Tag Archive | เครื่องแต่งกาย

การแต่งกายไทยตามสมัยประวัติศาสตร์และโบราณคดี

การแต่งการไทยตามสมัยประวัติศาสตร์และโบราณคดีในบทนี้ได้อ้างอิงการจัดแบ่งลำดับเครื่องแต่งกายตามเอกสารทางวิชาการ “สมุดภาพแสดงเครื่องแต่งกายตามสมัยประวัติศาสตร์และโบราณคดี” ของกรมศิลปากรเนื่องในงานฉลองครบรอบ  20  ปี  สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ (2511)  โดยจัดแบ่งลำดับออกเป็น  7  สมัย (กรมศิลปากร, 2511 : 3)  ดังต่อไปนี้

  1. สมัยทวารวดี  ระหว่างพุทธศตวรรษที่  11 – 16
  2. สมัยศรีวิชัย  ระหว่างพุทธศตวรรษที่  13 – 18
  3. สมัยลพบุรี  ระหว่างพุทธศตวรรษที่  16 – 19
  4. สมัยเชียงแสน  ระหว่างพุทธศตวรรษที่  17 – 25
  5. สมัยสุโขทัย  ระหว่างพุทธศตวรรษที่  19 – 20
  6. สมัยอยุธยา  ตั้งแต่  พ.ศ.1893 – 2310
  7. สมัยรัตนโกสินทร์  ตั้งแต่  พ.ศ.2310 – รัชกาลปัจจุบัน

สมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่  11 – 16)

การแต่งกายสมัยทวาราวดี

image006

ภาพเขียนเลียนแบบจากกรมศิลปากร (2511 : 9)

การแต่งกายรูปแบบหนึ่งของชายสมัยทวาราวดี

image001

ภาพเขียนเลียนแบบจากกรมศิลปากร (2511 : 9)

“ทวารวดี” เป็นอาณาจักรที่นักโบราณคดีเรียกดินแดนระหว่างศรีเกษตร (ประเทศพม่า)  และอิศานปุระ (ประเทศกัมพูชา)  (คณะอนุกรรมการแต่งกายไทย, 2543 : 64)  มีศูนย์กลางอยู่ บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ที่มีประชาชนนับถือศาสนาพุทธและฮินดู  ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปวัฒนธรรมและการแต่งกายจากอินเดียเข้ามาผสมกับอารยธรรมพื้น เมืองของตนจนมีความเจริญก้าวหน้า (โอม  รัชเวทย์, 2543 : 4)  ลักษณะของการแต่งกายได้บ่งบอกถึงฐานะของผู้คนเป็นตันว่า  พระเจ้าแผ่นดินนุ่งผ้ายกดอกได้  ขุนนางธรรมดาใช้ได้แต่ผ้ายกดอกสองชาย  ส่วนราษฎรสามัญจะใช้ผ้ายกดอกได้แต่ผู้หญิงเท่านั้น (คณะอนุกรรมการแต่งกายไทย, 2543 : 64)  อย่างไรก็ตามมีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงการแต่งการของคนในสมัยทวารวดีปรากฏอยู่บนงานปฏิมากรรมต่าง ๆ เช่น  ที่พระเจดีย์จุลประโทน  อำเภอเมือง  จังหวัดนครปฐม  ขุดพบภาพสลักลายเส้นบนแผ่นหินเป็นรูปเจ้านายชั้นสูงไม่สวมเสื้อ  นุ่งโจงกระเบน  รอบตัวมีหม้อน้ำ  หอยสังข์  เงินตราและดาว (โอม  รัชเวทย์, 2543 : 4)  ส่วนลักษณะการแต่งกายโดยทั่วไปมีดังนี้

ลักษณะการแต่งกายของหญิง

ผม  ทำผมเกล้ามวยหรือถักเปียเป็นจอมสูงเหนือศีรษะ  ใช้ผ้าสลับสีรัดเกล้าไว้ตรงกลาง แล้วปล่อยชายผมลงมาหรือเกล้าแล้วรัดเกล้าไว้ไม่ปล่อยชายผมหรือถักเปียเป็นจอมสูงเหนือศีรษะรัดตรงกลางให้ตอนบนสยายออก

เครื่องประดับ  ต่างหูเป็นแผ่นกลมหรือเป็นห่วงกลม  สายสร้อยทำเป็นแผ่นทับทรวงรูป สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเป็นลวดลายนก  ต้นแขนประดับด้วยกำไลเล็ก ๆ ทำด้วยทองคำสำริดและ ลูกปัดสีต่าง ๆ สวมกำไลมือหลายเส้น

เครื่องแต่งกาย นุ่งผ้าซิ่นจีบพื้น หรือลวดลาย ย้อมสีกรัก (สีจากแก่นขนุน) ทบซ้อนกัน ข้างหน้าทิ้งชายแนบลำตัว ไม่สวมเสื้อ ห่มผ้าสะไบเฉียงบ่าซ้ายไพล่มาข้างขวา เป็นผ้า ฝ้ายบางจีบไม่สวมรองเท้า

ลักษณะการแต่งกายของชาย

ผม  ถักเปียเป็นหลอดยาวประบ่าหรือเกล้าสูงรัดด้วยผ้าหรือเครื่องประดับแล้วปล่อย  ชายผมกลับลงมา  เกล้าเป็นจุกก็มี

เครื่องประดับ  ใส่กรองคอ  กำไลแขน  ต่างหู  เข็มขัดโลหะคาดเอว

เครื่องแต่งกาย  มีผ้าเฉลียงบ่าบาง ๆ นุ่งผ้าจีบชายผ้าด้านหน้าทิ้งลงไปคล้ายผ้าถุงครึ่งแข้ง  ชายขมวดทิ้งลงไปข้างซ้าย  คาดเข็มขัด  ไม่สวมเสื้อ

สมัยศรีวิชัย (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13 – 18)

“ศรีวิชัย” เป็นรัฐที่เกิดขึ้นทางภาคใต้  โดยถูกอิทธิพลจาก “รัฐฟูนัน” ประเทศจีนที่เคยมี อำนาจควบคุมทะเลจีนใต้  นอกจากนี้“รัฐศรีวิชัย” ยังตั้งอยู่ในทำเลค้าขายที่สำคัญโดยมีการค้าขายกับจีน  อินเดียและประเทศในตะวันออกกลาง (คณะอนุกรรมการแต่งกายไทย, 2543 : 74)  ดังนั้น การแต่งกายของคนสมัยศรีวิชัย  จึงได้รับอิทธิพลด้านการใช้ผ้าจากจีนและเครื่องประดับจากชาวอินเดีย (คณะอนุกรรมการแต่งกายไทย, 2543 : 79 – 80)

ลักษณะการแต่งกายของหญิง

ผม  เกล้ามวยสูงทำเป็นพุ่มทรงข้าวบิณฑ์  สวมกลีบรวบด้วยรัดเกล้า  ปล่อยชายปรกลงมาด้านหน้า  บางทีมุ่นมวยเป็นทรงกลมเหนือศีรษะใช้รัดเกล้าเป็นชั้น ๆ แล้วปล่อยชายผมลงประบ่า ทั้ง  2  ข้างหรือถักเปีย

การแต่งกายของหญิงสมัยศรีวิชัย

image011

ภาพเขียนเลียนแบบจากกรมศิลปากร (2511 : 26)

  การแต่งกายของชายสมัยศรีวิชัย

image010

ภาพเขียนเลียนแบบจากกรมศิลปากร (2511 : 20, 24)

เครื่องประดับ  ประดับด้วยรัดเกล้า  ตุ้มหูแผ่นกลมเป็นกลีบดอกไม้  ใส่กรองคอทับทรวง ใส่กำไรต้นแขนทำด้วยโลหะหรือลูกปัดร้อยเป็นพวงอุบะ  ใส่กำไลมือและเท้า

เครื่องแต่งกาย  นุ่งผ้าครึ่งแข้งปลายบานยกขอบ  ผ้าผืนเดียวบางแนบเนื้อคล้ายผู้ชาย  ขอบผ้าชั้น  บนทำเป็นวงโค้งเห็นส่วนท้อง  คาดเข็มขัดปล่อยชายผ้าลงทางด้านขวา

ลักษณะการแต่งกายของชาย

ผม  เกล้ามวยเป็นกระพุ่มเรียงสูงด้วยเครื่องประดับ  ปล่อยปลายผมสยายลงรอบศีรษะ  เป็นชั้น ๆ บางทีปล่อยชายผมชั้น  ล่างสยายลงประบ่า

เครื่องประดับ  ใส่ตุ้มหูเป็นเม็ดกลมใหญ่  คล้องสายสังวาลย์  คาดเข็มขัดโลหะใส่กำไล แขนและข้อมือ

เครื่องแต่งกาย  นุ่งผ้าชายพกต่ำ  ปล่อยชายย้อยเป็นกระหนก  คาดเข็มขัดโลหะ

สมัยลพบุรี (ระหว่างพุทธศตวรรษที่  16 – 19)

การแต่งกายของหญิงสมัยลพบุรี

image003

ภาพเขียนเลียนแบบจากกรมศิลปากร (2511: 39, 41, 42)

การแต่งกายชายสมัยลพบุรี

image009

ภาพเขียนเลียนแบบจากกรมศิลปากร (2511 : 37 – 38)

“เมืองลวปุระหรือละโว้หรือลพบุรี” เคยเป็นเมืองสำคัญมาแต่สมัยรัฐทวารวดีเมื่อครั้ง อำนาจของรัฐทวารวดีในดินแดนภาคกลางของประเทศไทยเสื่อมลงไปแล้ว  ละโว้จึงได้ปรับเปลี่ยน คตินิยมไปเป็นแบบขอม (คณะอนุกรรมการแต่งกายไทย, 2543 : 86)  ดังนั้นศิลปะลพบุรีได้รับ รูปแบบมาจากศิลปะของขอมเป็นส่วนใหญ่  รูปหล่อสำริดที่มีอยู่เป็นจำนวนมากสะท้อนให้เห็นถึง การแต่งกายของชาวลพบุรีที่รับเอาวัฒนธรรมมาจากขอม (โอม  รัชเวทย์, 2543 : 22)  ลักษณะการ แต่งกายสมัยลพบุรีโดยทั่วไปมีลักษณะดังนี้

ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิง

ผม  ผมแสกกลาง  ตอนบนมุ่นเป็นมวย  ปักด้วยปิ่นยอดแหลม

เครื่องประดับ  สวมกำไลต้นแขน  ข้อมือทั้ง  2  มีปิ่น  เข็มขัดมีลวดลาย  สวมเทริดที่ศีรษะมีกรองคอทำลวดลายเป็นแผ่นใหญ่  ตุ้มหูทำเป็นหัวเป็ดคว่ำ

เครื่องแต่งกาย  ไม่สวมเสื้อ  นุ่งผ้าให้ชายซ้อนกันตรงหน้า  แล้วปล่อยชายออก  2  ข้าง  เป็นปลี  บางทีปล่อยชายยาวลงถึงสะโพกทั้งขวาและซ้าย  เป็นชายไหว ค าดเข็มขัด  ปลายทำเป็นพู่คล้ายกรวยเชิงห้อยเรียงเป็นแถว  ไม่สวมรองเท้า

ลักษณะการแต่งกายของผู้ชาย

ผม  เกล้าผมเหนือศีรษะ

เครื่องประดับ  คาดเข็มขัดหัวเข็มขัดผูกเป็นปมเงื่อนแบบสอดสร้อย  ใส่ตุ้มหู  กรองคอ  เป็นเส้นเกลี้ยง  ซ้อนกัน  2  ชั้น  ตรงกลางทำเป็นลวดลายดอกไม้เม็ดกลม ๆ ซ้อนกัน  สวมกำไลต้นแขน  ข้อมือและเท้า

เครื่องแต่งกาย  นุ่งผ้าถุงสูง  ขวาทับซ้ายแล้วทิ้งชายเป็นกาบใหญ่  คาดเข็มขัด  นุ่งสั้น  เหนือเข่าทิ้งชายพกออกมา  ข้าหน้าเป็นแผ่นใหญ่  ไม่สวมรองเท้า

สมัยเชียงแสน (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18 – 24)

การแต่งกายสมัยเชียงแสน

image002

ภาพวาดเลียนแบบจากจิตรกรรมฝาพนังวัดภูมินทร์จังหวัดน่าน
แสดงรูปแบบการแต่งกายของชาว เชียงแสนล้านนาในช่วงปลาย
พุทธศตวรรษที่  25 (คณะอนุกรรมการแต่งกายไทย, 2543 : 92 – 95)

