tutankhamun, http://www.artofcounting.com/2010/07/14/analysis-of-royal-sandals-in-ancient-egypt-part-1/#!prettyPhoto/0/ พิพิธภัณฑ์รองเท้าบาจา http://www.batashoemuseum.ca/hours-and-admission/ 

ที่มา : http://www.bagindesign.com/sandals-history/

วันทหารผ่านศึก

ความเป็นมาของวันทหารผ่านศึก

สงครามเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งของมนุษยชาติ  ชนต่างเผ่าต่างพันธุ์แสดงหาอำนาจโดยทำการสู้รบเบียดเบียนกัน  ฝ่ายผู้รุกรานอ้างเหตุผลความจำเป็นต่าง ๆ นานา  ฝ่ายที่ต่อสู้ขัดขวางก็ทำไปตามสิทธิและความรับผิดชอบของตน  ประเทศไทยเป็นชาติหนึ่งที่มีประวัติการสู้รบอันยาวนาน  มิใช่เพื่อรุกราน  แต่เพื่อการปกป้องเอกราชอธิปไตยและดินแดนไว้ให้ลูกหลานสืบไป  บรรพบุรุษของไทยต้องสละชีวิต  เลือดเนื้อ  เพื่อรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้  ชาวไทยทุกคนต่างรำลึกในวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของวีรชนไทย  เมื่อถึงวาระอันสำคัญ  ลูกหลานไทยทุกคนพร้อมที่จะแสดงความคารวะเพื่อเป็นการรำลึกและเทิดเกียรติของท่าน

อดีต

จากอดีตมาจนปัจจุบัน  เมื่อเกิดศึกสงครามชายไทยต้องถูกส่งออกไปทำการรบ  เมื่อสำเร็จสิ้นสงครามก็กลับคืนสู่ภูมิลำเนาเดิม  ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่  2  ทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ในการรบถูกปลดปล่อยอย่างกระทันหัน  ทำให้เกิดความเดือดร้อนในการครองชีพ  โดยเฉพาะครอบครัวของผู้เสียชีวิตหรือทหารที่พิการทุพพลภาพ  ดังนั้นเพื่อหาทางช่วยเหลือทหารผ่านศึกเหล่านี้  รัฐบาลไทยในสมัยนั้น  ซึ่งมีพลเรือตรีถวัลย์  ธำรงนาวาสวัสดิ์  เป็นนายกรัฐมนตรี  จึงได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้พิจารณาดำเนินการช่วยเหลือ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการพิจารณาหาทางช่วยเหลือทหารกองหนุน” เมื่อวันที่  11  กันยายน  พ.ศ.2488  คณะกรรมการชุดนี้ได้ปฏิบัติงานโดยใช้สำนักงานและเจ้าหน้าที่ของกรมเสนาธิการทหาร (ปัจจุบันคือ  กองบัญชาการทหารสูงสุด)  และได้พิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนจากงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจำนวนหนึ่ง  เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ทหารผ่านศึกนอกประจำการเหล่านั้น  เนื่องจากปริมาณงานด้านการให้ความช่วยเหลือในการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกนอกประจำการมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น  การดำเนินงานโดยคณะกรรมการไม่รัดกุมและเหมาะสมกับเหตุการณ์  รัฐบาลจึงจัดตั้ง “องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก” ขึ้นเพื่อให้เป็นหน่วยงานถาวร  ทำหน้าที่ให้การสงเคราะห์แก่ทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึกโดยตรง  โดยได้มีการร่างพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่  3  กุมภาพันธ์  พ.ศ.2491  ซึ่งถือเป็นวันทหารผ่านศึกตลอดมา

ปัจจุบัน

ในปี  พ.ศ.2510  สภาทหารผ่านศึกสภากลาโหมและรัฐบาลได้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติเสียใหม่เพื่อเป็นการขยายการสงเคราะห์ให้รวมไปถึงทหาร  ตำรวจ  ข้าราชการพลเรือนและพลเรือน  ซึ่งได้กระทำหน้าที่ป้องกันหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร  ทั้งภายในและภายนอกประเทศตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดและรวมถึงทหารนอกประจำการที่มิได้ผ่านศึกด้วยกับทั้งยังได้รวมมูลนิธิช่วยทหารและครอบครัวทหารที่ไปช่วยสหประชาชาติทำการรบ  ณ  ประเทศเกาหลี  ให้เข้ามารวมเป็นหน่วยเดียวกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก  เพื่อให้การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน  พระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่  28  ธันวาคม  พ.ศ.2510  ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน

องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกได้ดำเนินการมาเป็นปีที่  55  ปัจจุบันมีทหารผ่านศึก  ครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารนอกประจำการที่ต้องให้การสงเคราะห์  รวมประมาณสามล้านกว่าคน

“ดอกป๊อปปี้” ในทางสากลแล้วถือว่าเป็นดอกไม้ที่สื่อความหมายถึง  ทหารผ่านศึกผู้พลีเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องมาตุภูมิอันเป็นที่รักและในประเทศไทยยังกำหนดให้เป็นสัญลักษณ์ของวันทหารผ่านศึก  3  กุมภาพันธ์  ของทุกปีอีกด้วย  ซึ่งในวันนี้ดอกป๊อปปี้สีแดงจะบานสะพรั่งไปทั่วแผ่นดิน

สำหรับประเทศไทยแล้ว  การจัดทำดอกป๊อปปี้เพื่อจำหน่ายในวันทหารผ่านศึกเกิดจากดำริของ ท่านผู้หญิงจงกล  กิตติขจร  ประธานสโมสรสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกหรือมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกในปัจจุบันที่ต้องการจะดำเนินการหาทุนมาช่วยเหลือทหารและครอบครัวทหารผ่านศึกที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันประเทศ  จึงได้เลือกเอาดอกป๊อปปี้สีแดง  ซึ่งมีประวัติเกี่ยวโยงถึงสมรภูมิฟลานเดอร์ส  สมรภูมิเบลเยี่ยมและเนเธอร์แลนด์ระหว่างสัมพันธมิตรและเยอรมัน  ในสงครามโลกครั้งที่  1  โดยสงครามในครั้งนั้น  ทหารพันธมิตรได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากสมรภูมินี้มากที่สุด  จอมพลเอิร์ล  ออฟ  เฮก  ผู้บัญชาการรบที่นั่นได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าพิศวงและน่าพิศมัยเกิดขึ้น  ณ  สมรภูมิดังกล่าวในบริเวณหลุมฝังศพทหาร

