Tag Archive | การทอผ้า

วิวัฒนาการของการทอผ้าในประเทศไทยและเครื่องมือโบราณ

วิวัฒนาการของการทอผ้าในประเทศไทยและเครื่องมือโบราณ “ไนกับระวิง”

แม้ว่าเราจะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมาใช้อธิบายเรื่องจุดกำเนิดของการทอผ้าในประเทศไทยก็ตาม  แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่าการทอผ้าเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ในสมัยโบราณที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้รู้จักทำขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ  เช่น  ที่เขาปลาร้า  จังหวัดอุทัยธานี  อายุประมาณ  2,500  ปีมาแล้ว  มีรูปมนุษย์โบราณกับสัตว์เลี้ยง  เช่น  ควายและสุนัข  แสดงว่ามนุษย์ยุคนั้นรู้จักเลี้ยงสัตว์แล้ว  ลักษณะการแต่งกายของมนุษย์ยุคนั้นดูคล้ายกับจะเปลือยท่อนบน  ส่วนท่อนล่างสันนิษฐานว่าจะใช้หนังสัตว์หรือผ้าหยาบ ๆ ร้อยเชือกผูกไว้รอบ ๆ สะโพก  บนศีรษะประดับด้วยขนนก

จากภาชนะเครื่องปั้นดินเผาโบราณที่พบบริเวณถ้ำผี  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  อายุประมาณ  7,000 – 8,000  ปีมาแล้ว  พบว่ามีการตกแต่งด้วยรอยเชือกและรอยตาข่ายทาบ  ทำให้เราสันนิษฐานว่ามนุษย์น่าจะรู้จักทำเชือกและตาข่ายก่อน  โดยนำพืชที่มีใยมาฟั่นให้เป็นเชือก  แล้วนำเชือกมาผูก หรือถักเป็นตาข่ายจากการถักก็พัฒนาขึ้นมาเป็นการทอด้วยเทคนิคง่าย ๆ แบบการจักสานคือนำเชือกมาผูกกับไม้หรือยึดไว้ให้ด้ายเส้นยืนแล้วนำเลือกอีก  เส้นหนึ่งมาพุ่งขัดกับด้ายเส้นยืน  เกิดเป็นผืนผ้าหยาบ ๆ ขึ้น  เหมือนการขัดกระดาษหรือการจักสานเกิดเป็นผ้ากระสอบแบบหยาบ ๆ

เราพบหลักฐานที่สำคัญทางโบราณคดีที่บริเวณบ้านเชียง  จังหวัดอุดรธานี  เช่น  พบกำไล  สำริด  ซึ่งมีสนิมและมีเศษผ้าติดอยู่กับคราบสนิมนั้น  นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าสนิมเป็นตัวกัดกร่อนโลหะ  ซึ่งเป็นอนินทรียวัตถุ  แต่กลับเป็นตัวอนุรักษ์ผ้าซึ่งเป็นอินทรียวัตถุไว้ไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ที่แหล่งบ้านเชียงนี้เรายังพบแวดินเผาซึ่งเป็นอุปกรณ์การปั่นด้ายแบบง่าย ๆ และพบลูกกลิ้งแกะลายสำหรับใช้ทำลวดลายบนผ้าเป็นจำนวนมากจึงทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่ามนุษย์อาศัยอยู่ในบริเวณบ้านเชียงเมื่อ  2,000 – 4,000  ปีมาแล้ว  รู้จักการปั่นด้าย  ทอผ้า  ย้อมสีและพิมพ์ลวดลายลงบนผ้าอีกด้วย

1237273826

ผ้าในงานหัตถกรรมพื้นบ้านโดยทั่วไปมีอยู่  2  ลักษณะคือ  ผ้าพื้นและผ้าลาย  ผ้าพื้น  ได้แก่  ผ้าที่ทอเป็นสีพื้นธรรมดาไม่มีลวดลาย  ใช้สีตามความนิยม  ในสมัยโบราณสีที่นิยมทอกันคือ  สีน้ำเงิน  สีกรมท่าและสีเทา  ส่วนผ้าลายนั้นเป็นผ้าที่มีการประดิษฐ์ลวดลายหรือดอกดวงเพิ่มขึ้นเพื่อความงดงาม  มีชื่อเรียกเฉพาะตามวิธี  เช่น  ถ้าใช้ทอ (เป็นลายหรือดอก)  ก็เรียกว่าผ้ายก  ถ้าทอด้วยเส้นด้ายคนละสีกับสีพื้นเป็นลายขวางและตาหมากรุกเรียกว่าลายตาโถง  ถ้าใช้เขียนหรือพิมพ์จากแท่งแม่พิมพ์โดยใช้มือกดก็เรียกว่าผ้าพิมพ์หรือผ้าลายอย่าง  ซึ่งเป็นผ้าพิมพ์ลายที่คนไทยเขียนลวดลายเป็นตัวอย่างส่งไปพิมพ์ที่ต่างประเทศ  เช่น  อินเดีย