“เชียงแสน” ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงราย  ปัจจุบันนักวิชาการนิยมเรียกรัฐ เชียงแสนว่า  รัฐล้านนา  ซึ่งมีอารยธรรมและวัฒนธรรมเป็นแบบหนึ่งโดยเฉพาะ (คณะอนุกรรมการ แต่งกายไทย, 2543 : 91)  เชียงแสนมีดินแดนต่อกับดินแดนทางภาคเหนือของอาณาจักรสุโขทัย  ชาวเชียงแสนมีความเจริญทางด้านศิลปวัฒนธรรมและวิทยาการต่าง ๆ โดยได้รับอิทธิพลทางศิลป จากอินเดียสมัยราชวงศ์ปาละ  ผ่านทางมาทางประเทศพม่าและได้พัฒนาให้มีลักษณะของตัวเอง  จนกลายเป็นรูปแบบของศิลปไทยแท้ในยุคแรก  มีหลักฐานกล่าวถึงผ้าหลายชนิดทั้งที่ทอขึ้นเป็น ของตัวเองและทอขึ้น  เพื่อเป็นสินค้าขายให้แก่อาณาจักรใกล้เคียง  เช่น  ผ้าสีจันทร์ขาว  ผ้าสีจันทร์แดง  ผ้าสีดอกจำปา  แสดงว่ามีการย้อมสีจากธรรมชาติ (โอม  รัชเวทย์, 2543 : 40)  ทางด้านการแต่งกายจึงเป็นการแต่งกายเป็นการผสมผสานระหว่างพม่าและขอมลักษณะการแต่งกาย  โดยทั่วไปมีดังนี้

ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิง

ผม  ผมทรงสูง  เกล้าผมไว้ตรงกลาง

เครื่องประดับ  สวมเครื่องประดับศีรษะ  มีรัดเกล้า  สวมสร้อยสังวาล  รัดแขน  กำไลมือ  กำไลเท้า  ใส่ตุ้มหู

เครื่องแต่งกาย  นุ่งผ้าถุงยาวแบบต่ำที่ระดับใต้สะดือ  มีผ้าคาดทิ้งชายยาว  ปล่อยชาย  พกห้อยออกมาที่ด้านหน้าเป็นแฉก  ไม่สวมเสื้อ  มีสไบแพรบางสำหรับรัดอกให้กระชับขณะทำงาน

ลักษณะการแต่งกายของผู้ชาย

ผม  ไว้ผมทรงสูง  สวมเครื่องประดับศีรษะ

เครื่องประดับ  สวมกรองคอ  สร้อยสังวาล  กำไลมือและกำไลเท้า

เครื่องแต่งกาย  นุ่งผ้าสองชาย  จับจีบลงมาเกือบถึงข้อเท้า  ด้านหน้าซ้อนผ้าหลายชั้น  รัดชายออกเป็นปลีทางด้านข้างคล้ายชายไหวชายแครง  มีผ้าข้าวม้าเคียนเอวหรือพาดบ่า  อากาศหนาว จะสวมเสื้อแขนยาว

สมัยสุโขทัย (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19 – 20)

การแต่งกายของหญิงสมัยสุโขทัย

image008

ภาพเขียนเลียนแบบจาก กรมศิลปากร (2511 : 70, 72, 75)

การแต่งกายสมัยสุโขทัย (ชาย)

image005

ภาพเขียนเลียนแบบจาก กรมศิลปากร (2511 : 79, 81)

เมื่อครั้งที่”พ่อขุนศรีอินทราทิตย์” ทรงสถาปนากรุงสุโขทัยขึ้นเป็นราชธานีแห่งอาณาจักร สุโขทัย  เมื่อ  พ.ศ.1762  ได้มีหัวเมืองต่าง ๆ ที่มีคนไทยปกครองก็หันมายอมรับเอากรุงสุโขทัยเป็น ศูนย์กลางอำนาจ  ทำให้มีอาณาเขตแผ่กว้างออกไป  มีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้านทั้งศิลปวัฒนธรรมและวิทยาการ (โอม  รัชเวทย์, 2543 : 44)  การแต่งกายของชาวสุโขทัยอาจเทียบเคียง ได้จากภาพเขียนลายเส้นบนแผ่นศิลาจากวัดศรีชุม  ภาพลายเส้นบนรอยพระพุทธบาทที่ทำด้วย สำริด  รูปหล่อสำริดและตุ๊กตาสังคโลก (คณะอนุกรรมการแต่งกายไทย, 2543 : 102 – 103)  ที่แสดง ให้เห็นทั้งทรงผม  เสื้อ  ผ้าห่ม  เครื่องประดับและเครื่องหอม

ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิง

ผม  ผมยาวเกล้ามวยบนศีรษะ  มีพวงดอกไม้หรือพวงมาลัยสวมรอบมวยหรือไว้ผมแสก กลาง  รวบผมไว้ท้ายทอย  มีเกี้ยวหรือห่วงกลมคล้องตรงที่รวบ

เครื่องประดับ  กรองคอ  รัดแขน  กำไลมือและกำไลเท้า  เครื่องปักผมเป็นเข็มเงิน  เข็มทอง  ใส่แหวน  รัดเกล้า

เครื่องแต่งกาย  นุ่งผ้าซิ่นหรือผ้าถุงยาวกรอมถึงข้อเท้า

ลักษณะการแต่งกายของผู้ชาย

ผม  มุ่นผมหรือปล่อยผมเมื่อยามพักผ่อนอยู่บ้าน

เครื่องประดับ  กษัตริย์จะสวมเทริด  กำไล  เพชร  พลอยสี

เครื่องแต่งกาย  นุ่งกางเกงครึ่งน่อง  แล้วนุ่งผ้าถกเขมรหรือหยักรั้งทับกางเกงอีกที  ต่อมาประยุกต์เป็นนุ่งสั้นและทิ้งหางเหน็บ  เรียกว่า  กระเบนเหน็บหรือนุ่งแบบโรยเชิง  สวมเสื้อคอกลมหรือไม่สวม

สมัยอยุธยา (พ.ศ.1893  ถึง  พ.ศ.2310)

ราวสมัย  พ.ศ.1893  สมัยพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยา  ชาวบ้านปลดกางเกงหรือสนับเพลาออกบ้างแล้ว  คงใช้เฉพาะขุนนางข้าราชสำนัก  แบบขัดเขมรจึงถูกปล่อยให้ยาวลงมาถึงใต้เข่าเป็น “นุ่งโจงกระเบน” เสื้อคอกลมแขนกรอมศอก  สตรีนุ่งผ้าและผ้ายกห่มสไบเฉียง  สวมเสื้อ  บ้างโดยมากเป็นแขนกระบอก

การแต่งกายของสมัยอยุธยามีการเปลี่ยนแปลงตามเหตุการณ์บ้านเมือง  ซึ่งมี  3  แบบ  ดังนี้

  1. การแต่งกายตามกฎมณเฑียรบาล  เป็นแบบของเจ้านาย  ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  ทั้งผู้ชายและผู้หญิงตลอดจนพวกมีฐานะจะแต่งตามไปด้วย  ผู้หญิงยังมีการเกล้ามวยอยู่
  2. การแต่งกายแบบชาวบ้าน (ระยะกลางของสมัยอยุธยา)  มีการนุ่งโจงกระเบนทางแถบ เมืองเหนือ  ผู้ชายอาจไว้ผมยาว  ส่วนทางใต้ลงมาตัดผมสั้นลง  ครั้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ได้มีการไว้ผมมหาดไทย  ผู้หญิงยังคงไว้ผมยาวนิยมห่มสไบ
  3. ยุคสงคราม (สมัยอยุธยาตอนปลาย)  ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต้องช่วยกันต่อสู้กับศัตรู ผู้หญิงตัดผมสั้นลง  เพื่อปลอมเป็นผู้ชายและสะดวกในการหลบหนี  เสื้อผ้าอาภรณ์จึงตัดทอนไม่ให้รุ่มร่าม  เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนที่และเคลื่อนไหว  มีการห่มผ้าตะเบงมานคือห่มไขว้กัน  บริเวณหน้าอกแล้วรวบไปผูกไว้หลังคอ  ส่วนผู้ชายไม่มีการเปลี่ยนแปลง (อภิโชค  แซ่โค้ว, 2542 : 22)

การแต่งกายยุคกรุงศรีอยุธยา  จึงแบ่งออกเป็น  4  สมัย  ดังนี้ (สมภพ  จันทรประภา, 2526 : 28)

สมัยที่  1  พ.ศ.  1893  ถึง  พ.ศ.2031

การแต่งกายสมัยอยุธยา (สมัยที่  1)

image012

ภาพเขียนเลียนแบบจากพวงผกา  คุโรวาท (2535 : 55)

หญิง

ผม  ยังคงเกล้าผม  การเกล้ามี  2  แบบ  คือ  เกล้าไว้ท้ายทอยและเกล้าสูงบน (หนูนหยิก)  ศีรษะมีเครื่องประดับเรียกว่า  เกี้ยว  เป็นเครื่องรัดมวยผม

เครื่องประดับ  สร้อยตัว  สร้อยข้อมือ  กำไล  ต่างหู

เครื่องแต่งกาย  นุ่งซิ่นจีบหน้า  สวมเสื้อ  แขนกระบอก  คอกลม  ผ่าหน้า  เสื้อ  ยาวเข้ารูป  มีผ้าคลุมสะโพกไว้ด้านในของตัวเสื้อ  แต่ปล่อยชายออกด้านนอก  ต่อมาได้ต่อเข้ากับตัวเสื้อเป็น ชายเสื้อลงมาอีกทีหนึ่ง

ชาย

ผม  มหาดเล็กและคนรับใช้ตัดผมสั้น  ชายยังคงเกล้าผมกลางกระหม่อมเช่นเดียวกับหญิง

เครื่องแต่งกาย  นุ่งกางเกงยาวลงมาแค่หน้าแข้ง  ปลายขาเรียวเล็กกว่าเดิม  นุ่งผ้าหยักรั้ง แบบเขมรซ้อนทับกางเกง  ชายผ้ายาวเสมอเข่า  ใช้ผ้าคาดเอว  สวมเสื้อคอแหลม  แขนยาวจรดข้อมือ ผ่าอก  สาบซ้ายทับสาบขวา  มีผ้ากุ๊นตรงปลายแหลม  คอ  สาบหน้าและชายเสื้อ

เครื่องประดับ  จากหลักฐานการขุดกรุใต้พระปรางค์วัดราชบูรณะพบว่าส่วนบนของมงกุฎที่ครอบมวยพระเศียรของกษัตริย์  พาหุรัดหรือทองกร  เครื่องประดับศีรษะถักด้วยลวดทองคำ

สมัยที่  2  พ.ศ.  2034 – 2171

การแต่งกายสมัยอยุธยา (สมัยที่  2)

image007

ภาพเขียนเลียนแบบจากพวงผกา  กุโรวาท (2535 : 56)

หญิง

ผม  ตัดผมสั้น  หวีเสยขึ้น  ไปเป็นผมปีก  บ้างก็ยังไว้ผมยาวเกล้าบนศีรษะ  เลิกเกล้าเมื่อ  พ.ศ.2112  เพราะต้องทำงานหนักไม่มีเวลาเกล้าผม

เครื่องแต่งกาย  นุ่งกางเกงหรือโจงกระเบน  สวมเสื้อแขนกระบอก  คอกลมผ่าอก  ไม่นิยมสไบ  ผู้หญิงชั้นสูงสวมเสื้อคอแหลม  มีผ้าคล้องไหล่  2  ข้าง

การห่มสไบมีหลายแบบ

  1. พันรอบตัวเหน็บทิ้งชาย
  2. ห่มแบบสไบเฉียง  คือ  พันรอบอก  1  รอบแล้วเฉวียงขึ้นบ่าปล่อยชายไว้ข้างหลังเพียงขาพับ
  3. แบบสะพักสองบ่า  ใช้ผ้าพันรอบตัวทับกันที่อกแล้วจึงสะพักไหล่ทั้งสองปล่อยชายไปข้างหลังทั้ง  2  ข้าง
  4. แบบคล้องไหล่  เอาชายไว้ข้างหลังทั้งสองชาย
  5. แบบคล้องคอห้อยชายไว้ข้างหน้า
  6. แบบห่มคลุม

ชาย

ผม  ตัดผมสั้น  แสกกลาง

เครื่องแต่งกาย  นุ่งโจงกระเบน  ไม่สวมเสื้อ  มีผ้าคล้องไหล่

สมัยที่  3  พ.ศ.  2173 – พ.ศ.  2275

การแต่งกายสมัยอยุธยา (สมัยที่  3)

image013

ภาพเขียนเลียนแบบจากพวงผกา  คุโรวาท (2535 : 58,60)

หญิง

ผม  สตรีในสำนักไว้ผมแบบหญิงพม่าและล้านนาไทย  คือ  เกล้าไว้บนกระหม่อมแล้ว คล้องด้วยมาลัย  ถัดลงมาปล่อยผมสยายยาว  ส่วนหญิงชาวบ้านตัดผมสั้น  ตอนบนแล้วถอนไรผม รอบ ๆ ผมตอนที่ถัดลงมาไว้ยาวประบ่า  เรียกว่า “ผมปีก” บางคนโกนท้ายทอย  คนรุ่นสาวไว้ผม ดอกกระทุ่มไม่โกนท้ายทอยปล่อยยาวเป็นรากไทร