ที่มา : http://blog.eduzones.com/ezine/88124

ประวัติความเป็นมาของการโดดร่มแบบกระตุกเอง

การโดดร่มแบบกระตุกเองเริ่มจากในต่างประเทศ  คือ  เมื่อ  พ.ศ.2454  นักกายกรรมชาวอเมริกันชื่อ Grant Morton ได้แสดงความกล้าหาญต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากด้วยการอุ้มร่มผ้าไหมที่พับไว้อย่างเรียบร้อยแล้วกระโดดออกมาจาเครื่องบิน Wright Model B.  แล้วปล่อยให้ร่มกางออกรับลม  เขาลอยลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัยที่หาดเวนิส  แคลิฟอเนีย  ประเทศสหรัฐฯ  ซึ่งอาจถือได้ว่าบุคคลผู้นี้เป็นคนแรกที่กระโดดร่มประเภทนี้  แต่บุคคลแรกที่กระโดดร่มแบบกระตุกเองประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริงนั้น  ซึ่งได้มีการทดลองอย่างจริงจังเมื่อวันที่  28  เม.ย.  พ.ศ.2462  โดย Mr.Leslie Irvin ชาวอเมริกันที่สนามโดด Mc Cook เมือง Dayton รัฐ OHIO ประเทศสหรัฐฯ

11-22-2011 11-10-05 AM

LESLIE “SKY – HI” IRVIN ก่อนที่จะทำการโดดร่มแบบใช้สายกระตุกคงที่จากบอลลูน  ซึ่งแม่ของเขากำลังอวยพรให้ปลอดภัย

11-22-2011 11-13-14 AM

Irvin wearing a seat type parachute his company built
LES IRVIN แต่งร่มโดดชนิดนั่งบนเก้าอี้ของบริษัทที่เขาเป็นผู้ผลิตเอง

11-22-2011 11-15-19 AM

สนาม MC COOK เมือง DAYTON รัฐ OHIO ประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งถือว่าเป็น THE CRADLE OF AVIATION AND PARACHUTING หมายถึง  แหล่งกำเนิดของการบินและการโดดร่มเป็นแหล่งที่มีการพัฒนาคิดค้น  ทำให้เกิดความก้าวหน้าทั้งในเรื่องการบินและการโดดร่ม (ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว  พี่น้องตระกูลไรท์ได้คิดและเริ่มทำการบินได้เป็นครั้งแรกที่รัฐ NORTH CALORINA ประเทศสหรัฐฯ  แต่ไม่ได้เป็นแหล่งในการพัฒนาเหมือนสนาม MC COOK เมือง DAYTON รัฐ OHIO ประเทศสหัฐอเมริกา)

Irvin กระโดดจากเครื่องบินที่ความสูง  1,500  ฟุต  แล้วดึงร่มให้กางด้วยห่วงดึง  ทำให้ร่มกางทันทีโดยไม่มีการถ่วงเวลาแต่อย่างใด  ขณะลงพื้นข้อเท้าแตก  ถือได้ว่าการทดลองประสบความสำเร็จ  ส่วนการโดดร่มแบบกระตุกเองที่มีการถ่วงเวลาเป็นครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุการสละเครื่องบินของ ร.ท.ฮาร์โรลด์  อาร์  แฮริส (LT.Harold R.  Harris)  เมื่อวันที่  22  ต.ค.  พ.ศ.2465  ร.ท.ฮาร์โรลด์ฯ  ได้กระโดดสละเครื่องบินที่ความสูง  2,500  ฟุต  แต่เกิดปัญหายุ่งยากในการหาห่วงดึงร่มจนกระทั่งดิ่งลงมากระตุกห่วงดึงร่มให้ร่มกางได้ที่ระยะความสูง  500  ฟุต  ซึ่งร่มกางที่  200  ฟุต  ก่อนถึงพื้นดินเท่ากับเขาได้ถ่วงเวลาก่อนดึงร่มให้กางได้ถึงประมาณ  15  วินาที  โดยไม่ได้ตั้งใจ

11-22-2011 11-20-36 AM

LT.  HAROLD R.  HARRIS.  เป็นคนแรกที่สามารถช่วยชีวิตของตนเองด้วยการโดดร่มแบบกระตุกเองและสามารถเปิดร่มให้กางด้วยตนเอง  เนื่องจากสาเหตุการสละเครื่องบินและเกิดมีการถ่วงเวลาขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

เท่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นการกระโดดร่มแบบกระตุกเอง (Free Fall)  นั้นยังไม่มีท่าทางการโดดเป็นกิจจะลักษณะ  แล้วแต่จะตกลงมาท่าใดก็ได้  สำหรับท่าทางการทรงตัวระหว่างโดดดิ่งลงมาก่อนดึงร่มให้กางนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี  พ.ศ.2477  โดย Mr.Floyd Smith ชาวอเมริกันได้เขียนเรื่องลงในนิตยสารเกี่ยวกับแนวทางและวิธีการทรงตัวในอากาศขณะที่โดดถ่วงเวลาลงมาก่อนที่จะกระตุกร่มให้กาง  อันเป็นเทคนิคพื้นฐานที่สำคัญที่เป็นประโยชน์ในการกระโดดร่มแบบกระตุกเอง

11-22-2011 11-24-26 AM

FLOYD SMITH คือ  ผู้ค้นคว้า  ประดิษฐ์และพัฒนาร่มโดดแบบกระตุกเองและเป็นผู้คิดค้นทฤษฎี  ท่าทางการโดดร่มแบบกระตุกเองซึ่งเป็นพื้นฐานของปัจจุบัน  แต่ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร  มีการเผยแพร่ในเอกสารสิ่งตีพิมพ์