ผ้าเขียนลายส่วนมากเขียนลายทอง  แต่เดิมชาวบ้านรู้จักทอแต่ผ้าพื้น (คือ  ผ้าทอพื้นเรียบไม่ยกดอกและมีลวดลาย)  ส่วนผ้าลาย (หรือผ้ายก)  นั้น  เพิ่งมารู้จักทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นหรือสมัยอยุธยาตอนปลาย  สันนิษฐานว่าได้แบบอย่างการทอมาจากแขกเมืองไทรบุรี  ซึ่งถูกเจ้าเมืองนครกวาดต้อนมาเมื่อครั้งที่เมืองไทรบุรีคิดขบถประมาณ  พ.ศ.2354

อย่างไรก็ตามผ้าทั้ง  2  ประเภทนี้ใช้วิธีการทอด้วยกันทั้งสิ้น  วัสดุที่นิยมนำมาใช้ทอคือ  ฝ้าย  ไหมและขนสัตว์ (แต่ส่วนมากจะใช้ฝ้ายและไหม)  ชาวบ้านจะปลูกฝ้ายเป็นพืชไร่และเลี้ยงไหมกัน ฤดูที่ปลูกฝ้ายกันคือ  ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน  ซึ่งกินเวลาถึง  6  เดือน  ต้นฝ้ายจึงจะแก่  เมื่อเก็บฝ้ายมาแล้วจึงนำมาปั่นและกรอให้เป็นเส้น  ม้วนเป็นหลอด  เพื่อที่จะนำไปเข้าหูกสำหรับทอต่อไป  ชาวบ้านรู้จักทอผ้าขึ้นใช้เองหรือสำหรับแลกเปลี่ยนกับเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจะต้องใช้ภายในครอบ ครัว การทอนี้มีมาแต่โบราณกาลแล้ว  ไม่มีใครทราบว่ามีมาแต่เมื่อไรและได้แบบอย่างมาจากใคร  ถ้าจะพิจารณาดูตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว  ในสมัยศรีวิชัย (ราวพุทธศตวรรษที่  13)  ชาวบ้านคงรู้จักการทอผ้าแล้ว  เพราะว่าในสมัยนั้นเป็นสมัยที่ได้มีการติดต่อการค้าและรับเอาศิลปะและวัฒนธรรมมาจากชนชาติที่เจริญกว่า  เช่น  จีน  อินเดีย  อาหรับและเปอร์เซีย  ชนต่างชาติดังกล่าวคงได้มาถ่ายทอดไป

1237273971

1237273989

การทอผ้านี้มีอยู่ในทุกภาคของประเทศ หลักการและวิธีการนั้นคล้ายคลึงกันทั้งหมด  แต่อาจมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันบ้าง  การทอนี้ทำด้วยมือโดยตลอด  ใช้เครื่องมือเครื่องใช้แบบง่าย ๆ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและความประณีต  นับตั้งแต่การเตรียมเส้น  การย้อมสีและการทอเป็นผืน

เครื่องมือทอผ้าเรียกว่า “กี่” มี  2  ชนิด  คือ  กี่ยกกับกี่ฝัง  กี่ยกเป็นเครื่องมือที่ยกเคลื่อนที่ได้ใช้ตั้งบนพื้นถอดและประกอบได้ง่าย  ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง  มีขนาดเท่ากับกี่ฝัง  แต่ทำตั้งสูงกว่าเพื่อให้เท้าถีบกระตุกด้ายในเวลาทอผ้า  สะดวกไม่ติดพื้น  ส่วนกี่ฝังคือเครื่องทอผ้าที่ใช้เสาปักฝังลงดินยึดอยู่กับที่เคลื่อนย้ายไม่ได้สร้างกันไว้ตามใต้ถุนบ้าน  เป็นเครื่องทอผ้าชนิด ที่นิยมใช้กันมาก