การแต่งกาย  หญิงในราชสำนักนุ่งผ้าซิ่น  สวมเสื้อผ่าอก  คอแหลม (เดิมนิยม  คอกลม)  แขนกระบอกยาวจรดข้อมือหญิงชาวบ้านนุ่งผ้าจีบห่มสไบ  มี  3  แบบ  คือ  รัดอก  สไบเฉียงและห่มตะเบงมาน (ห่มไขว้กันแล้วรวบไปผูกไว้หลังคอ)  เหมาะสำหรับเวลาทำงาน  บุกป่า  ออกรบ

เครื่องประดับ  ปักปิ่นทองที่มวยผม  สวมแหวนหลายวง  สร้อยคอ  สร้อยข้อมือ

การแต่งหน้า  หญิงชาววัง  ผัดหน้า  ย้อมฟันและเล็บเป็นสีดำ  ไว้เล็บยาวทางปากแดง  หญิงชาวบ้าน  ชอบประแป้งลายพร้อย  ไม่ไว้เล็บ  ไม่ทาแก้ม  ปาก

ชาย

ผม  ตัดสั้น  ทรงมหาดไทย (คงไว้ตอนบนศีรษะรอบ ๆ ตัดสั้นและโกนท้ายทอย)

การแต่งกาย  นุ่งโจงกระเบน  ใช้ผ้าขาวม้าคล้องคอ  แล้วตลบไปห้อยชายไว้ทางด้านหลัง สวมเสื้อคอกลม  ผ่าอกแขนยาวจรดข้อมือ  ในงานพิธีสวมเสื้อยาวถึงหัวเข่า  ติดกระดุม  ด้านหน้า  8 – 10  เม็ด  แขนเสื้อกว้างและสั้นมาก  ไม่ถึงศอก  นิยมสวมหมวกแบบต่าง ๆ ขุนนางจะสวม ลอมพอกยอดแหลม  ไปงานพิธีจะสวมรองเท้าแตะปลายแหลมแบบแขกมัวร์

สมัยที่  4  พ.ศ.  2275  ถึง  พ.ศ.  2310

การแต่งกายสมัยอยุธยา (สมัยที่  4)

image004

ภาพเขียนเลียนแบบจากพวงผกา  คุโรวาท (2535 : 62)

หลักฐานจากวัดใหญ่สุวรรณารามจังหวัดเพชรบุรีเป็นลักษณะเครื่องทรงในพระมหา กษัตริย์และคนชั้นสูง

หญิง  การแต่งผม  มี  3  แบบ  คือ

  1. ทรงผมมวยกลางศีรษะ
  2. ทรงผมปีกมีจอนผม
  3. ทรงหนูนหยิกรักแครง (เกล้าพับสองแล้วเกี้ยว  กระหวัดไว้ที่โคน  รักแครง  เกล้า  ผมมวยกลมเฉียงไว้ด้านซ้ายหรือขวา)
  4. ทรงผมประบ่า  มักจะรวมผมปีกและผมประป่าอยู่ในทรงเดียวกันและผมปีกทำเป็นมวยด้วย

เครื่องประดับ  นิยมสวมเทริด  สวมกำไลข้อมือหลายอัน  มีสร้อยข้อมือที่ใหญ่กว่าสมัยใด  สร้อยตัวสวมเฉียงบ่ามีลวดลายดอกไม้  สิ่งที่ใหม่กว่าสมัยใดคือ  สวมแหวนก้อยชนิดต่าง ๆ และ แหวนงูรัดต้นแขน

การแต่งหน้าแต่งตัว  ทาขมิ้นให้ตัวเหลืองดังทอง  ผัดหน้าขาว  ย้อมฟันดำ  ย้อมนิ้วและเล็บด้วยดอกกรรณิการ์ให้สีแดง

การแต่งกาย  ของคนชั้นสูงนุ่งซิ่นยกจีบหน้า  ห่มตาด  สวมเสื้อริ้วทอง (ทำด้วยผ้าไหม สลับด้วยเส้นทองแดง)  ห่มสไบ  ชาวบ้านท่อนบนคาดผ้าแถบหรือห่มสไบ  นุ่งโจงกระเบนหรือ ผ้าถุง

การห่มสไบมี  2  แบบ  คือ

  1. ห่มคล้องคอตลบชายไปข้างหลังทั้ง  2  ข้าง  กันบนเสื้อ  ริ้วทองและใช้เจียระบาด (ผ้าคาดพุง)  คาดทับเสื้อปล่อยชายลงตรงด้านหน้า
  2. ห่มสไบเฉียงไม่ใส่เสื้อเมื่ออยู่กับบ้าน

ชาย  ไว้ทรงมหาดไทย  ทาน้ำมันหอม

การแต่งกาย  สวมเสื้อคอกลมสวมศีรษะ  แขนยาวเกือบจรดศอก  มีผ้าห่มคล้องคอแล้ว  ตลบชายทั้งสองไปข้างหลัง  นุ่งโจงกระเบน  ส่วนเจ้านายจะทรงสนับเพลาก่อน  แล้วทรงภูษา  จีบโจง  มีไหมถักรัดพระองค์  แล้วจึงทรงฉลองพระองค์  คาดผ้าทิพย์ทับฉลองพระองค์อีกที

การแต่งกายสมัยอยุธยา  สำหรับผู้ที่สนใจควรศึกษาลายละเอียดเพิ่มเติมจากหนังสืออยุธยาอาภรณ์  ของสมภพ  จันทรประภา  2526  และการแต่งกายไทย : วิวัฒนาการจากอดีตสู่ปัจจุบัน  1  สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ  2543  จะได้ลายละเอียดเพิ่มเติม

การแต่งกายของไทยเราจะแสดงลักษณะเด่นชัดตอนสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีลงมา  เครื่องแต่งกายของคนย่อมเป็นไปตามสภาพดินฟ้าอากาศ  ในปัจจุบันก็ยังสรุปไม่ได้อย่างสิ้นเชิงว่าคนไทยเคยอยู่ตอนใต้ของประเทศจีนหรืออยู่  ณ  ที่นี้มานานแล้ว  มีความสำคัญในการที่จะสันนิษฐานว่าการแต่งตัวเหมือนเผ่าไทยที่ยังอยู่ในเขตแดนจีน  มีอากาศหนาวจึงสวมเสื้อหลายชั้น  ถ้าคนไทยอยู่ใน  ณ  ที่นั้นนานแล้ว  ซึ่งจะมีอากาศร้อน  เสื้อผ้าก็จะมีลักษณะชนิดพันหลวม ๆ มากว่าจะเป็นแบบรัดตรึงแนบตัว

นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยลงมาเห็นได้ว่าเครื่องแต่งกายของคนอินเดียได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ของเครื่องแต่งกายไทย  ผ้าจีบและสไบก็คือ  ผ้าส่าหรีดัดแปลงเป็นสองท่อน  ส่วนผ้านุ่งก็คือ  ผ้านุ่ง ของผู้ชายอินเดีย  คนไทยมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวอยู่อย่างหนึ่งคือ  เมื่อรับวัฒนธรรมของใคร มาแล้วรู้จักดัดแปลงให้เข้ากับสภาพวิถีชีวิตของตนเอง  จนกลายเป็นไทยในที่สุด  นุ่งโจงห่มจีบ  ของไทยก็ได้มาจากห่มส่าหรีของแขกก็จริงแต่ไม่ใช่แขก  เรามีการใช้คำว่าเครื่องนุ่งห่มมาก่อน เครื่องแต่งกาย  เพราะใช้นุ่งและห่มจริง  คือ  ใช้ปกคลุมท่อนล่างและบนแยกกันเป็นคนละส่วน

เครื่องนุ่งห่มของไทยตั้งแต่อดีตเป็นการใช้ประโยชน์ทั้งในด้านความเหมาะสม  การประหยัดและความคล่องตัวในการดัดแปลง  เช่น  ในสมัยอยุธยาการแต่งกายของสตรีไทยตามปกติจะแสดงออกซึ่งความนุ่มนวลและความเป็นผู้หญิง  แต่พอถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา  เมื่อไทยจะทำ สงครามกับพม่าเป็นเวลาที่สตรีไทยต้องออกต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาย  การแต่งกายของสตรีก็ เปลี่ยนไปให้เหมาะสมกับบทบาทใหม่  คือ  แต่งกายให้รัดกุม  ไม่รุ่มร่าม  สะดวกในการเคลื่อนไหว เป็นการห่มผ้าแบบ “ตะเบงมาน” ผมก็ตัดสั้น  เพื่อสะดวกในการรบ  หนีภัยและการปลอมแปลง เป็นชาย

สำหรับเครื่องแต่งกายที่ใช้สำหรับทำงานกลางแจ้งหรือทำไร่  ทำนาของคนไทยนั้น  ก็จะใช้ สีเข้ม  เพื่อไม่ให้สกปรกง่าย  ตัวเสื้อของสตรีเป็นเสื้อผ่าอก  แขนกระบอกเพื่อกันแดด (นฤมล ปราชญ์โยธิน, 2525 : 1, 7)

การแต่งกายสมัยรัตนโกสินทร์

สมัยรัตนโกสินทร์

รัชกาลที่  1 – 3  พ.ศ.  2325 – 2394  ระยะ  69  ปี

หญิง

ผม  ไว้ผมปีกประบ่ากันไรผมวงหน้าโค้ง  ส่วนบนกระหม่อมกันไรผมเป็นหย่อมวงกลม แบ่งผมออกดูคล้ายปีกนก  จึงเรียกผมปีก  แต่ไม่ยาวเท่าสมัยอยุธยา  ปล่อยจอนข้างหูยาวแล้ว  ยกขึ้น ทัดไว้ที่หู  เรียกว่า “จอนหู” ส่วนเด็ก ๆ นิยมไว้ผมจุก

การแต่งกาย  นุ่งผ้าจีบ  ห่มสไบเฉียง  ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสมัยอยุธยา  ชาวบ้านนุ่งผ้าถุง หรือโจงกระเบน  สวมเสื้อรัดรูปแขนกระบอก  ห่มตะเบงมานหรือผ้าแถบคาดรัดอกและห่มสไบ เฉียงทับ

ชาย

ผม  ยังคงไว้แบบเดียวกับสมัยอยุธยา  คือ  ทรงมหาดไทย  ชาวบ้านเรียกว่า “ทรงหลักแจว”

การแต่งกาย  นุ่งผ้าม่วง  โจงกระเบน  สวมเสื้อเป็นแบบเสื้อนอกคอเปิด  ผ่าอก  แขนยาว กระดุม  5  เม็ด  ชาวบ้านจะไม่สวมเสื้อหรือพาดผ้า

รูปแบบการนุ่งผ้าระหว่างชาววังและชาวบ้านไม่น่าจะมีอะไรแตกต่างกันมาก  แต่จะมี รายละเอียดบางส่วนคือ  เนื้อผ้าพวกชาววัง  ขุนนาง  ชนชั้นสูง  มักใช้ผ้าทอเนื้อละเอียด  สอดเงินสอดทองหรือผ้าไหมอย่างดี  ส่วนชาวบ้านนุ่งผ้าพื้นเมือง  พวกผ้าพื้นหรือผ้าลายเนื้อเรียบ ๆ ตามหลักฐานรูปจิตรกรรมฝาผนัง  พวกขุนนางมักสวมเสื้อคอกลม  ผ่ากลาง  มีกระดุม  มีสาบเสื้อหรือเป็นเสื้อคอเปิด  มีกระดุมจะมีผ้าคาดทับ  ส่วนกางเกงจะเป็นแบบขาสามส่วน  ยาวเพียงครึ่งน่อง  บางทีก็นุ่งโจงกระเบนทับในสมัยรัชกาลที่  3  ไม่โปรดให้สวมเสื้อเข้าเฝ้า

การแต่งกายของคนสามัญ

ราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกร  ทำนา  ทำสวน  ทำไร่  การแต่งกายของชายหญิงจึง เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตแบบเกษตรกร  การแต่งกายจึงมีลักษณะทะมัดทะแมง  คือ  นุ่งผ้าชิ้น  เดียว ด้วยวิธีนุ่งถกเขมร  เป็นการนุ่งโจงกระเบน  แต่ถกให้สั้นเหนือเข่า  เพื่อสะดวกในการออกแรง  ไม่สวมเสื้อ  โพกผ้าที่ศีรษะ  ไม่สวมรองเท้า  หากอยู่บ้านไม่ทำงานก็นุ่งผ้าลอยชายหรือนุ่งโสร่ง  มีผ้าคาดพุง  ในงานเทศกาลมักนุ่งผ้าโจงกระเบนเป็นผ้าแพรสีต่าง ๆ และห่มผ้าคล้องคอปล่อยชายยาวทั้งสองไว้ด้านหน้าหรือคล้องไหล่ทิ้งชายไว้ด้านหน้าหรือพาดตามไหล่ไว้