                ต่อมาในปี  พ.ศ.2490  นาย Leo Valentin ชาวฝรั่งเศสได้ค้นพบวิธีแก้ไขท่าทางการทรงตัวในอากาศได้อย่างสมบูรณ์อันเป็นประโยชน์ในการโดดร่มแบบกระตุกเองมาจนทุกวันนี้อีกทั้งชาวฝรั่งเศสก็ได้นำการกระโดดร่มแบบกระตุกเองมาเป็นการกีฬา  ซึ่งในปี  พ.ศ.2492  ได้ก่อตั้งสมาคมโดดร่มขึ้นถึง  10  สมาคมทั่วประเทศ

11-22-2011 11-26-29 AM

VALENTIN ชาวฝรั่งเศส  ซึ่งเป็นผู้ที่เอาจริงเอาจังกับการทดลองในการโดดร่มแบบต่าง ๆ และการใช้ปีก (WINGS)  ประกอบในการโดดเป็นผู้คิดค้นท่าทางการโดดได้โดยสมบูรณ์ขณะล่องลอยอยู่ในอากาศก่อนเปิดร่มให้กางในวาระสุดท้ายก็เสียชีวิตจากการทดลองโดดร่มด้วยการใช้ปีก (WINGS)นั่นเอง (ในรูปอธิบายว่าหลังจากความสำเร็จในการทดลองโดดร่มด้วยปีกที่เมือง ORLY ประเทศฝรั่งเศส VALENTIN ผู้เอาจริงเอาจังกำลังวางแผนในการพัฒนาปรับปรุงปีกเพื่อทำการโดดในครั้งต่อไป)

11-22-2011 11-28-38 AM

VALENTIN แต่งเครื่องร่มพร้อมประกอบปีกขณะเตรียมตัวทำการโดดออกจากเครื่องบิน ซึ่งเป็นเรื่องสุดโปรดปรานของเขาเอง

11-22-2011 11-30-57 AM

ท่าทาง การทรงตัวในอากาศของ VALENTIN (VALENTIN POSITION)  เป็นทฤษฎีของการควบคุมตัวเองในอากาศขณะร่วงหล่นก่อนเปิดร่มให้กาง  ซึ่งเขาเป็นผู้คิดค้นได้โดยสมบูรณ์และเป็นพื้นฐานอันสำคัญในเรื่องท่าทางการโดดมาจนปัจจุบัน

เทคนิคและวิธีการต่าง ๆ ของการโดดร่มประเภทนี้ได้นำเข้าสู่สหรัฐฯ  อีกในปี  พ.ศ.2498  โดย Mr.Jacques A Istel ชาวอเมริกัน  เชื้อสายฝรั่งเศส (เนื่องจากเป็นชาวฝรั่งเศสที่ได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่อเมริกาและได้สัญชาติเป็นอเมริกันเมื่อปี  พ.ศ.2494)  ซึ่งภายหลังที่เขามีประสบการณ์ได้สังเกตการณ์และได้พบเห็นความวิเศษสุดของการโดดร่มในฝรั่งเศสมาแล้ว  เขาได้ติดต่อและฝึกให้กับทีมกีฬาโดดร่มทีมแรกของสหรัฐฯ  ในการเข้าร่วมแข่งขันนานาชาติ  อีกทั้งเขายังได้รับเชิญจากกองทัพบกสหรัฐฯ  ให้เป็นกรรมการคัดเลือกและฝึกสอนให้ทหารพลร่มหน่วยรบพิเศษที่  77  ฟอร์ทแบรก  รัฐนอร์ทคาโรไรน่า  ประเทศสหรัฐฯ  ถึงเทคนิคในการโดดร่มแบบกระตุกเองในปี  พ.ศ.2500  อีกด้วย

11-22-2011 11-37-20 AM

JACQUES ANDRE ISTEL คือ  ผู้ที่ชาวอเมริกันถือว่าเป็นบิดาของการกีฬาโดดร่ม  ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายฝรั่งเศสและเป็นผู้ที่นำเอาความรู้ความเจริญในเรื่องการโดดร่มเข้ามาสู่สหรัฐฯ  เป็นผู้สร้างทีมโดดร่มทีมแรกให้กับสหรัฐฯ  เพื่อไปแข่งกับนานาชาติได้

11-22-2011 11-39-28 AM

JACQUES A ISTEL และสมาชิกทีมโดดร่มของสหรัฐฯ  กำลังโดดร่มโชว์ที่สนามหน้าเมือง BOSTON รัฐ MASSACHUSETTS ในงานโชว์ของรัฐบาลและสภานิติบัญญัติเพื่อหาเงินสมทบช่วยให้ทีมโดดร่มไปแข่ง ขันชิงแชมป์เปี้ยนโลกปี  1962

ความเป็นมาของการโดดร่มแบบกระตุกเองในประเทศไทย

จากหลักฐานที่มีบันทึกไว้โดยพล.ต.ต.นพ.นคร  ศรีวณิช  ซึ่งเป็นพลร่มยุคแรกที่ค่ายเอราวัณว่าในช่วงเดือน  ก.ค.  พ.ศ.2494  ซึ่งในขณะนั้นมีการฝึกโดดร่มรุ่นแรกในเมืองไทย  ครูอเมริกันเชื่อว่าผู้ที่จะกระโดดต้องกลัว  จึงจัดกระโดดให้ชมเสียก่อน  เพื่อแสดงว่าการกระโดดร่มเป็นของง่าย ๆ ไม่มีอันตรายอะไรเลยหลังจากนั้นจึงบังคับให้ตำรวจไทยกระโดด  ผู้กระโดดให้ชมมี  2  คน  คนแรกพ.ท.รอกเกอร์ (น่าจะเป็นคนเดียวกับ Mr.Rheu Rocker)  นายทหารประจำหน่วยจัสแม็กที่ติดปีกพลร่มโลหะสีเงินมีดาวและช่อชัยพฤกษ์ประดับอกแสดงว่าเป็นนักกระโดดร่มชั้นหนึ่ง  ทราบภายหลังว่าเขากระโดดมาแล้วกว่า  200   ครั้ง  วันนั้นใช้ร่ม B – 12  กระโดดแบบ Free Fall จากความสูงประมาณ  4,000  ฟุต  ออกจากเครื่องบินร่มไม่กางทันทีลอยละลิ่ว ๆ ลงมาระยะหนึ่งแล้วจึงกางลงถึงพื้นเรียบร้อย  ผู้กระโดดอีกคนหนึ่ง  คือ  พ.อ.Pete Joost เป็นการโดดแบบใช้สายดึงประจำที่ด้วยร่มแบบ T – 7A