การทอผ้าที่ชาวบ้านทำกันนั้นต้องอาศัยความจำและความชำนาญเป็นหลัก  เพราะไม่มีเขียนบอกไว้เป็นตำรา นอกจากนี้แล้วยังพยายามรักษารูปแบบและวิธีการเอาไว้อย่างเคร่งครัดจึงนับว่าเป็นการอนุรักษ์ศิลปกรรมแขนงนี้ไว้อีกด้วย

1237274021

ผ้าพื้นบ้านที่นิยมใช้กันมี  2  ประเภท  คือ

  1. ผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  ซึ่งเรียกกันว่าผ้าพื้นนั้น  ไม่มีความประณีตและสวยงามเท่าใดนัก  แต่มีความทนทาน  ทอขึ้นอย่างง่าย ๆ มีสีและลวดลายบ้าง  เช่น  ผ้าพื้น  ผ้าตาโถง  ผ้าโสร่ง  ผ้าแถบ  ผ้าซิ่นและผ้าขาวม้า  ซึ่งชาวบ้านนิยมใช้ติดตัวมาตั้งแต่สมัยโบราณ  ปรากฏอยู่ในหลักศิลาจารึกหลักที่  44  แห่งแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่  1 (พ.ศ.1916)
  2. ผ้าที่ใช้ในงานพิธีต่าง ๆ เช่น  ทำบุญ  ฟ้อนรำ  แต่งงานหรือเทศกาลต่าง ๆ ในสังคมไทยสมัยก่อนถือว่าการทอผ้าเป็นงานของผู้หญิง  เพราะต้องใช้ความประณีตและละเอียดอ่อนใช้เวลานานกว่าจะทอผ้าชนิดนี้เสร็จ  แต่ละผืน  ผู้หญิงซึ่งในสมัยนั้นต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนอยู่แล้วจึงมีโอกาสทอผ้ามากกว่าผู้ชาย  อีกประการหนึ่งค่านิยมของสมัยนั้นยกย่องผู้หญิงที่ทอผ้าเก่ง  เพราะเมื่อโตเป็นสาวแล้วจะต้องแต่งงานมีครอบครัวไปนั้น  ผู้หญิงจะต้องเตรียมผ้าผ่อนสำหรับออกเรือน  ถ้าผู้หญิงคนใดทอผ้าไม่เป็นหรือไม่เก่งก็จะถูกตำหนิ  ชายหนุ่มจะไม่สนใจ  เพราะถือว่าไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นแม่บ้าน  เมื่อมีงานเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ชาวบ้านจะพากันแต่งตัวด้วยผ้าทอเป็นพิเศษไปอวดประชันกัน  ผ้าชนิดนี้จะทอขึ้นด้วยฝีมือประณีตเช่นเดียวกัน  มีสีสันและลวดลาย  ดอกดวงงดงามเป็นพิเศษ  ผ้าบางผืนจะทอกันเป็นเวลาแรมปีด้วยใจรักและศรัทธา  เช่น  ผ้าลายจก  ผ้าตีนจก  ผ้าตาด  ผ้ายกและผ้าปูม  เป็นต้น

ดังกล่าวแล้วว่าการทอผ้านั้นมีอยู่ทุกภาคของประเทศ  แต่ละภาคจะมีจังหวัดที่มีความเด่นเป็นพิเศษในการทอผ้า  คือ

ภาคเหนือ  ได้แก่  จังหวัดลำพูน  จังหวัดเชียงใหม่

ภาคกลาง  ได้แก่  จังหวัดกรุงเทพฯ  จังหวัดสระบุรี  จังหวัดชลบุรี  จังหวัดราชบุรี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ได้แก่  จังหวัดอุดรธานี  จังหวัดหนองคาย  จังหวัดขอนแก่น

ภาคใต้  ได้แก่  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  จังหวัดนครศรีธรรมราช  จังหวัดสงขลา

1237274083

1237274107

เครื่องมือและอุปกรณ์ในการทอผ้าแบ่งเป็น  2  ประเภท  เครื่องมือสำหรับเตรียมด้ายหรือไหมและเครื่องทอผ้าหรือกี่

1. เครื่องมือสำหรับเตรียมด้ายหรือไหม  ได้แก่

1.1 ไน เป็นเครื่องมือสำหรับกรอเส้นด้ายเข้าหลอด มีลักษณะเป็นวงล้อเส้นผ่าศูนย์ กลางประมาณ 72 ซ.ม. ทำด้วยไม้ไผ่หรือหวาย ปัจจุบันใช้ล้อรถจักรยานที่ถอดยางออกแทน