ทรงผม  ติดเป็นผมปีกหรือผมตัดแบบผู้ชาย

สตรีชาวบ้านนุ่งผ้าจีบ  ห่มสไบ  เวลาทำงานห่มตะเบงมาน  อยู่บ้านห่มเหน็บหน้าแบบผ้าแถบ  เวลาออกจากบ้านห่มสไบเฉียง  ถ้าเป็นสตรีสาวตัดผมสั้น  แบบดอกกระทุ่ม  ปล่อยท้ายยาวงอนถึงบ่า  ผู้ใหญ่ตัดผมปีกแบบโกนท้ายทอยสั้น

ลักษณะการแต่งกายของคนสามัญไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงจนมาถึงสมัยรัชกาลที่  4

การแต่งกายสมัยรัชกาลที่  1 – 3

image014

รัชกาลที่  4  พ.ศ.  2394 – 2411  ระยะ  17  ปี

การแต่งกายสมัยรัชกาลที่  4 (หญิง)

image015

การแต่งกายสมัยรัชกาลที่  4

image016

ตามธรรมดาคนไทยสมัยโบราณ  ไม่นิยมสวมเสื้อผ้าแม้แต่เวลาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อเข้าเฝ้า  ในสมัยรัชกาลที่  4  ทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาภาษาอังกฤษและวัฒนธรรมตะวันตกขึ้นในราชสำนัก  จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงเครื่องแต่งกายสตรีโดย

หญิง

ผม  หญิงไว้ผมสั้น  ที่เรียกว่า “ผมปีก” แต่ไม่ยาวประบ่า  ด้านหลังตัดสั้น  บางคนก็โกน  ผมขึ้นมาเหมือนผมมหาดไทยของผู้ชาย  มีการถอนไรผมให้มีรอยเป็นเส้น  วงรอบผมปีกไว้  ชาย ผมตกที่ริมหูทั้งสองข้างเรียก “ผมทัด”

การแต่งกาย  นุ่งผ้าลายโจงกระเบน  นุ่งผ้าจีบ  ใส่เสื้อผ่าอก  คอตั้งเตี้ย ๆ ปลายแขน  แคบยาวถึงข้อมือ  เสื้อพอดีตัวยาวเพียงเอว  เรียกว่า  เสื้อกระบอกแล้วห่มแพรสไบจีบเฉียงบนเสื้ออีกที (ต่อมาเรียกว่า “แพรสพาย” ในสมัยรัชกาลที่  5)

เครื่องประดับ  สตรีที่สูงศักดิ์จะใช้กระเจียกทับทรวง  ตาด  พาหุรัด  สะอิ้ง  สร้อย  สังวาลย์  หุ้มหูเพชร  แหวนเพชร

ชาย

ผม  ไว้ผมทรงมหาดไทย  ส่วนรัชกาลที่  4  จะไม่ทรงไว้ทรงมหาดไทย

การแต่งกาย  นุ่งผ้าม่วงแพรโจงกระเบน  สวมเสื้อนอกเหมือนพวกบ้าบ๋า (ชายชาวจีนที่เกิดในมลายู)  สวมเสื้อเปิดอกคอเปิดหรือเป็นเสื้อกระบอก  คือ  ตัดเป็นรูปกระบอกแขนยาว

พระมหากษัตริย์และพวกราชทูตไทยจะแต่งตัวแบบฝรั่งคือ  สวมกางเกง  ใส่เสื้อนอกคอเปิด  สวมรองเท้าคัทชู  ไม่ไว้ผมทรงมหาดไทย  พวกทูตเมื่อกลับมาเมืองไทยให้ไว้ผมทรงมหาดไทยเหมือนเดิม  ในสมัยรัชกาลที่  4  และรัชกาลที่  5  เรื่องการแต่งกายจะมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงมาก  ไม่ให้ฝรั่งดูถูกได้  รวมถึงพระสนมก็สวมกระโปรงแบบฝรั่ง  เสื้อแบบฝรั่ง

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่  5 (พ.ศ.2411 – 2453)  ระยะ  42  ปี

การแต่งกายสมัยต้นสมัยรัชกาลที่  5

image017

ใน  พ.ศ.2414  ได้ทรงปรับปรุงประเพณีการไว้ผม  ให้ผู้ชายไทยเลิกไว้ผมทรงมหาดไทย  เปลี่ยนเป็นไว้ผมยาวอย่างฝรั่ง  ส่วนผู้หญิงให้เลิกไว้ผมปีก  ให้ไว้ผมตัดยาวทรงดอกกระทุ่ม  การเปลี่ยนแปลงการแต่งกายในสมัยรัชกาลที่  5  สรุปได้  ดังนี้

ต้นสมัยรัชกาลที่  5

หญิง

ผม  เลิกไว้ผมปีก  หันมาไว้ผมยาวประบ่า

การแต่งกาย  นุ่งผ้าลายโจงกระเบน  เสื้อกระบอก  ผ่าอก  แขนยาว  ห่มแพร  จีบตามขวาง  สไบเฉียงทาบบนเสื้ออีกชั้นหนึ่ง  ถ้าอยู่บ้านห่มสไบไม่สวมเสื้อ  เมื่อมีงานพิธีจึงนุ่งห่มตาด

เครื่องประดับ  สร้อยคอ  สร้อยตัว  สร้อยข้อมือ  กำไล  แหวน  เข็มขัด

ชาย

ผม  เลิกไว้ทรงมหาดไทย  หันมาไว้ผมยาวทั้งศีรษะ  ผมรองทรง

การแต่งกาย  นุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน  สวมเสื้อราชประแตน  คือ  เสื้อนอกกระดุม  5  เม็ด  สวมหมวกหางนกยูง  ถือไม้เท้า  ไปงานพิธีจะสวมถุงเท้ารองเท้าด้วยหรือสวมเสื้อแพรสีตาม กระทรวงและหมวดเหล่า  ตามชั้นเจ้านาย  เสื้อแพรสีไพล  ขุนนางกระทรวงมหาดไทย  เสื้อแพรสี เขียวแก่  ขุนนางกระทรวงกลาโหม  เสื้อแพรสีลูกหว้า  ขุนนางกรมท่า (กระทรวงต่างประเทศ)  เสื้อ แพรสีน้ำเงิน (ภายหลัง  คือ  สีกรมท่า)  มหาดเล็กเสื้อแพรสีเหล็ก  พลเรือนจะใส่เสื้อปีกเป็นเสื้อคอ ปิดมีชายไม่ยาวมาก  คาดเข็มขัดนอกเสื้อ

กลางสมัยรัชกาลที่  5

การแต่งกายสมัยกลางสมัยรัชกาลที่  5

image018

หญิง  ไว้ผมยาวเสมอต้นคอ

เครื่องประดับ  สร้อยสังวาล  เข็มขัดทองหัวลงยาประดับเพชรพลอย

การแต่งกาย  นุ่งผ้าจีบไว้ชายพก  เมื่อมีพิธียังให้นุ่งโจงกระเบนอยู่  นิยมเสื้อแบบตะวันตก คอตั้ง  แขนยาวต้นแขนพองแบบหมูแฮม  มีผ้าห่มหรือแพร  สไบเฉียงตามโอกาสห่มทับตัวเสื้ออีกที  สตรีชาววังจะสะพายแพรชมพูปักดิ้น  ลวดลายตามยศที่ได้รับพระราชทาน  สวมรองเท้าบู๊ตและถุงเท้าตลอดน่อง

ชาย  แต่งเหมือนสมัยต้นรัชกาล  ฝ่ายพลเรือนมีเครื่องแบบแต่เต็มยศ  เป็นเสื้อแพร  สีกรมท่า  ปักทองที่คอและข้อมือ  เวลาปกติใช้เสื้อคอปิด  ผูกผ้าผูกคออย่างฝรั่ง  นุ่งผ้าไหมสีน้ำเงิน แก่  ถุงเท้าขาว  รองเท้าหนังดำ  หมวกเฮลเม็ท (Helmet)  แพรขนสีดำ

ปลายรัชกาลที่  5

การแต่งกายสมัยปลายรัชกาลที่  5

image019

หญิง

ผม  ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม

เครื่องประดับ  นิยมสร้อยไข่มุก  ซ้อนกันหลาย ๆ สาย  เครื่องประดับอื่น ๆ ก็อนุโลมตาม ฐานะและความงาม

การแต่งกาย  นุ่งโจงกระเบน  สวมเสื้อแพรไหม  ลูกไม้  ตัดแบบตะวันตก  คอตั้งสูง  แขนยาว  พองฟู  เอวเสื้อผ้าจีบเข้ารูปหรือคาดเข็มขัดหรือห้อยสายนาฬิกา  สะพายแพร  สวมถุงเท้ามี ลวดลายปักสี  รองเท้าส้นสูง

การแต่งหน้า  นิยมใช้เครื่องสำอางแบบตะวันตก  ขัดฟันให้ขาว

ชาย

ผม  ไว้ผมรองทรง

การแต่งกาย  นุ่งกางเกงฝรั่งแทนโจงกระเบน  สวมหมวกกะโล่  ข้าราชการแต่งแบบ  พระราชกำหนด  คือ  เครื่องแบบ (Uniform)  เหมือนอารยะประเทศ

ในสมัยรัชกาลที่  5  เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงการแต่งกายของคนไทยอย่างแท้จริง  ทรง เสด็จประพาสยุโรป  ทรงนำแบบอย่างการแต่งกายแบบยุโรปกลับมาใช้ในประเทศไทย  ซึ่งผู้นำใน เรื่องการแต่งกายหรือความเป็นอยู่อื่น ๆ คือ  บุคคลชั้นสูงแต่งนำแล้วจึงมีผู้แต่งตาม  เสื้อทรงพริ้นเซส (เสื้อรัดรูปมีตะเข็บเป็นทางตั้ง)  เป็นที่นิยมได้ดัดแปลงเป็นเสื้อชั้นในรุ่นแรก  คือ  ตัดโค้งให้กว้างและไม่มีแขน  ตัดสั้น  เหนือเอว  เปิดตลอดด้านหน้ากลัดดุม  มีกระเป๋าตรงใต้อก  1 – 2  ใบ เรียกว่า  เสื้อผ่าตะเข็บ  เสื้อชั้นในรุ่นต่อจากเสื้อผ่าตะเข็บคือ  เสื้อคอกระเช้า  ซึ่งเดียวนี้ก็ยังมีคนใส่เช่นนั้นอยู่

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงเครื่องแต่งกายนี้เป็นไปเฉพาะในหมู่เจ้านายในราชสำนัก และคนชั้นสูงที่มีกำลังทรัพย์  ชาวบ้านทั่วไปอาจจะตามไม่ทันตามช้าหรือไม่มีกำลังจะทำตามก็แต่งตามเท่าที่จะสามารถทำได้  อย่างง่ายที่สุดก็คือ  เปลี่ยนทรงผม  นอกจากนั้นก็สวมเสื้อธรรมดา  นุ่งผ้า  สวมกางเกงแพรของจีนอย่างง่าย ๆ

สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

(รัชกาลที่  6)  พ.ศ.2543 – พ.ศ.2468  ระยะ  15  ปี

การแต่งกายสมัยรัชกาลที่  6

image020

หญิง

ผม  ไว้ผมยาวเสมอต้นคอ  ตัดเป็นลอนหรือเรียกว่า  ผมบ๊อบ  คือ  ตัดสั้นระดับในหูตอนล่าง  สองข้างยาวเท่ากัน  นิยมดัดข้างหลังให้โค้งเข้าหาต้นคอเล็กน้อยหรือตัดสั้น  แบบ “ทรงซิงเกิ้ล” ลักษณะตัดสั้น  คล้ายผมป๊อบผิดกับตรงด้านหลังผมซิงเกิ้ลซอยด้านหลังให้ลาดเฉียงลงแนบต้นคอ  ใช้เครื่องประดับคาดรอบศีรษะ  ตอนปลายรัชกาลไว้ผมยาวและเกล้ามวยแบบตะวันตก

เครื่องประดับ  นิยมสร้อยไข่มุก  ต่างหูห้อยระย้า  เพื่อให้เข้าชุดกับเครื่องแต่งกาย

เครื่องแต่งกาย  ตอนแรกนิยมนุ่งผ้าโจงกระเบนผ้าม่วง  สวมเสื้อผ่าอก  คอลึก  แขนยาวเสมอข้อศอก  สะพายแพรบาง ๆ ต่อมาเริ่มนุ่งซิ่นตามพระราชนิยม  สวมเสื้อผ้าแพรโปร่งบางหรือ ผ้าพิมพ์ดอก  คอเสื้อกว้างขึ้นอีกและแขนเสื้อสั้น  ประมาณต้นแขน  ไม่มีการสะพายแพร