จากหลักฐานดังกล่าวข้างต้นนั้นตรงกับข้อมูลซึ่งได้สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนั้น  เล่าตรงกันว่า Rocker ได้โดดแบบ Free Fall ให้นักเรียนพลร่มรุ่นแรกชมด้วย  จึงถือว่าการโดดของ Rocker ครูฝึกชาวอเมริกันผู้นี้เป็นการโดดร่มแบบกระตุกเองครั้งแรกในประเทศไทย

ต่อมาเมื่อปี  พ.ศ.2504  กองทัพอากาศไทยได้จัดแสดงแสนยานุภาพที่สนามบินดอนเมือง  ซึ่งนอกจากจะแสดงการบินชนิดต่าง ๆ แล้ว  มีสิ่งแปลกและยังใหม่ต่อสายตาชาวไทย  คือ  ชาวฝรั่งเศส  3  นาย  ทำการโดดร่มแบบกระตุกเองจากเครื่องบิน C – 47  ลงมาพร้อมกันจากความสูง  9,000  ฟุต  ถ่วงเวลา  40  วินาที  ก่อนดึงร่มให้กาง  ใช้พลุควันสีแดง  ขาว  น้ำเงิน  ประกอบดิ่งลงมาเป็นสัญลักษณ์ของธงชาติฝรั่งเศส  ซึ่งตรงกับสีสัญลักษณ์ของธงชาติไทยพอดี  ยังความประทับใจให้กับผู้ชมเป็นจำนวนมาก

ต่อมาเริ่มแรก  ณ  วันที่  23  ตุลาคม  2504  ซึ่งเป็นวันดี “วันปิยมหาราช” ร้อยพธ.สกอ.พธ.ทบ. เปิดการฝึกการกระโดดร่มแบบกระตุกเองหรือที่เรียกทั่ว ๆ ไปว่า “ดิ่งพสุธา” ขึ้นเป็นครั้งแรกในกองทัพบก  โดยมีพันตรีอีเกิล (Maj.  Egle)  ที่ปรึกษาสหรัฐประจำ  ร้อยพธ.สกอ.เป็นผู้ดำเนินการและเป็นครูฝึกได้มีการคัดเลือกข้าราชการในร้อยพธ.สกอ.ที่มีความสมัครใจจำนวน  4  นาย  เป็นผู้เข้ารับการฝึก  คือ

  1. จ.ส.อ.พิศิษฐ์  จันทภูมิ (ยศขณะนั้น)
  2. จ.ส.อ.ยงยุทธ  ขจรวิทย์ (ยศขณะนั้น)
  3. ส.อ.ธวัชชัย  ภักดิ์ศรีวงศ์ (ยศขณะนั้น)
  4. ส.อ.ประสาท  ปะละฤทธิ์ (ยศขณะนั้น)

11-22-2011 11-43-06 AM

จ.ส.อ.พิศิษฐ์ จันทภูมิ (ยศขณะนั้น)  คือ  คนที่  5  จากซ้ายของแถวยืน

11-22-2011 11-45-29 AM

จ.ส.อ.ยงยุทธ  ขจรวิทย์ (ยศในขณะนั้น)  ยืนคนที่  3  จากซ้าย

11-22-2011 11-46-46 AM

จ.ส.อ.ยงยุทธ  ขจรวิทย์ (ยศในขณะนั้น)

โดยในการฝึกได้ใช้ร่มบี.12  ดัดแปลงและโดดจากเครื่องบิน L – 20  ทำการฝึกสอนเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์  ใช้เวลาในการฝึกประมาณ  3  เดือนเศษ  จากการฝึกโดดร่มดังกล่าวในครั้งเริ่มแรก  สรุป ได้ว่าครูฝึกให้ผ่าน  หมายความว่าเมื่อตัดสายแล้วสามารถถ่วงเวลา  10  วินาที  ได้เป็นที่น่าพอใจของครู  จัดว่าเป็นผู้สามารถโดดร่มแบบกระตุกเองหรือ “ดิ่งพสุธา” ได้  2  รายแรก  คือ

  1. จ.ส.อ.พิศิษฐ์  จันทภูมิ  ซึ่งเป็นผู้ที่สามารถโดดร่มกระตุกเองได้เป็นคนแรก
  2. จ.ส.อ.ยงยุทธ  ขจรวิทย์

ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นปัญหาว่าใครหรือผู้ใดเป็นผู้โดดร่มแบบกระตุกเอง  ดิ่งพสุธาหรือเหินเวหาเป็นครั้งแรกในกองทัพบกและประเทศไทย  หลังจากนั้นไม่นานประมาณต้นปี  พ.ศ.2505  กองพันทหารพลร่ม (ชื่อหน่วยในขณะนั้น)  ซึ่งตั้งอยู่  ณ  บ้านป่าหวาย  ก็เปิดการฝึกขึ้นบ้างโดยมีพันตรี  อาดัมส์ (Maj.  Adams)  ที่ปรึกษาสหรัฐฯประจำกองพันทหารพลร่มเป็นผู้ดำเนินการและเป็นครูฝึก  ซึ่งได้คัดเลือกข้าราชการในกองพันทหารพลร่มที่สมัครใจเข้ารับการฝึกจำนวน  3  นาย  คือ

  1. ร.ท.เทียฬชัย  พันธ์ชูจิต (ยศขณะนั้น)
  2. จ.ส.ต.พรหม  อนุสรรัมย์ (ยศขณะนั้น)  และ
  3. ส.อ.สัมพันธ์  พงษ์พานิช (ยศขณะนั้น)