1.2 ดอกวิงหรือดอกสวิงเป็นเครื่องปั่นด้าย  รูปร่างคล้ายวงล้อ  ทำด้วยไม้หรือไม้ไผ่ ใช้คู่กับไน  เมื่อต้องการกรอด้ายหรือไหมยืนหรือด้ายพุ่งเข้าหลอด

ไนกับระวิงเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ควบคู่กัน “ไน” บางทีเรียก “เผี่ยน” ที่รู้จักทั่วไปเรียกว่า “หลา” ส่วน “ระวิง” รู้จักกันทั่วไปว่า “กง” ใช้สำหรับปั่นด้ายเข้าหลอด

1.3 หลอดค้นหรือลูกค้นคือ  หลอดด้ายที่ทำด้วยไม้หรือพลาสติก  ใช้สำหรับม้วนด้ายยาวประมาณ  6  เซนติเมตร  แกนของหลอดจะต้องเป็นรูกลวง

1.4 รางค้น  คือ  ราวสำหรับใส่หลอดค้น  เมื่อต้องการค้นด้ายยืน  มีลักษณะเป็นกรอบไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า

1.5 หลักค้นหรือคราด  คือ  หลักที่ใช้คล้องด้ายยืน  ตอนที่ค้นด้ายหรือไหมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสาวไหม  จัดเส้นไหมหรือด้ายให้เป็นระเบียบและใช้คล้องด้ายยืนที่เก็บจัดกันเสร็จแล้ว  หลักค้นยังใช้คำนวณความยาวของเส้นด้ายที่จะใช้ทอผ้า  หลักค้นทำด้วยไม้ลักษณะคล้ายคราด

1.6 ตะขอเกี่ยวด้ายเข้าฟืม

1.7 เครื่องรองตอนเข้าฟืม

1.8 ไม้นัด  ใช้ก่อเขาหูก

1.9 ไม้ขัดด้ายหรือไม้ค้ำ

1.10 เครื่องม้วนด้าย

1.11  ลูกหัดหรือระหัด  เพื่อส่งด้ายเวลาทอ

2. เครื่องมือทอผ้าหรือกี่หรือโหกในภาษาถิ่น  การทอผ้าเกาะยอจะใช้กี่กระตุก  ซึ่งมีส่วนประกอบดังนี้

2.1 โครงกี่ประกอบด้วยเสาสี่ต้น  มีราวกี่ขนาบทั้ง  4  ด้าน  ทั้งด้านบนด้านล่าง  เพื่อให้แข็งแรงยิ่งขึ้น  โครงกี่แต่ละโครงจะมีขนาดไม่แน่นอน  โดยประมาณจะกว้าง  1.20 – 1.50  เมตร  ยาว 2.50 – 3.00  เมตร  สูง  1.20 – 1.50  เมตร

2.2 ฟืมหรือฟันหวีเป็นส่วนที่ใช้กระทบให้ด้ายที่ทอแน่นเข้า  ใช้โลหะทำเป็นซี่เล็ก ๆ ห่างกันตามความต้องการ  แต่ละช่องจะใช้สอดด้ายยืนเข้าไปหนึ่งเส้นเป็นการจัดด้ายยืนให้ห่างกันตามความละเอียดของผ้า  ตัวฟืมส่วนใหญ่ยังทำด้วยไม้

2.3 เขาหูกหรือตะกอ  คือ  เชือกที่ร้อยคล้องเส้นยืนเพื่อแบ่งเส้นยืนออกเป็นหมวดหมู่ตามที่ต้องการ  เมื่อยกเขาหูกหรือตะกอขึ้นจะดึงเส้นไหมยืนเปิดเป็นช่อง  สามารถพุ่งกระสวยเข้าไปให้ไหมพุ่งสานขัดกับไหมยืนได้

2.4 กระสวยเป็นไม้รูปเรียวที่ปลายทั้ง  2  ข้าง  ตรงกลางใหญ่และเป็นร่องสำหรับใส่หลอดด้าย  ใช้สำหรับพุ่งสอดไปในระหว่างช่องการทอผ้า  หลังจากที่เหยียบคานเหยียบให้เขาหูกแยกเส้นด้ายยืนแล้ว

2.5 ไม้แกนม้วนผ้าหรือพั้นรับผ้า  คือ  ไม้ที่ใช้ม้วนผ้าที่ทอแล้วไว้อีกส่วนหนึ่ง  มีความยาวเท่ากับกี่หรือเท่ากับความกว้างของผ้า

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=travelaround&date=17-03-2009&group=11&gblog=9

Advertisements