ชาย

ผม  ผมยาวกว่าเดิม  ตัดแบบยุโรป  หวีผมเรียบไม่ค่อยสวมหมวก

การแต่งกาย  ยังคงนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน  สวมเสื้อราชปะแตน  เพิ่มเสื้อครุยแขนยาว  จรดข้อมือ  ตัดเสื้อยาวคลุมเข่าสวมทับอีกที  เริ่มนุ่งกางเกงแบบฝรั่งในระยะหลัง  ประชาชนธรรมดามักนุ่งกางเกงแพรของจีน  สวมเสื้อคอกลมผ้าขาวบาง

ข้อสังเกตในการแต่งกายของสตรีในรัชกาลนี้คือ  การไว้ผมยาว  ในที่นี้หมายถึง  การเลิกไว้ ผมปีกหรือทรงดอกกระทุ่มและนิยมคาดศีรษะด้วยผ้าหรือไข่มุก  แล้วเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งคือ  นุ่งซิ่น  เพราะต่างกับรัชกาลอื่น

สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่  7 (พ.ศ.2468 – 2477)  ระยะ  9  ปี

การแต่งกายสมัยรัชกาลที่  7

image021

สตรีไทยสมัยนี้แต่งกายแบบตะวันตกมากขึ้น  เลิกนุ่งโจงกระเบน  นุ่งซิ่นแค่เข่า  สวมเสื้อทรงกระบอกตัวยาวคลุมสะโพก  ไม่มีแขน  จะเป็นเอกลักษณ์ของสมัยนี้  ไว้ผมสั้น  ดัดลอน  นิยมดัดผมมากขึ้น  ชายนิยมนุ่งกางเกงแบบสีต่าง ๆ เช่นเดียวกับผ้าม่วง  ข้าราชการนุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงิน  เสื้อราชปะแตน  สวมถุงเท้า  รองเท้า  สวมหมวกสักหลากมีปีกหรือหมวกกะโล่  ราษฎรยังคงนุ่งโจงกระเบน  สวมเสื้อธรรมดา  ไม่สวมรองเท้าใน  พ.ศ.2475  ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นการสิ้นสุดระบบสมบูรณาญาสิทธิราช  เป็นการปกครองระบบประชาธิปไตย  คนไทยสนใจกับอารยธรรมตะวันตกอย่างเต็มที่  การแต่งกายมีการเลียนแบบฝรั่งมากขึ้น  ให้นุ่งกางเกงขายาวแทนการนุ่งผ้าม่วง

อย่างไรก็ตามอิทธิพลการแต่งกายแบบตะวันตกจะเข้าครอบคลุมเฉพาะชนบางกลุ่ม  สามัญชนทั่วไปยังคงแต่งกายตามประเพณีเดิมคือ  ชายสวมกางเกงแพรหรือสวมกางเกงสามส่วน  เรียกว่า  กางเกงไทย  ใส่เสื้อธรรมดา  ไม่สวมรองเท้า  สตรีสวมเสื้อคอกระเช้าเก็บชายเสื้อไว้ในผ้าซิ่นหรือโจงกระเบน  ออกนอกบ้านจึงแต่งสุภาพ

สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

รัชกาลที่  8 (พ.ศ.2477 – 2489)  ระยะ  12  ปี

การแต่งกายสมัยรัชกาลที่  8

image022

เป็นยุครัฐนิยม  โดยจอมพล  ป.พิบูลสงคราม  มีการกำหนดเครื่องแต่งกายเป็น  3  ประเภท  คือ

  1. ใช้ในที่ชุมชน
  2. ใช้ทำงาน
  3. ตามโอกาส

หญิง  สวมเสื้อแบบไหนก็ได้  แต่ต้องคลุมไหล่  นุ่งผ้าถุง  ต่อมานุ่งกระโปงหรือผ้าถุงสำเร็จ  สวมรองเท้า  สวมหมวก  เลิกกินหมาก  สตรีสูงอายุไม่คุ้นกับการนุ่งผ้าถุงก็จะนุ่งโจงกระเบนไว้ข้างใน

ชาย  สวมเสื้อมีแขน  คอปิดหรือเปิดก็ได้  ชาวชนบทเสื้อทรงกระบอกแขนยาวคอตั้งกลัด กระดุม  5  เม็ด มีกระเป๋า  สวมกางเกงแบบสากล  สวมรองเท้า  สวมหมวก  คนแก่ตามชนบทจะนุ่งโจงกระเบนอยู่บ้าง  สรุปแล้วสมัยนี้การแต่งกายเป็นสากลมากขึ้น

สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน

(รัชกาลที่  9  พ.ศ.2489)  ทรงครองราชย์มาถึงปัจจุบัน

ในปี  พ.ศ.2503  มีเหตุการณ์เกี่ยวกับการแต่งกายที่ต้องบันทึกไว้นั่นคือ  เกิดชุดประจำชาติ ของฝ่ายหญิงสำหรับเป็นเครื่องแต่งกายหลัก  แสดงเอกลักษณ์ไทยโดยตรง

ต้นเดิมของเรื่องที่ปรากฏไว้อย่างแจ่มชัดในหนังสือพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถชื่อหนังสือ “ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ” ซึ่งเป็นหนังสือที่กล่าวถึงการตามเสด็จเยือนยุโรปและอเมริกา  14  ประเทศอย่างเป็นทางการของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชนินีนาถ  เมื่อปี  พ.ศ.2503  รวมเวลาถึง  6  เดือน

ในการตระเตรียมการครั้งนั้น  สมเด็จฯ  ทรงกล่าวว่า “การตระเตรียมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็นับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิงเรา” เพราะต้องเสียเวลาไปนานและหลายเดือนในหลายฤดูกาล  นอกจากนั้นที่สำคัญยิ่งคือประสบปัญหาเรื่อง “เสื้อผ้าที่จะใช้เป็นแบบฉบับ” คือ  ชุดประจำชาติที่เหมาะสมกับสมัย

ด้วยปัญหานี้เอง  พระองค์โปรดฯ  ให้ช่วยกันค้นพระบรมรูปของพระมเหสีเก่ามาทอดพระเนตร  พิจารณาแต่ก็ทรงเห็นว่าชุดต่าง ๆ ในอดีตเหล่านี้ไม่เข้ากับสมัยปัจจุบันเลย  บางชุดก็บวกเอาเสื้อแบบฝรั่งเข้ามาผสมผ้านุ่งเสียด้วยซ้ำ  เช่น  ชุดที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงฉลองพระองค์แขนพองแบบขาหมูแฮม  เป็นต้น  ส่วนพระบรมราชินีในรัชกาลที่  6  แม้จะทรงนุ่งซิ่นก็จริง  แต่ฉลองพระองค์ข้างบนกลับเป็นแบบฝรั่งสมัยหลังสงครามโลกครั้งแรกเสียอีก

ชุดไทยพระราชนิยม

image023

image024

ดังนั้นจึงทรงตัดสินพระทัยให้คิดแบบขึ้นใหม่  โดยให้หม่อมหลวงมณีรัตน์  บุนนาค  ไปพบกับอาจารย์ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ช่วยกันค้นคว้าและออกแบบขึ้นในที่สุดก็เกิดเป็นชุดไทยที่มีความเป็นไทยออกมานับแต่นั้น  ชุดเหล่านี้ภายหลังเรียกว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” ส่วนมาก นิยมใช้ผ้าไหมและผ้าซิ่นเป็นหลัก  มีชื่อชุดและกาลเทศะสำหรับใส่ต่าง ๆ กัน  มีผู้โดยเสด็จกัน แพร่หลายจนเป็นที่คุ้นตาและเป็นการแต่งกายสำหรับชุดประจำชาติฝ่ายหญิงโดยแท้จริง  ชื่อชุดไทยพระราชนิยม  ได้แก่

  1. ไทยเรือนต้น  ใช้แต่งในงานที่ไม่เป็นพิธีและต้องการความสบาย  เช่น  ไปเที่ยว
  2. ไทยจิตรลดา  เป็นชุดไทยพิธีกลางวัน  ใช้รับประมุขต่างประเทศเป็นทางการหรืองาน สวนสนาม
  3. ไทยอมรินทร์  สำหรับงานเลี้ยงรับรองตอนหัวค่ำ  อนุโลมไม่คาดเข็มขัดได้
  4. ไทยบรมพิมาน  ชุดไทยพิธีตอนค่ำ  คาดเข็มขัด
  5. ไทยจักรี  คือ  ชุดไทยสไบ
  6. ไทยดุสิต  สำหรับงานพิธีตอนค่ำ  จัดให้สะดวกสำหรับสวมสายสะพาย
  7. ไทยจักรพรรดิ  เป็นแบบไทยแท้
  8. ไทยศิวาลัย  เหมาะสำหรับเมื่ออากาศเย็น

สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงเป็นผู้นำในการแต่งกายอย่างแท้จริง  ทั้งทรงมีพระสิริโฉม งดงามด้วย  บรรดาผู้เชี่ยวชาญการออกแบบเครื่องแต่งกายสตรีของโลกจำนวน  2,000  คน  ได้เคยถวายพระเกียรติด้วยการออกเสียงให้เป็นสตรี  1  ใน  10  ที่ฉลองพระองค์งดงามที่สุดในโลกของรอบปี  พ.ศ.2503  และ  2504  กับได้ทรงรับเลือกขึ้นเป็นสตรีผู้มีการแต่งกายเยี่ยมที่สุดในโลกของรอบปี  พ.ศ.2506  และ  2507  ต่อมายังทรงได้รับพระเกียรติจารึกพระนามาภิไธยในหอแห่งเกียรติคุณ  ณ  นครนิวยอร์ค  สหรัฐอเมริกา  ในบรรดาสตรีแต่งกายงามที่สุดในโลก  12  คน  ประจำปี พ.ศ.2508

การแต่งกายในระยะแรกต่อเนื่องจากรัชกาลก่อน  คือ  ชายสวมกางเกงทรงหลวม ๆ เสื้อเชิ้ต  ส่วนหญิงนุ่งกระโปรงหรือนุ่งผ้าถุง  เสื้อคอแบบต่าง ๆ หรือเสื้อเชิ้ตของผู้ชายจะมีเปลี่ยนแปลงบ้าง  ก็มีเสื้อคอฮาวายเพิ่มเข้ามาเป็นเสื้อที่ปกไม่ตั้งเหมือนเสื้อปกเชิ้ต  ส่วนผู้หญิงก็มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมทรงกระโปรง  ช่วงต้นรัชกาลจะมีกระโปรงที่เรียกกันคุ้นหู  3  แบบ  คือ

  • กระโปรงนิวลุค  เป็นกระโปรงบาน  ใช้ผ้าเฉลียงวงกลม  ในช่วงปี  2493
  • กระโปรง  4  ชิ้น  6  ชิ้น  8  ชิ้น
  • กระโปรงสุ่มไก่  เป็นกระโปรงที่มีโครงไม้กลม ๆ อยู่ข้างในสอดในรอยต่อระหว่างชั้น ทุกชั้นเหมือนห่วงฮูลาฮูบ  มีจีบรอบด้วย

เสื้อในสมัยนั้น  นิยมประดับลูกไม้  จีบระบาย  ผมดัดหยิก

มีเสื้อผ้าทรงวัยรุ่นชาวกรุงสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษฎ์  ธนะรัตน์  เรียกว่า  ทรงออร์เหลนมีลักษณะเด่นคือ  นุ่งกางเกงขาลีบ  เสื้อพอง  ได้รับอิทธิพลจากดาราภาพยนตร์ประเภทร็อคแอนโรล  ซึ่งในสมัยนั้นโด่งดังมาก

ในช่วงประมาณปี  2511  จะมีกระโปรงชนิดหนึ่งแพร่เข้ามาจากต่างประเทศคือ  มินิสเกิ้ต เป็นกระโปรงสั้นเหนือเข่าและที่สั้นกว่ากระโปรงมินิสเกิ้ต  เรียกว่า  ไมโครสเกิ้ต  ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่นุ่งกระโปรงมินิสเกิ้ต  ก็จะนุ่งกระโปรงมิดี้เป็นกระโปรงครึ่งน่อง  ถ้ายาวลงมาจนกรอมเท้า เรียกว่า  กระโปรงแม็กซี่  ใส่กันในงานราตรี  ในสมัยกระโปรงมินิสเกิตจะมีรองเท้าหนา ๆ สูงมารองรับสูงถึงประมาณ  3 – 4  นิ้ว  หรือกว่านี้บางคนเรียกว่า “ตึก” หรือ “เตารีด”

ในช่วงปี  พ.ศ.2513  เริ่มมีแฟชั่นผมจากต่างประเทศ  คือ  ผมฮิปปี้  ประมาณไล่เลี่ยกันก็มี กางเกงที่นิยมกันคือ  กางเกงเด๊ฟและกางเกงม๊อด