11-23-2011 9-22-21 AM

.ส.ต.พรหม  อนุสรรัมย์ (ยศขณะนั้น)  ยืนคนที่  2  จากซ้าย  ส่วนคนยืนเห็นครึ่งตัว  คือ  สอ.สัมพันธ์  พงษ์พานิช (ยศขณะนั้น)

11-23-2011 9-25-05 AM

ส.อ.สัมพันธ์  พงษ์พานิชย์ (ยศขณนั้น)

สรุปการฝึกใช้ร่มและเครื่องบินในการฝึกเช่นเดียวกับร้อยพธ.สกอ.  ใช้ระยะเวลาในการฝึกประมาณ  3  เดือนเศษ  นักโดดร่มทั้งสามนายทดสอบผ่านตามขั้นตอนทุกประการสามารถโดดร่มแบบกระตุกเองหรือดิ่งพสุธาได้  แต่ยังจะต้องหาประสบการณ์ในการโดดอีกต่อไป  ในปีเดียวกันนั้น (ประมาณกลางปี  พ.ศ.2505)  ร้อยพธ.สกอ.ก็ได้รับอนุมัติให้เปิดการฝึกต่อไปอีก  โดยให้จ.ส.อ.ยงยุทธ  ขจรวิทย์ (ยศขณะนั้น)  ซึ่งผ่านการทดสอบสามารถโดดร่มแบบกระตุกเองได้และมีประสบการณ์พอสมควรเป็นครูฝึก (ที่ปรึกษาฯ  ที่เคยเป็นครูฝึกมาก่อนเดินทางกลับสหรัฐอเมริกาแล้ว)  และให้ผู้เข้ารับการฝึกครั้งแรกที่ยังทดสอบไม่ผ่านรวม  2  ราย  คือ  ส.อ.ธวัชชัยฯ  กับส.อ.ประสาทฯ  นั้นเป็นผู้รับการฝึกต่อ  รวมเข้ากับผู้ฝึกใหม่อีก  2  นาย  จึงเป็นผู้เข้ารับการฝึกจากร้อยพธ.สกอ.ในการฝึกครั้งนี้จำนวน  4  นาย  ดังนี้คือ

  1. ส.อ.ธวัชชัย  ภักดิ์ศรีวงศ์ (ยศขณะนั้น)
  2. ส.อ.ประสาท  ปะละฤทธิ์ (ยศขณะนั้น)
  3. ส.อ.เสาวกุล  ชูศิริ (ยศขณะนั้น)
  4. ส.อ.ถวิล  วุฒิวงศ์ชัย (ยศขณะนั้น)

ในการเปิดการฝึกต่อของร้อยพธ.สกอ.  ซึ่งนับเป็นการฝึกครั้งที่  2  โดยครูฝึกชาวไทย  คือ  จ.ส.อ.ยงยุทธ  ขจรวิทย์  เป็นครั้งแรกและเป็นคนแรกนั้น  ทางกองพันทหารพลร่มที่ป่าหวาย ได้อนุมัติและส่งกำลังพลของหน่วยเข้ารับการฝึกร่วมด้วยอีก  4  นาย  คือ

  1. ร.อ.สุวิช  สุวรรณปรีชา (ยศขณะนั้น)  เป็นหัวหน้า
  2. ร.อ.ประดิษฐ์  สมเพราะ (ยศขณะนั้น)
  3. ส.อ.สมาน  พึ่งปัญญา (ยศขณะนั้น)  และ
  4. ส.อ.สมทรง  แปลงเงิน (ยศขณะนั้น)

11-23-2011 9-28-38 AM

ร.อ.สุวิช  สุวรรณปรีชา  ครูใหญ่ของนักโดดร่มดิ่งพสุธาของกองรบพิเศษ (พลร่ม)  และของนักโดดร่มดิ่งพสุธาจากกองทัพอากาศในยุคเริ่มแรก

จึงมียอดผู้เข้ารับการฝึก (นักเรียน)  ทั้ง  2  หน่วย  คือ  ร้อยพธ.สกอ.และกองพันทหารพลร่มเข้าร่วมในการฝึกครั้งที่  2  ของร้อยพธ.สกอ.  ในครั้งนี้จำนวนรวม  8  นาย  ทำการฝึกเฉพาะวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์  เท่านั้น  โดยใช้ร่มบี.12  ดัดแปลงฝึกโดดจากเครื่องบิน L – 20  โดยมีเฮลิคอร์ปเตอร์สนับสนุนในบางโอกาสใช้สนามโดดบริเวณสนามบินโคกกระเทียมลพบุรีและบริเวณสนามบินบ้านแพะ  สระบุรี  ใช้เวลาในการฝึกประมาณ  5  เดือนเศษ  อนึ่งในการฝึกครั้งนี้ได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากนายทหารอเมริกันที่เชี่ยวชาญการโดดร่มแบบกระตุกเอง  ชื่อร.ท.จอห์น  อาร์  มินูโทลี่  เกี่ยวกับกฎนิรภัยของการโดดร่มแบบกระตุกเอง  วิธีดัดแปลงร่ม  การพับร่ม  วิธีประกอบสายดึงร่ม  ฯลฯ  เหล่านี้เป็นต้น  อันนับได้ว่าเป็นสิ่งที่ดี  เป็นวิทยาทานในการฝึกเป็นอย่างมาก  เป็นความรู้ที่มีคุณค่าของนักโดดร่ม  ผลการฝึกของร้อยพธ.สกอ.ที่มีครูฝึกเป็นคนไทย  คือ  จ.ส.อ.ยงยุทธ  ขจรวิทย์  เป็นคนแรกนั้น  กล่าวได้ว่าผู้เข้ารับการฝึกทุกนาย  มีความอดทน  สนใจและตั้งใจจริง  ต้องเข้ารับการฝึกตามขั้นตอนทุกขั้นตอนจนสามารถผ่านการทดสอบตามที่กำหนดทุกประการ  ทั้งผ่านประสบการณ์  จากการโดดจากความสูง  8,000  ฟุต  ถ่วงเวลา  30  วินาที  ทั้ง  8  นายด้วย  จึงสรุปได้ว่าการฝึกได้ผล  นักโดดร่มทั้ง  8  นายนี้ได้เป็นผู้บุกเบิกการฝึกต่อไปสำหรับร้อยพธ.สกอ.และกองพันทหารพลร่ม  ครั้นถึงต้นปี  พ.ศ.2506  กองรบพิเศษ (พลร่ม)  จึงเริ่มเปิดทำการฝึกให้กับกำลังพลภายในหน่วยต่อไป  โดยมีร.อ.สุวิช  สุวรรณปรีชา  เป็นหัวหน้าครูฝึก  โดยมีผู้ที่สามารถโดดร่มแบบกระตุกเองได้แล้วในส่วนของพันพร.เป็นผู้ช่วย..