กางเกงม๊อด  เป็นกางเกงขาลีบจากต้นขาถึงหัวเข่าแล้วบานออกไปจนคลุมเท้าเหมือนขาม้า  กางเกงม๊อดภายหลังปล่อยตรง  เข่าบานออกเท่ากับส่วนอื่น ๆ เรียกว่า  ทรงเซลเล่อร์ (Sailor)  คนที่ ใส่กางเกงม๊อดมักใช้รองเท้าหัวโตส้นสูง  3 – 4  นิ้ว

ชายไทยยอมรับเอากางเกงเข้ามาเป็นเครื่องแต่งกายท่อนล่างโดยทั่วไปทั้งประเทศแทน ผ้านุ่ง  เพราะฉะนั้นเมื่อจะแสวงหาชุดประจำชาติของฝ่ายชายจึงปล่อยให้กางเกงเป็นของหลัก ตายตัวไม่ต้องคิดอีก  คิดหาแต่เฉพาะเสื้อซึ่งทำอย่างไรจึงจะดูเป็นไทยและให้ความสง่างามต้องตา คนที่สุด

ได้มีผู้คิดเรื่องนี้กั้นมาพอสมควร  บ้างก็คิดส่วนตัวและบ้างก็เผยแพร่ออกไป  แต่ที่โด่งดัง มากนั้น  ได้แก่  เสื้อซาฟารี  เสื้อพ่อขุนรามคำแหงและสุดท้ายที่ลงตัวแล้ว  คือ  เสื้อพระราชทาน  เสื้อซาฟารีนั้นที่จริงหาได้แสดงเอกลักษณ์ไทยแต่อย่างใดไม่แม้แต่เพียงชื่อ  เพราะเป็นเสื้อฝรั่งทั้งดุ้น  ฝรั่งใส่กันในอาฟริกาและในเมืองขึ้นต่าง ๆ ของคนในเอเชีย  เนื่องจากสะดวกสบาย  เหมาะกับอากาศร้อน

เสื้อซาฟารีเข้ามาเมืองไทยและฮือฮากันมากในปี  พ.ศ.2516  สรุปความจากบทความใน หนังสือพิมพ์สยามรัฐเดือนมิถุนายน  พ.ศ.2516  ก็จะทราบว่าแต่เดิมพลโทแสวง  เสนาณรงค์  ใส่คนเดียวก่อนมานานจนจอมพลถนอม  กิตติขจร  เกิดชอบด้วยถึงกับประกาศให้ข้าราชการแต่งชุดซาฟารีไปทำงาน  นับแต่เดือนสิงหาคม  พ.ศ.2516  เป็นต้นไป

เมื่อเป็นข่าวขึ้นมา  ม.ร.ว.คึกฤทธิ  ปราโมช  ก็เขียนบทความไม่เห็นด้วยในฉบับวันที่  13  มิถุนายน  พ.ศ.2516  และนเรศ  นโรปกรณ์  ก็แสดงความตะขิดตะขวงใจออกมาในด้วยในเวลา ไล่เลี่ยกัน

ถึงกระนั้นก็มีข้าราชการและประชาชนผู้ตามสมัยจำนวนมากพากันฮิตเสื้อซาฟารีอัน กลายเป็นเสื้อระดับชาติอยู่พักหนึ่ง  แต่ไม่นานก็หมดความนิยมไป  เมื่อหนังสือพิมพ์ไม่เห็นด้วยกับ ชุดซาฟารี  โดยอ้างว่าเป็นเสื้อฝรั่งหรือเสื้อของพวกล่าเมืองขึ้น  จอมพลถนอม  กิตติขจร  ก็ยอมรับว่าเป็นฝรั่งมากไปหน่อย  ไล่เลี่ยกันนั่นเอง  คือ  เดือนสิงหาคม  พ.ศ.2516  จึงมีชุดแบบใหม่ออกมาเสนออีกเช่น  ที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ  ฉบับวันพฤหัสบดีที่  16  สิงหาคม  2516  จะเห็นรูปพันเอกณรงค์  กิตติขจร  รองเลขาธิการฝ่ายการเมือง  สำนักงานคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ (ก.ต.ป)  ยืนโชว์เสื้อคอกลมเหมือนเสื้อม่อฮ่อมอยู่  แจ้งว่าเป็นชุดที่จอมพลถนอม  กิตติขจร  นายกรัฐมนตรีสั่งเอาแบบจากกรมศิลปากรโดยตรงและเป็นเสื้อแบบสมัยพ่อขุนรามคำแหง  จะอนุโลมให้ข้าราชการแต่งได้อีกนอกเหนือจากการแต่งชุดซาฟารี

แต่ชุดม่อฮ่อมหรือชุดพ่อขุนรามคำแหงดังกล่าวก็ไม่เป็นที่นิยมของประชาชนและ ข้าราชการนัก  จึงไม่มีใครใส่แล้วก็เลิกล้มกันไปอีกโดยปริยาย

ในที่สุดเมื่อถึง  พ.ศ.2522  จึงเกิดชุดประจำชาติฝ่ายชายขึ้นอย่างแท้จริงและนับเป็นเสื้อ แสดงเอกลักษณ์ได้ชัดเจนกว่านับเป็นที่พอใจของคนไทยอย่างแท้จริง

เสื้อดังกล่าวเรียกว่า “เสื้อพระราชทาน” นำออกเผยแพร่ครั้งแรก  เมื่อวันที่  22  กรกฎาคม  พ.ศ.2522  โดยพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์  ขณะนั้นพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ได้ใส่ไปเป็น ประธานเปิดงานฉลองครบรอบ  60  ปี  ของวงเวียน  22  กรกฎาคม  เมื่อพวกหนังสือพิมพ์เห็นก็พา กันแปลกตาและในวันพุธที่  25  เดือนเดียวกัน  ท่านผู้นี้ก็สวมชุดดังกล่าวเข้าไปในสภาก็พลอยให้ ส.ส.ตื่นเต้น  ประหลาดใจกันไปตาม ๆ กัน  นับจากนั้นหนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวเรื่องเสื้อแบบใหม่กัน เกรียวกราวและกลายเป็นสัญลักษณ์ของพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์  ไปเลย  เมื่อใครเขียนการ์ตูนก็ต้องเขียนให้ท่านสวมชุดพระราชทานติดตัวเสมอไป

พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์  ไปเปิดเผยถึงที่มาของเสื้อพระราชทาน (เก็บความจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ฉบับวันศุกร์ที่  27  กรกฎาคม  พ.ศ.2522)  ว่าเกิดจากการไปเยือนประเทศใน อาเซียนประเทศอื่น ๆ ต่างมีชุดของตัว  เช่น  ชวามีเสื้อบาติก  ฟิลิปปินส์มีเสื้อบาลอง  แต่สำหรับ ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเก่าแก่กลับไม่มีเสื้อประจำชาติ  กล่าวกันอย่างง่าย ๆ ก็คือ  ทำให้กระอัก กระอ่วนใจหรือเป็นปมด้อยอย่างหนึ่งก็ว่าได้  เมื่อพอเอกเปรม  ติณสูลานนท์กลับมาเมืองไทยแล้ว จึงได้นำความเข้ากราบทูลปรึกษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  ในที่สุดสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถก็ทรงพระราชทานเสื้อให้ตัวหนึ่งเป็นฉลองพระองค์ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้เป็นประจำพร้อมทั้งพระราชทานแบบเสื้อให้ด้วยจากจุดนี้เองที่พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ได้ นำมาเผยแพร่และเป็นที่เกรียวกราวและพอใจของทุกฝ่าย  ไม่ว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  ส.ส.พ่อค้า ประชาชนเป็นการค้นหาที่ลงตัวเป็นครั้งแรก  ก็มีผู้ยอมรับกันพร้อมเพรียง

ที่น่าสังเกตคือ  เสื้อพระราชทานนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายหญิงมีชุดประจำชาติไปแล้วถึง  19  ปี

เสื้อพระราชทานมี  3  แบบ  คือ  แบบแขนสั้น  แบบแขนยาวคาดผ้าและแบบแขนยาวไม่ คาดผ้า  สำหรับแบบคาดผ้านั้นถือเป็นแบบเต็มยศที่สุด  ลักษณะเด่นของเสื้อชนิดนี้คือ  เป็นเสื้อคอตั้ง  มีสาบผ่าอก  กระดุม  5  เม็ด  และนิยมทำขลิบขอบต่าง ๆ

ราคาของเสื้อพระราชทานแขนสั้นที่ตัดขายกันนั้นมีทั้งที่ราคา  100  กว่าบาทขึ้น  ไปแพงขึ้น  เท่าใดก็แล้วแต่เนื้อผ้า  เพราะมีทั้งผ้าธรรมดาและผ้าไหม  ผ้ามัดหมี่

จนปัจจุบัน  พ.ศ.2531  สตรีไทยก้าวตามแฟชั่นยุโรป  โดยเฉพาะปารีส  ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของโลกไม่ยอมล้าสมัย  ไม่ว่าแฟชั่นฝรั่งจะนิยมแบบใด  คนไทยก็รับเอาแบบนั้น มาเป็นแบบฉบับ  จนกล่าวได้ว่าคนไทยยุคนี้แต่งกายทันสมัยไม่น้อยหน้าอารยประเทศชาติใดเลย  ทำให้ต้องถือเอาชุดพระราชนิยมและชุดพระราชทานเป็นชุดประจำชาติ  ใช้แต่งในโอกาสสำคัญหรืองานพระราชพิธีเพื่อความงดงามเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องแต่งกายไทย (THAI COSTUME)  ไว้

image025

1. แบบแขนสั้น  เป็นเสื้อคอตั้งสูงประมาณ  3.5 – 4  เซนติเมตร  ตัวเสื้อเข้ารูปเล็กน้อยและผ่าอกตลอด  มีสาบกว้างประมาณ  3.5  เซนติเมตร  มีขลิบรอบคอและสาบอก  ปลายแขนมีขลิบหรือพับแล้ว  ขลิบที่รอยเย็บ  ติดกระดุม  5  เม็ด  กระดุมมีลักษณะเป็นรูปกลมแบนทำด้วยวัสดุหุ้มด้วยผ้าสีเดียวกันหรือคล้ายคลึงกับเสื้อ  กระเป๋าบนมีหรือไม่มีก็ได้  ถ้ามีให้เป็นกระเป๋าเจาะข้างซ้าย  1  กระเป๋า  กระเป๋าล่างเป็นกระเป๋าเจาะข้างละ  1  กระเป๋า  อยู่สูงกว่าระดับกระดุมเม็ดสุดท้ายเล็กน้อย  ขอบกระเป๋ามีขลิบ  ชายเสื้ออาจผ่ากันตึงเส้นรอยตัดต่อมีหรือไม่มีก็ได้  ถ้ามีให้เดินจักรทับตะเข็บ

image027

image026

 

2. แบบแขนยาว  เป็นเสื้อคอตั้งสูงประมาณ  3.5 – 4  เซนติเมตร  ตัวเสื้อเข้ารูปเล็กน้อยและผ่าอกตลอด  มีสาบกว้างประมาณ  3.5  มีขลิบรอบคอและสาบอกติดกระดุม  5  เม็ด  กระดุมมีลักษณะเป็นรูปกลมและแบนทำด้วยวัสดุหุ้มด้วยผ้าสีเดียวกันหรือคล้ายคลึงกับเสื้อ  กระเป๋าบนมีหรือไม่มีก็ได้  ถ้ามีให้เป็นกระเป๋าเจาะข้างซ้าย  1  กระเป๋า  กระเป๋าล่างเป็นกระเป๋าเจาะข้าง  1  กระเป๋า  อยู่สูงกว่าระดับกระดุมเม็ดสุดท้ายเล็กน้อยและมีขลิบที่ขอบแขนเสื้อตัดแบบเสื้อสากล ปลายแขน  เย็บทาบด้วยผ้าชนิดและสีเดียวกันกับตัวเสื้อกว้างประมาณ  4 – 5  เซนติเมตร  โดยเริ่มจากตะเข็บด้านใน  อ้อมด้านหน้าไปสิ้นสุดเป็นปลายมนทับตะเข็บด้านหลังชายเสื้อ  อาจผ่ากันตึง เส้นรอยตัดต่อมีหรือไม่ก็ได้  ถ้ามีให้เดินจักรทับตะเข็บ

image028

image029

 

image030

image031

ภาพประกอบแบบเสื้อพระราชทานของผู้ชาย  ได้รวบรวมมาจากหนังสือเสื้อชุดไทย

3. แบบแขนยาวคาดเอว  ตัวเสื้อเหมือนแบบที่  2  แต่มีผ้าคาดเอว  ขนาดความกว้าง  ความยาวตามความเหมาะสม  สีกลมกลืนหรือตัดกับเสื้อ  ผูกเงื่อนแน่นทางซ้ายมือของผู้สวมใส่

เครื่องแต่งกายสำหรับงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธี

เครื่องแต่งกายเต็มยศ

  • นุ่งยกแบบซิ่น  ยาวถึงข้อเท้า
  • เสื้อที่เหมาะสมกับผ้านุ่ง (ถ้าเป็นเวลาเช้าหรือกลางวันควรใช้แบบที่ไม่เปิดคอกว้างนัก ถ้าเป็นเวลาบ่ายหรือกลางคืนจะเปิดคอกว้างหน่อยก็ได้  ไม่ควรสวมเสื้อที่ไม่มีไหล่หรือแขนเล็ก จนเกินไป
  • ถุงเท้ายาว
  • รองเท้าส้นสูง (สีทอง  สีเงิน  ตาด  ต่วน  แพรหรือหนังกลับขลิบทอง  ขลิบเงินก็ได้)
  • กระเป๋าถือขนาดย่อมที่เข้ากับเครื่องแต่งกาย (สีทอง  เงินหรือสิ่งแวววาว  เช่น  ทำด้วยลูกปัดหรือดิ้นก็ได้)
  • ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
  • ผู้ที่ได้รับพระราชทานสายสะพายต้องสวมสายสะพายตามหมายกำหนดการ

เครื่องแต่งกายครึ่งยศ  สำหรับงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธี  มีลักษณะเหมือนเครื่องเต็มยศ เว้นแต่ไม่สวมสายสะพาย

เครื่องแต่งกายปกติ  สำหรับงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธีมีลักษณะเหมือนเครื่องเต็มยศ  แต่ไม่ใช่วัตถุที่เป็นเงินทองแวววาวมากเหมือนเครื่องเต็มยศและไม่ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์

เครื่องแต่งกายราตรีสโมสร  สำหรับงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธีให้อนุโลมแต่งตามแบบ เครื่องเต็มยศหรือครึ่งยศ  แต่เสื้อจะเปิดไหล่ตามสมัยนิยมก็ได้

เครื่องแต่งกายไว้ทุกข์  ให้แต่งสีดำล้วน  อนุโลมตามแบบเครื่องเต็มยศ  ครึ่งยศหรือปกติ  แต่ไม่ใช้วัตถุแวววาวหรือเงินทองเลยและไม่ประดับอาภรณ์ทุกชนิดมากเกินควร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาภรณ์ที่เป็นสี

เครื่องแต่งกายธรรมดา

เครื่องแต่งกายสำหรับเวลาเช้าและกลางวันแบบไทย

  1. นุ่งผ้าแบบซิ่นยาวประมาณครึ่งน่อง
  2. เสื้อแบบกลางวันที่เหมาะสมกับผ้านุ่ง
  3. ถ้าเป็นงานที่มีบัตรเชิญควรสวมถุงเท้า
  4. รองเท้ามีส้นที่ไม่ใช่ทอง  เงินหรือเพชร
  5. กระเป๋าถือขนาดย่อมที่เข้ากับเครื่องแต่งกาย

เครื่องแต่งกายเวลาเช้าและกลางวันแบบสากล

แต่งอนุโลมตามแบบเครื่องแต่งกายเวลาเช้าและกลางวันแบบไทย  แต่ใช้กระโปรงสั้น  ยาว ตามสมัยนิยม  ไม่ควรใช้ต่วนหรือแพรที่บางเกินไป

เครื่องแต่งกายเวลาบ่ายแบบไทย

  1. นุ่งผ้าแบบซิ่นยาวประมาณครึ่งน่อง
  2. เสื้อแบบง่าย
  3. ถ้าเป็นงานที่บัตรเชิญควรสวมถุงเท้า
  4. รองเท้ามีส้น
  5. กระเป๋าถือขนาดย่อมที่เข้ากับเครื่องแต่งกาย

เครื่องแต่งกายเวลาบ่ายแบบสากล

แต่งอนุโลมตามแบบเครื่องแต่งกายเวลาบ่ายแบบไทย  แต่ใช้กระโปรงสั้น  ยาว  ตามสมัย นิยมและจะใช้แพรหนาหรือบางได้ทุกชนิด

เครื่องแต่งกายสำหรับเวลากลางคืน  แบ่งออกเป็น  2  ประเภท  คือ

  1. แบบราตรีสโมสร
  2. แบบราตรี

เครื่องแต่งกายราตรีสโมสรแบบสากล

  1. กระโปรงราตรียาวจรดพื้น  ตกแต่งสวยงาม
  2. เสื้อแบบราตรี  จะเปิดคอ  เปิดหลัง  มีแขนหรือไม่มีแขนก็ได้  ใช้แพรงาม ๆ หรือวัตถุที่ เป็นมันแวววาวได้ทุกชนิด
  3. รองเท้าแบบราตรี
  4. กระเป๋าถือแบบราตรี

เครื่องแต่งกายราตรีแบบไทย

แต่งอนุโลมตามแบบเครื่องแต่งกายเต็มยศหรือครึ่งยศ

เครื่องแต่งกายราตรีธรรมดา

  1. กระโปรงยาวจรดพื้นหรือสามส่วนตามสมัยนิยม
  2. เสื้อแบบราตรี
  3. รองเท้าแบบราตรี
  4. กระเป๋าถือแบบราตรี

คำที่ควรทราบ

  1. นุ่งสั้น  หมายถึง  การนุ่งโดยยกกลีบซ้อนกันมาก ๆ จนทำให้ผ้าอีกด้านหนึ่งขึ้นมา ขนาดดูสั้น  เลยเข่ามาก
  2. ทิ้งหางเหน็บ  คือ  เมื่อนุ่งสั้น  แล้วชายผ้าก็เหลือมาก  จึงม้วนเข้าแล้วลอดใต้ขาขึ้นไป เหน็บที่ก้นหรือที่เรียกว่า “กระเบนเหน็บ” โดยพับเสียก่อน  แล้วปล่อยชายให้เหลือยาวออกมาข้างนอก
  3. นุ่งโรยเชิง  หมายถึง  การนุ่งโดยทิ้งชายผ้าให้ยาวออกทางด้านหน้าต่อจาก “ชายพก” ลงมาเป็นการนุ่งผ้าที่ยากมาก  บางทีจะต้องทำกลีบไว้สำหรับโรยเชิงโดยเฉพาะก่อนนุ่ง
  4. ถกเขมร  หมายถึง  นุ่งผ้าถลกขึ้นไปให้สั้นพ้นหัวเข่าขึ้นมา  ไม่เหมือนนุ่งสั้นก็ตรงที่ไม่ มีการยกกลีบและทิ้งหางเหน็บ  บางทีก็เรียกว่า “ขัดเขมร” ไม่ใช่มาถกกันเรื่องเขมร  ดังคำที่ว่า “ทะเลาะกูกำหมัดขัดเขมร”
  5. กรัชกาย  หมายถึง  ร่างกาย  ดังคำในบทกลอนหนึ่งว่า “เจ้างามยามประจงจัดกรัชกาย” ถ้าจะดูความหมายแล้วแปลว่า “กายอันเกิดจากธุลีในสรีระ” (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสภา)
  6. ลิขิตพัสตร์  ผ้าที่มีลายส่วนมากเป็นผ้านุ่ง  อาจจะเป็นทิ้งลายเขียนและลายพิมพ์ก็ได้  นอกจากนั้นยังเป็นผ้าสีด้วย
  7. สุวรรณพัสตร์ผ้าทอง  คือ  ผ้าที่ใช้ดิ้นทองสลับเป็นด้ายพุ่ง  โดยใช้ด้านเดียวเป็นด้านยืน  ซึ่งอาจเป็นสีอื่น ๆ ก็ได้  จึงทำให้มีผ้าทองเหลือบเขียว  เหลืองแดงเหลือบม่วงเป็นสี ๆ ไป
  8. ช้องผม  ผมที่ใช้เสริมให้มวยผมใหญ่ขึ้นจะเป็นชายผมของตนเองก็ดี  จะเป็นผมที่ตัดเก็บไว้ก็ดี  บางทีก็ทำเป็นรูปมวยหนุนไว้ข้างในมวยผม  บางทีก็ทำให้เป็นก้อนเล็ก ๆ หนุน  บางส่วนให้ดีสูงขึ้น  แต่ในที่นี้หมายถึง  มวยผม
  9. เศียรเพชร  น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “ศิรเพฐน์” หรือ “สิรเวฐนะ” หมายถึง  เครื่องพันศีรษะหรือผ้าโพกศีรษะ
  10. ผมประบ่าอ่าเอี่ยมไร  หมายถึง  ไว้ผมยาวจนถึงไหล่หรือปล่อยให้ผมยาวลงมากระทบ หรืออยู่ข้างหน้าไหล่และมีไรวงหน้า  ตลอดวงไรจุกเป็นเส้นเด่นชัดงดงามยิ่ง
  11. ตะเบงมาน  การห่มผ้าอย่างหนึ่ง  โดยวิธีห่มผ้าอ้อมทางด้านหลังแล้วห่มไขว้กันตรง อก เอาชายขึ้น  ไปผูกไว้ที่ต้นคอ  คำว่า “ตะเบง” แปลโดยตรง “เฉียง หรือเฉไป” ส่วนคำว่า  มาน แปลได้หลายคำ  แต่ไม่มีความหมายตรงกับการห่มผ้าหรือแต่งกายเลย  จึงอาจจะมาจากคำว่า “มั่น” หรือ “ม่าน” ก็ได้เพราะ “มั่น” หมายถึง  การกระชับแน่นและ “ม่าน” หมายถึง  เครื่องบัง (บังอก)  หรือชาวพม่าก็ได้แต่ถ้ามาน  แปลว่า  ใจ  คำว่า “ตะเบงมาน” อาจแปลว่า “ไขว้กันตรงใจ” ก็ได้
  12. จอนหู  ความจริงหมายถึง  รอยกันชายผมเป็นรูปโค้งตามใบหู  เพราะเครื่องประดับที่เป็นรูปนกโค้งไปกับใบหูก็เรียกว่าจอนหูไม่ได้หมายถึง  ชายผมที่ปล่อยลงมาหน้าใบหูที่ถูกควร เรียกว่า  จอนผม  เมื่อปล่อยยาวมากพอก็เอาเหน็บไว้บนใบหูได้จึงเรียกว่าจอนหู  ซึ่งที่ถูกควรจะ เรียกกันว่า “จอนทัดหู” และคงไม่มีใครปล่อยจอนผมให้ยาวมาประบ่าแน่  เพราะไม่เป็นแฟชั่นที่น่าดูอะไรเลย  คนที่จอนทัดหูจะต้องตัดผมสั้นด้วยจึงจะงาม (บางสมัยอาจไว้ผมยาวด้วย)
  13. ไรผม คือ  รอยที่เคยถอนผมหรือโกนผมออก  เช่น  ไรวงหน้าและไรจุก  เป็นต้น  ไรวง หน้าจะช่วยตัดใบหน้าให้เด่นชัดเกลี้ยงเกลา  กลมกลึงหรือวงพระจันทร์และไรจุก  ซึ่งยังเหลืออยู่บนผมหมายถึงว่า  ยังรุ่นสาวเพิ่มจะย่างเข้าสู่ความสาวหรือสตรีที่ยังถนอมความเป็นสาวไว้ก็นิยม  ถอนผมตรงไรเดิมให้เป็นวงรอบกระหม่อม  นิยมกันในหมู่ผู้ดีมีสกุล  เช่น  คำว่า “ใส่นํ้ามันกันไร” และ “รอยไรเรียบร้อยระดับดี” เป็นต้น  การทำไรผมจึงเป็นแฟชั่นแบบหนึ่ง
  14. ผมปีกเป็นแบบของการไว้ผมอย่างหนึ่ง  นิยมไว้จอนผมด้วย  คือ  ควั่นผมรอบศีรษะ  เป็นรอยจนเป็นขอบชัดเจนแล้วหวีแสกกลางบ้าง  หวีเสยบ้าง  แล้วแต่ใครจะชอบหวีอย่างไร  ที่เรียกว่า  ผมปีกก็เพราะมองเห็นเชิงผมเป็นขอบอย่างชัดเจนมากนั่นเอง
  15. นุ่งโจงกระเบน  คือ  นุ่งยาวปล่อยผ้าให้คลุมเลยเข่าลงมาเล็กน้อยแล้วม้วนชายผ้าเป็นลูกบวบตวัดลอดหว่างขาขึ้นไปเหน็บไว้ที่ก้น  เรียกว่า “หางกระเบน” คงจะมาจากหางปลา  กระเบนนั่นเอง  เพราะมีรูปลักษณ์ยาวอย่างเดียวกัน
  16. ทองแล่ง  เป็นแผ่นเงินชุบทองตัดเป็นเส้นเล็ก ๆ
  17. ผ้าสุจหนี่  ผ้าตาดทอง  ที่นำไปปักเป็นลวดลายด้ายทองแล่ง
  18. ผ้าอัตลัด  แปลว่า  แพรต่วน  เป็นผ้าที่ทอให้เห็นลวดลายน้อย  เห็นพื้น  ผ้ามากกว่า
  19. ผ้าปูม  มีปรากฏอยู่ในประเทศต่าง ๆ เช่น  เขมร  มลายู  อินโดนีเซียและไทย  เป็นผ้า ไหมที่ทอจากใยที่มัดแล้วย้อมให้สีต่าง ๆ เมื่อนำมาทอจะมีสีสันลวดลาย  กรรมวิธีคล้ายกับทอผ้า มัดหมี่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย  ส่วนมากจะมีพื้นสีแดง  ตัวผ้าปูมแบ่งส่วนผ้า ออกเป็นส่วนของริมผ้าและตัวผ้า  ชายริมผ้าเป็นลายเชิงหรือลายกรวยเชิง  ริมผ้าด้านยาวเห็นลายก้านแบ่งขนาบด้วยลายแพรเส้นแคบ ๆ ต่อด้วยลายกรวยเชิงสั้น ๆ ตัวปูมผ้าทอยกดอก  ลายเครือเถาก้านแผงทั้งผืน  ลายปูมจะไม่เด่นชัด  แต่จะเห็นเป็นโครงร่างคร่าว ๆ ผ้าปูมเป็นผ้าในกลุ่มสมปักซึ่งเป็นผ้าหลวงที่ใช้พระราชทานเป็นเครื่องยศขุนนาง