11-23-2011 9-32-45 AM

รูปรวมหมู่ระดับครูและผู้ก่อกำเนิดการโดดร่มดิ่งพสุธาของกองทัพบกทั้งจากกองรบพิเศษ (พลร่ม)  และ ร้อยพธ.สกอ.  ช่วงปี  พ.ศ.2505 – 2507

สำหรับในส่วนของกองทัพอากาศนั้น  กล่าวคือ  ประมาณปลายปี  2506  ถึงต้นปี  2507  จ.ท.สมาน  อุบลบานและจ.ท.โชค  พุ่มอยู่  สังกัดกองทัพอากาศได้มาทำการฝึกโดดร่มแบบกระตุกเองกับชมรมนักเหินเวหา  กองรบพิเศษ (พลร่ม)  ด้วยจนสามารถทำการโดดร่มแบบกระตุกเองได้  ในเวลาต่อมาจ.ท.สมาน  อุบลบาน (ยศในขณะนั้น)  ซึ่งถือว่าเป็นคนแรกของกองทัพอากาศก็ได้เป็นผู้ดำเนินการฝึกกำลังพลในส่วนของกองทัพอากาศ (เป็นครูใหญ่ของการโดดร่มแบบกระตุกเองของทอ.)  ต่อมาจนกระทั่งเกิดนักโดดร่มในส่วนของทอ.ที่มีความสามารถเป็นจำนวนมากทั้งด้านกีฬาและทางทหารในปัจจุบันนี้

11-23-2011 9-37-43 AM

รูป  น.อ.สมาน  อุบลบาน (คนซ้าย)  ซึ่งเป็นครูใหญ่ของนักโดดกองทัพอากาศ

ในส่วนของกองทัพเรือนั้น  กล่าวคือ  ในปี  พ.ศ.2514  ทางกองทัพเรือโดยจ.อ.สมเกียรติ  บุญวงษ์ (ยศในขณะนั้น)  ได้มีโอกาสมาฝึกโดดร่มแบบกระตุกเองเป็นคนแรกกับทางกองทัพอากาศ  ซึ่งมีครูสมาน  อุบลบาน  เป็นครูผู้ฝึกสอนจนสามารถโดดร่มแบบกระตุกเองได้  ซึ่งต่อมาจ.อ.ทวี  เอี่ยวพานนิช (ยศในขณะนั้น)  กับร.อ.อุดมพร  สมพงษ์  รน. (ยศในขณะนั้น)  ก็ได้มีโอกาสมาฝึกกับครูสมาน  อุบลบาน  เช่นเดียวกันจนกระทั่งทุกนายสามารถทำการโดดร่มแบบกระตุกเองได้และนักโดดร่มของกองทัพเรือชุดดังกล่าวก็คือ   ครูฝึกโดดร่มแบบกระตุกเองชุดแรกของกองทัพเรือที่ได้ทำการฝึกกำลังพลในส่วนของกองทัพเรือให้สามารถโดดร่มแบบกระตุกเองได้และพัฒนาขีดความสามารถทั้งด้านกีฬาและการโดดในทางทหารจนกระทั่งปัจจุบันนี้

11-23-2011 9-46-37 AM

จอ.สมเกียรติ  บุญวงษ์  ครูโดดร่มแบบกระตุกเองคนแรกของกองทัพเรือ  เมื่อครั้งเป็นแชมป์เปี้ยนการโดดร่มแห่งประเทศไทยประเภทบุคคลประเภทแม่นยำเมื่อปี  พ.ศ.2521  ซึ่งเป็นการใช้ร่มเหลี่ยมในการแข่งขันเป็นครั้งแรก

11-23-2011 9-41-50 AM

มาดหล่อของครูสมเกียรติ  บุญวงษ์  ครูของนักโดดกองทัพเรือ

สำหรับในส่วนของกรมตำรวจนั้น  การเริ่มต้นในเรื่องของการโดดร่มแบบกระตุกเองนั้นมิได้ก่อกำเนิดในประเทศไทยแต่อย่างใด  กล่าวคือ  เมื่อปี  พ.ศ.2503ขณะนั้นในประเทศลาวมีการปฏิวัติโดยนายพลกองแล  ทางค่ายนเรศวร  หัวหิน  ได้ส่งตำรวจพลร่มไปปฏิบัติหน้าที่ยังประเทศลาว  เพื่อทำการฝึกทหารลาวให้สามารถทำการรบและโดดร่มได้  ซึ่งมีกำลังพลจากค่ายนเรศวร  หัวหิน  ไปปฏิบัติงานอยู่ที่ประเทศลาว  2  ชุด  ชุดแรกมีส.ต.อ.ธงชัย  ลิ้มสุขล้ำ  เป็นหัวหน้าและ ส.ต.ท.ถวิล  หมื่นรักษ์, ส.ต.ต.สำรวย  ทิวงษาและส.ต.ต.อุดม  มีใย  ได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอยู่ที่ค่ายโพนเค็ง  เมืองเวียงจันทร์และขณะเดียวกันตำรวจพลร่มอีกชุดหนึ่งมีร.ต.ท.สุรยุทธ  ปัทมดิลก  เป็นหัวหน้าและส.ต.อ.วรพงษ์  วงษ์รัตน์, ส.ต.อ.สมพงษ์  คำสด, ส.ต.อ.เชื้อชาย  ณ  นครและส.ต.อ.ชลอ  เสงี่ยมพันธุ์  ซึ่งเป็นทีมส่งกำลังทางอากาศหรือชุดทิ้งของทางอากาศให้กับชุดปฏิบัติการต่าง ๆ ในประเทศลาวก็ปฏิบัติงานอยู่ที่สนามบินวัดไต  เมืองเวียงจันทร์  ประเทศลาว  เช่นเดียวกัน  ซึ่งในต้นปี  พ.ศ.2505  กำลังพลของตำรวจพลร่มค่ายนเรศวรทั้ง  2  ชุด  ดังกล่าวได้มีโอกาสฝึกโดดร่มแบบกระตุกเองกับครูฝึกที่เป็นทหารอเมริกัน  คนเดียวกันคือ  ส.อ.รอดเจอร์  ซี  เฮล (Sgt.  Rodger C.  Hale)  ที่ปฏิบัติงานอยู่  ณ  ประเทศลาวในขณะนั้นและสามารถทำการฝึกสำเร็จทุกคน  มีการโดดถ่วงเวลาและเปิดร่มได้ด้วยตนเองเป็นครั้งแรกของตำรวจไทยในวันที่  6  สิงหาคม  2505  โดยชุดที่มีส.ต.อ.ธงชัยฯ  เป็นหน.ชุดทำการฝึกก่อนที่ค่ายโพนเค็ง  มีผู้ตัดสายหรือสามารถโดดร่มแบบกระตุกเองได้เป็นคนแรก  คือ  ส.ต.ท.ถวิล  หมื่นรักษ์  คนที่  2  คือ  ส.ต.ต.อุดม  มีใย  คนที่  3  คือ  ส.ต.ต.สำรวย  ทิวงษา  ส่วนคนสุดท้าย คือ  ส.ต.อ.ธงชัย  ลิ้มสุขล้ำ

11-23-2011 9-56-59 AM

SGT.RODGER C HALE ครูฝึกโดดร่มกระตุกเอง  คนแรกของตำรวจพลร่ม  ณ  ค่ายโพนเค็ง  เมืองเวียงจันทร์  ประเทศลาว  เมื่อต้นปี  2505

ส.ต.อ.ธงชัย  ลิ้มสุขล้ำ  หัวหน้าชุดครูฝึก  ตำรวจพลร่ม  จากค่ายนเรศวร  ซึ่งเป็น  1  ใน  4  คนแรกที่ทำการฝึกโดดร่มแบบกระตุกเองกับ SGT.RODGER C HALE ณ  ค่ายโพนเค็งฯ

11-23-2011 10-57-05 AM

ตำรวจพลร่มที่เป็นชุดครูฝึกให้ทหารลาวทำการรบและโดดร่มได้  ซึ่งเป็น  3  ใน  4  คนแรกของตำรวจพลร่มจากค่ายนเรศวรที่ทำการฝึกโดดร่มแบบกระตุกเองกับ SGT.RODGER C HALE ณ  ค่ายโพนเค็งฯ

11-23-2011 10-02-58 AM

จากซ้ายไปขวา  คือ  ที่   2  จากซ้าย  ส.ต.ต.อุดม  มีใย  ที่  3  จากซ้าย  ส.ต.ต.สำรวย  ทิวงษา  ที่  4  จากซ้าย  ส.ต.ท.ถวิล  หมื่นรักษ์

และในเวลาไล่เลี่ยกันต่อมา  ชุดที่มีร.ต.ท.สุรยุทธฯ  เป็นหน.ก็ได้ทำการฝึกกับครูฝึกคนเดียวกัน (Sgt.  Rodger C.  Hale)  ที่สนามบินวัดไต  จนกระทั่งสามารถทำการโดดร่มแบบกระตุกเองได้เป็นอย่างดีและตำรวจพลร่มทั้งสองชุดนี้ก็ทำการโดดหาประสบการณ์อยู่ที่ประเทศลาวเป็นส่วนใหญ่ในขณะนั้น  แต่ก็มีโอกาสมาโดดที่ประเทศไทยบ้างเป็นการโชว์เป็นครั้งคราว  โดยมิได้ทำการฝึกต่อให้กับตำรวจชุดอื่น ๆ แต่อย่างใด  จนกระทั่งมาถึงปี  พ.ศ.2507  นักโดดร่มดังกล่าวจึงมาเริ่มทำการฝึกให้แก่ตำรวจพลร่มชุดต่อมาที่ค่ายเสนีย์  รณยุทธ  จังหวัดอุดรธานี  จนสามารถผลิตนักโดดร่มในส่วนของตำรวจเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่งและต่อมาในปี  พ.ศ.2509  ชุดครูฝึกชุดเดิมและชุดที่ทำการฝึกสำเร็จที่จังหวัดอุดรธานี  จึงได้เริ่มมาทำการฝึกตำรวจพลร่มชุดหลัง ๆ ณ  ค่ายนเรศวร  หัวหิน  ตั้งแต่นั้นมาการฝึกกันต่อ ๆ มาของค่ายนเรศวรจึงได้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันจนมีกำลังพลของตำรวจพลร่มที่สามารถโดดร่มแบบกระตุกเองได้รุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างมากมาย  อนึ่งในการฝึกในครั้งนั้นยังไม่มีระบบการฝึกที่เป็นมาตรฐานและเป็นทางการแต่อย่างใด  แต่เป็นการฝึกแบบใช้ประสบการณ์ของครูฝึกสอนกันต่อ ๆ มาตามสภาพ  ใครจะฝึกก็ฝึกได้ไม่มีการบังคับ  ผู้ที่สนใจและตั้งใจรักการโดดร่มแบบกระตุกเองจริง ๆ ก็จะไขว่คว้าหาทั้งร่มที่ใช้ฝึกโดดและอุปกรณ์การโดดร่ม  รวมทั้งประสบการณ์เป็นการส่วนตัวกับครูฝึกแต่ละคนไป จนกระทั่ง ปี ๒๕๒๒ จึงมีการเปิดการฝึกขึ้นอย่างเป็นทางการตามอนุมัติของกรมตำรวจ  โดยมีรูปแบบการฝึก  มีการแถลงหลักสูตรและมีเนื้อหาภาคทฤษฎี  ภาคปฏิบัติ  ทั้งภาคพื้นดินและภาคอากาศอย่างเป็นมาตรฐานจนถึงปัจจุบัน