ที่มา : http://www.baanjomyut.com/library_2/history_of_costume/index.html

 

 

 

 

ประวัติเครื่องแต่งกาย

วิชาประวัติเครื่องแต่งกายเป็นวิชาที่ว่าด้วยการทำความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับการแต่งกายของมนุษย์และเผ่าพันธุ์โดยอาศัยหลักฐานจากประวัติศาสตร์และวรรณคดีเป็นเครื่องมือในการรับรู้และเข้าใจ  อีกทั้งยังสะท้อนถึงสภาพของการดำรงชีวิตมนุษย์ในยุคนั้น ๆ

มนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์แต่งกายด้วยเครื่องห่อหุ้มร่างกายที่ได้มาจากธรรมชาติ  เช่น  ใบไม้  ใบหญ้า  หนังสัตว์  ขนนก  ดิน  สี  ฯลฯ  มนุษย์บางเผ่าพันธุ์ใช้สีจากพืชนำมาเขียน  มาสัก เพื่อเป็นเครื่องตกแต่งแทนการห่อหุ้มร่างกาย  ระยะต่อมามนุษย์รู้จักวิธีดัดแปลงสิ่งที่มีตามธรรมชาติมาใช้ทำเป็นเครื่องห่อหุ้มร่างกายให้เหมาะสม  เช่น  การผูก  มัด  สาน  ถัก  ทอ  ฯลฯ  ตลอดจนถึงการใช้วิธีการตัดและเย็บในปัจจุบัน  จากปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้นพอจะสรุปความหมายของคำว่า “เครื่องแต่งกาย” หมายถึง  สิ่งที่มนุษย์นำมาใช้เป็นเครื่องห่อหุ้มร่างกาย  โดยที่มนุษย์มีความจำเป็นต้องแต่งกายด้วยเหตุผลที่สำคัญ  คือ

  1. ใช้ปกปิดร่างกาย
  2. ให้ความอบอุ่น
  3. เพื่อป้องกันสัตว์และแมลง

สาเหตุที่มนุษย์มีการแต่งกายแตกต่างกัน

ในทางฟิสิกส์มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่อ่อนแอที่สุด  ผิวหนังมนุษย์จะบอบบางกว่าสัตว์อื่น ๆ จึงมีความจำเป็นต้องมีสิ่งมาปกปิดร่างกายเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ได้ (พวงผกา  คุโรวาท, 2540 : 2)  สิ่งนี้จึงเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญที่ให้มนุษย์ขวนขวายที่จะแต่งกายเพื่อสนองความต้องการของตนเอง สังคมและอื่น ๆ ประกอบกัน  ซึ่งความต้องการของมนุษย์นักออกแบบได้แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น  3  ลักษณะ  คือ

  1. ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (Biological Needs)  ได้แก่  ปัจจัย  4  คือ  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค
  2. ความต้องการด้านร่างกาย (Physical Needs)  เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น  เพื่อ ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน  เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่มนุษย์ต้องการ
  3. ความต้องการด้านจิตวิทยา (Psychological Needs)  เป็นความต้องการทางด้านจิตใจ ของมนุษย์ด้านความงาม

นอกจากนี้อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์ในยุคโบราณต้องแก้ปัญหาพื้นฐานในเรื่องปัจจัย  4  เป็น อย่างมาก (พวงผกา  คุโรวาท, 2540 : 2)  และเป็นความพยายามในการควบคุมสิ่งแวดล้อมให้ เหมาะสมกับตนเอง  ดังนั้นการแต่งกายของมนุษย์ก็จะแตกต่างกันออกไปตามมูลเหตุต่อไปนี้

สภาพภูมิอากาศ

ภูมิอากาศของประเทศเป็นเหตุใหญ่ที่ทำให้การแต่งกายของแต่ละประเทศมีความแตกต่าง กัน  คนท้องถิ่นอยู่ในประเทศที่มีอากาศหนาวมากจะแต่งกายเพื่อห่อหุ้มร่างกายจากสภาพอากาศ พวกที่อาศัยอยู่ในเขตอากาศร้อน  ก็จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ทำจากใยฝ้ายเพื่อช่วยให้ระบายความร้อนได้ดีหรือไม่ก็จะหาวิธีเพื่อป้องกันความร้อนจากดวงอาทิตย์โดยใช้เชือกย้อมด้วยสีเข้มมาพันตัว  เช่น  ชนเผ่า Blue men ใช้เงาของเขาใหญ่บังแสงอาทิตย์หรือใช้คบไฟป้องกันความหนาวแทนการสวมใส่เสื้อผ้า  ชนเผ่าบางเผ่ามักถูกสัตว์และแมลงรบกวนจึงหาวิธีพอกร่างกายด้วยโคลนเพื่อป้องกันแมลงศัตรูทางธรรมชาติ  ชาวฮาไวเอียนและพวกโมชั่นนิคใช้หญ้ามาทำกระโปรงเพื่อป้องกันแมลง  ชนเผ่าไอนุซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองญี่ปุ่นใช้กางเกงขายาวป้องกันสัตว์และแมลงได้

สภาพงานและอาชีพ

ในการปฏิบัติงานของแต่ละอาชีพ  ความต้องการเสื้อผ้าสวมใส่ในการทำงานจะมีลักษณะ ที่แตกต่างกันในแต่ละอาชีพ  มนุษย์จึงคิดประดิษฐ์เส้นใยต่างขึ้นมาเพื่อให้มีคุณสมบัติต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละอาชีพนั้น ๆ เช่น  การทนต่อสารเคมี  ไม่เป็นสื่อไฟฟ้าและไม่นำความร้อน

ขนบธรรมเนียม  ประเพณีและวัฒนธรรม

การที่มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างเป็นหมู่  จึงจำเป็นต้องมีกฎระเบียบ  เพื่อให้การเป็นอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  ไม่มีการรุกรานซึ่งกันและกัน  การปฏิบัติสืบต่อกันมานี้เองจึงกลายเป็นขนบธรรมเนียม  ประเพณีและวัฒนธรรม  มนุษย์เริ่มรู้จักการเข้าสังคม  รู้จักแต่งตัว  ซึ่งมีมาตั้งแต่ สมัยโบราณแล้ว  เช่น  การทาสี  การสัก  การทำลวดลายตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  ดังจะเห็นได้ จากการทาสีร่างกาย  ได้เป็นการประดับร่างกายอย่างหนึ่งของหญิงสาวนิวกีนีจะเขียนลวดลายบนใบหน้าถือว่างาม  นักรบชาวเกาะนิวกีนี  ใช้สีทาหน้าจนดำ  แสดงความแข็งแรงและความเป็น ลูกผู้ชาย  จากพัฒนาการดังกล่าวจนถึงปัจจุบันได้มีการนี้นำมาประยุกต์ในการแต่งหน้า  โดยผลิตเป็นเครื่องสำอางที่มีสีสัน  เช่น  ลิปสติก  อายแชร์โดว์  เป็นต้น

นอกจากนี้การสักตามร่างกายก็ถือว่าเป็นศิลปะในสมัยอียิปต์โบราณและจนปัจจุบันนี้  การสักก็เป็นแฟชั่นของการแต่งกายอย่างหนึ่งเหมือนกัน  เช่น  หญิงสาว “เผ่ามาคอนด์” จะทำลวดลายบนแผ่นหลัง  โดยการแหวะผิวหนังให้เป็นร่องแล้วอัดด้วยหินให้นูนขึ้นมาเหมือนผืนผ้าที่ปักด้วยไหม  หญิงสาวที่มีลวดลายเช่นนี้ถือว่าเป็นคนสวยของชนเผ่าเดียวกันหรือการสักใบหน้าของหญิงสาวเผ่ามาคอนด์เพื่อให้ดุน่าเกลียดแลป้องกันพวกค้าทาสจับตัวไปทำทารุณทางเพศ (พวงผกา  คุโรวาท, 2540 : 4)

ศาสนา

ศาสนามีบทบาทสำคัญในการแต่งกายเช่นกัน  ดังจะเห็นได้จากการเกิดสงครามศาสนา  ในยุโรปที่เรียกว่า “สงครามครูเสด” อันเป็นสงครามที่สู้รบแบบยืดเยื้อมาเป็นเวลานานกว่า  300  ปี  มีการรบพุ่งกันตลอดเวลา (พวงผกา  คุโรวาท, 2540 : 5)  การปะทะกันตัวต่อตัวและกินระยะเวลา ยาวนานมากความสัมพันธ์ระหว่างข้าศึกก็เกิดขึ้น  มีการแลกเปลี่ยนความคิดและวัฒนธรรมซึ่งกันและกันและเมื่อเหตุการณ์สงบลงผลจาสงครามทำให้ทรัพยากรต่าง ๆ สูญเสียไปมาก  ทาง ประวัติศาสตร์จึงเรียกยุโรปสมัยนั้นว่า “สมัยมืด” กล่าวคือวัฒนธรรมต่าง ๆ ศิลปะ  วิชาการ ตลอดจนความเจริญในด้านต่าง ๆ ได้ปิดเงียบลงและกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง  ในสมัยศตวรรษที่  16  ความเจริญในด้านต่าง ๆ ดังกล่าวได้วิวัฒนาการขึ้น  รวมทั้งการแต่งกายก็เฟื่องฟูมากในสมัยนี้

ความต้องการดึงดูดเพศตรงข้าม

มนุษย์เราเมื่อเริ่มเติบโตเข้าในวัยรุ่นหนุ่มสาว  มีความสมบูรณ์ทางเพศเป็นธรรมชาติที่ ต้องการมีความงดงามขึ้น  เพื่อที่จะดึงดูดใจแก่เพศตรงข้าม  ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ต้องการการ ยอมรับจากบุคคลอื่นด้วย  โดยเฉพาะด้านร่างกาย  เพื่อสนองความต้องการนี้จึงได้มีวิวัฒนาการของ การออกแบบเครื่องแต่งกายของมนุษย์  เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ วัสดุที่นำมาใช้ก็มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เข้ากับความเจริญด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ  ผู้ที่ มีบทบาทที่จะสนองความต้องการเหล่านี้คือ  บรรดานักออกแบบ (Designers)  เขาเหล่านี้เป็นผู้คอยกำหนดรูปแบบและแนวทางการแต่งกายให้กับมนุษย์  เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามระดับของสังคมและเศรษฐกิจ

สถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ

สภาพของสังคมและเศรษฐกิจของแต่ละแห่งแต่ละประเทศมีความไม่เหมือนกันและมีบทบาทต่อการแต่งกายที่ต่างไปด้วย  สังคมทั่วไปในขณะนี้มีหลายระดับชั้นและแบ่งกันตามฐานะ ทางเศรษฐกิจอีกด้วย  เช่น  ชนชั้น  ระดับเจ้านาย  ชาวบ้าน  กรรมกร  ซึ่งแต่ละลักษณะจะบ่งชัดว่าผู้แต่งนั้นอยู่ในฐานะระดับใดและยังบ่งถึงสภาพสังคมของเขาด้วยความเจริญทางด้านวัฒนธรรมและการแต่งกายมีการวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ ชนชาติแรกที่ถือว่าเป็นต้นฉบับการแต่งกาย  คือ  ชาวอียิปต์ รองลงมาคือ  กรีก  โรมัน  ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป

ที่มา : http://www.baanjomyut.com/library_2/history_of_costume/index.html