สำหรับทางด้านการโดดร่มแบบกระตุกเองของพลเรือนในประเทศไทยแล้ว  ยังไม่สามารถดำเนินการได้เท่าที่ควร  เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศและปัญหาทางด้านการบิน  คือ  รัฐบาลยังไม่เปิดโอกาสให้พลเรือนได้มีการบินได้อย่างอิสระมากนัก  ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อปี  พ.ศ.2521  ได้มีการจดทะเบียนตั้งสมาคมโดดร่มพลเรือนแห่งประเทศไทยขึ้นมาก่อนแล้วอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง  โดยมีนายสมชาย  พลเวียง  เป็นประธานสมาคม, นายประวิทย์  คชเสนีย์  เป็นอุปนายกและนายกุณฑล  บุญประกอบ  เป็นเลขาฯ  ซึ่งการโดดร่มของสมาคมพลเรือนนี้  นายสมชายฯ  ทำการฝึกที่ลพบุรี  โดยมีครูฝึกจากกองทัพบกเป็นผู้ฝึกเช่นเดียวกันกับนายประวิทย์  คชเสนีย์  ก็ทำการฝึกกับครูฝึกกองทัพบก  ซึ่งจะฝึกในช่วงที่มีการโดดร่มมิตรภาพ  แต่สำหรับนายกุณฑล  บุญประกอบ  ได้ไปทำการฝึกโดดร่มแบบกระตุกเองมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา  สำหรับนักโดดร่มแบบกระตุกเองของพลเรือนในปัจจุบันก็มีจำนวนไม่มากนัก  จึงจะไม่ขอกล่าวถึงเพราะไม่ทราบว่ายังคงโดดกันอยู่หรือไม่  จึงขอกล่าวถึงภายในขอบเขตของยุคเริ่มแรกเท่านั้น  แต่รายละเอียดว่าเริ่มฝึกเมื่อปี  พ.ศ.ใดหรือฝึกกับผู้ใดในรายละเอียดก็จะไม่กล่าวถึงเช่นกัน  เพราะถึงอย่างไรก็ตามนักโดดของพลเรือนก็คงจะไม่ฝึกโดดก่อนครูฝึกจากกองทัพบกหรือตำรวจแน่นอน (ยกเว้นกรณีการโดดร่มของเสรีไทยในสมัยช่วงสงครามโลกครั้งที่  2  กำลังจะสิ้นสุดที่หลักฐานทางข้อมูลค่อนข้างจะสับสนและไม่แน่ชัด)

แต่เท่าที่ทราบและผู้เขียน (พ.ต.อ.ไวทยวัฒน์  บุญชูวิทย์)  ได้เห็นมากับตาตัวเองคือ  เมื่อประมาณปี  พ.ศ.2511 – พ.ศ.2512  ได้มีศิลปินนักร้องผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง  คือ  คุณทะนงศักดิ์  ภักดีเทวา  ที่ทำการฝึกโดดร่มทั้งแบบสายกระตุกคงที่และแบบกระตุกเองกับทางครูของทหารอากาศและครูทหารบก (ยุคการโดดร่มมิตรภาพ)  จนสามารถโดดได้  ได้ทำการโดดโชว์แบบกระตุกเองที่สนามกีฬาโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย  จังหวัดลพบุรี (ผู้เขียนกำลังเป็นนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนดังกล่าว)  ซึ่งผู้เขียนได้สอบถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโดดร่มของคุณทนงศักดิ์ฯ  ทราบว่าคุณทนงศักดิ์ฯ  ทำการฝึกโดดตั้งแต่ปี  พ.ศ.2511 – พ.ศ.2512  ตามที่กล่าวแล้ว

ปัจจุบันการโดดร่มแบบกระตุกเองนี้พัฒนาขึ้นมากไม่ว่าจะเป็นร่มโดดหรืออุปกรณ์การโดด  ขีดความสามารถ  รวมถึงนักโดดทั้งสี่เหล่าทัพและพลเรือนก็สามารถกระโดดได้เป็นอย่างดีมีมาตรฐานในการโดดใกล้เคียงกับสากลทั่วไปในต่างประเทศ

11-23-2011 10-13-00 AM

จากซ้ายไปขวา

  1. พ.ต.อ.ไวทยวัฒน์  บุญชูวิทย์ (ผู้เขียนและรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงเรื่องประวัติความเป็นมาของการโดดร่มแบบกระตุกเองในประเทศไทยและของสากล)
  2. น.อ.สมาน  อุบลบาน (ครูใหญ่กองทัพอากาศ)
  3. พล.อ.ต.พีระยุทธ  แก้วไสย (ผู้บริหารของสมาคมกีฬาโดดร่มแห่งประเทศไทยและกองทัพอากาศ  ครั้งเมื่อพบกันในงานสังสรรค์  วันไหว้ครูของนักโดดกองทัพอากาศ  พ.ศ.2553)

11-23-2011 10-20-20 AM

นักโดดร่มเกาะหมู่  ทีมกองทัพไทยและตำรวจปี  2553  ณ  สนามโดดร่ม  ตุงคะเตชะ  ค่ายนเรศวร  อ.ชะอำ  จ.เพชรบุรี

 เท่าที่กล่าวมานี้ก็คือประวัติความเป็นมาโดยสังเขปเรื่องการโดดร่มแบบกระตุกเองทั้งของสากลและของประเทศไทย  เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการฝึกและศึกษาของนักเรียนโดดร่มแบบกระตุกเอง  รวมทั้งเป็นการรวบรวมไว้เป็นข้อมูล  ข้อเท็จจริงเพื่อให้คนรุ่นหลังเข้าใจประวัติความเป็นมาของการโดดร่มแบบ กระตุกเองอย่างถูกต้องต่อไป

ที่มา : http://www.bpp.go.th/bpp_paru/2013-08-02-04-29-39/140-2011-11-22-04-11-38.html